วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2564

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มามองโลกแบบ Negative กันดีกว่า (3)


 

เราสามารถมองโลกผ่านความเป็นวิทยาศาสตร์ได้สองสถานะคือ positive และ negative 

การมองโลกผ่านสถานะ negative คือ ยิ่งเติมเท่าไหร่น้ำก็ไม่เต็มแก้วสักที (ภายใน)

การมองโลกผ่านสถานะ positive คือ ยิ่งเติมน้ำลงในแก้วน้ำก็จะยิ่งสูงขึ้น (ภายนอก)

 

ซึ่งจะเป็นการมองผ่าน ‘โครงแบบ’ หรือ Configuration ที่จะมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ ภายในและภายนอก ที่ภายในใช่และไม่ใช่ภายใน และภายนอกใช่และไม่ใช่ภายนอก ในทางวิทยาศาสตร์คือ การเดินทางของแสงที่มีริ้วสลับขาวดำนั่นเอง

  1. ภายนอก สรรพสิ่งและเวลาเดินทางเป็นเส้นตรงเดินตรงดิ่งจากอดีตมาปัจจุบันสู่อนาคต —->0—> หรือ <—0<— อนาคตสู่ปัจจุบันสู่อดีต หรือจากอนุภาคสู่คลื่น จากคลื่นกลับสู่อนุภาค ยกตัวอย่างเช่น ในเวลาที่เราได้ยินข่าวที่เกิดขึ้นกับคนอื่น แล้วต่อมาเราก็ได้ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าวซึ่งคนส่วนใหญ่จะพูดว่า เคยได้ยินข่าวแต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง (สถานะมหภาค หรือpositive )  หรือในทางกลับกันที่ทันทีที่เราได้ยินข่าวก็จะรู้สึกเหมือนกับเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีตได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นการย้อนกลับในลักษณะที่รายละเอียดต่างๆจะอยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน (สถานะจุลภาค หรือ negative ) ซึ่งเปรียบได้กับการมองโลกผ่านสถานะ positive คือยิ่งเติมน้ำลงในแก้วน้ำก็จะยิ่งสูงขึ้น (ภายนอกเหมือนแก้วที่แตกแล้วแตกเลยไม่สามารถคืนรูปกลับมาเป็นแก้วใบเดิมได้อีก แต่การมองโลกผ่านสถานะ negative คือ ยิ่งเติมเท่าไหร่น้ำก็ไม่เต็มแก้วสักที (ภายในไม่ว่าจะเป็นรอยร้าวรอยแตกรอยแยกต่างๆจะสามารถทำให้เกิดกระบวนการย้อนกลับไปสู่จุดแรกเริ่มก่อนที่จะเกิดรอยต่างๆได้ทั้งหมด ซึ่งตรงกับตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ดังต่อไปนี้คือ1. ถ้าเรากลิ้งลูกบอลไป เราจะรู้ว่าลูกบอลก่อนกลิ้งกับหลังกลิ้งมี ‘ลำดับ’ ทางเวลาที่ชัดเจน เพราะเมื่อกลิ้งไปแล้ว สุดท้ายลูกบอลก็จะหยุด และการหยุดนั้นเกี่ยวข้องกับแรงเสียดทาน โดยแรงเสียดทานจะก่อให้เกิดความร้อนขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ เอนโทรปี เวลา และความร้อน จึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดมากๆ โดยเอนโทรปี ( positive ภายนอก และ negative ภายใน ) จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทาง’ ของกระบวนการในระบบ 2. ในเวลาที่เราขว้างลูกบอลไปกระทบผนังลูกบอลจะย้อนกลับมาหาเราในตำแหน่งเดิมโดยไม่ได้รบกวนการไหลเวียนของเวลาตามธรรมชาติ แต่ลอกเลียนวิถีการเคลื่อนที่เดิมของตน แม้เราจะกรอฉากนี้ย้อนกลับก็จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้เกิดขึ้นหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระบวนการอะเดียแบติกและกระบวนการไอเซนโทรปิก ถ้าหากมองในแนวนอนก็คือ กรวยแสงแห่งอดีตและอนาคต หรือ การเดินทางข้ามเวลา (positive ภายนอกจะมีเวลา และ negative ภายในจะไม่มีเวลา หรือ โลกคู่ขนาน) เพื่อปลดล็อกพันธนาการที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมาย (ไม่มีใครเกิดมาโดยไร้เป้าหมายหรือไร้จุดมุ่งหมายให้กับอดีตและอนาคตในระดับ 2 มิติ หรือ ระหว่างชายหญิง ขั้วบวกขั้วลบ ความคิดความรู้สึก หรือ การทำลายปมที่อยู่ภายในจิตใจที่ทำให้เรารู้สึกอ่อนแออ่อนไหว น้อยเนื้อต่ำใจ เป็นทุกข์เป็นเดือดเป็นแค้นแม้เพียงคำพูดเล็กๆน้อยๆในทางพุทธศาสนาเรียกว่า การตรัสรู้ หรือ การรู้แจ้งเห็นจริงระหว่างความคิดและความรู้สึกของตัวเอง (สถานะควอนตัมมหภาคที่เป็นเพียง first step เท่านั้น
  2. ภายใน สรรพสิ่งและเวลาเดินเป็นเส้นโค้ง (ทวนเข็มนาฬิกาและตามเข็มนาฬิกา) ความโค้ง = ความโน้มถ่วง ของไอสไตน์ <—-0—-> หรือ <><><><0><><><> สมการแม่เหล็กไฟฟ้าของแม๊คเวลล์ถ้ามองในแนวตั้งก็คือ กรวยแสงแห่งอดีตและอนาคต =  เพื่อปลดล็อกพันธนาการที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมาย (ไม่มีใครเกิดมาโดยไร้เป้าหมายหรือไร้จุดมุ่งหมายให้กับอดีตและอนาคตในระดับ 4 มิติ ที่มี 3 มิติซ่อน/ซ้อนทับอยู่ และ 3 มิติที่มี 4 มิติซ่อน/ซ้อนทับอยู่ ดังตัวอย่างของการนำเอาเหรียญที่เหมือนกันและไม่เหมือนกันมาเรียงต่อกันโดยที่เหรียญแต่ละเหรียญมีสองด้านและตัวอย่างของการเรียงไพ่สี่ใบโดยไพ่ที่หงาย (สถานะมหภาคจะเรียงตามลำดับ 1234 แต่ไพ่ที่คว่ำ (สถานะจุลภาคจะไม่เรียงตามลำดับ หรือเรียงสลับกลับด้านกัน คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทั้งสองตัวอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับการมองเห็นมิติที่ซ้อนทับ/ซ่อนอยู่อย่างไร ต้องบอกว่าทั้งรายละเอียดและวิธีการของทั้งสองตัวอย่างคือ กุญแจดอกสำคัญที่สามารถเผยให้เห็นสถานะควอนตัมมหภาคและสถานะควอนตัมจุลภาคที่มี/เป็น/อยู่และไม่มี/ไม่เป็น/ไม่อยู่ของมิติที่ซ้อนทับ/ซ่อนอยู่ได้ ที่ทำให้เราได้เห็นว่า ในขณะที่เรามีสถานะเกิดและตาย ( positive และ negative ) ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทางกายภาพหรือชีวภาพ เราก็มีสภาวะไม่เกิดและไม่ตาย หรือ สภาวะกึ่งเกิดกึ่งตาย หรือสภาวะกึ่งบวกกึ่งลบ สภาวะกึ่งภายนอกกึ่งภายใน หรือ สภาวะกึ่งอนุภาคกึ่งคลื่นซ้อนทับและพัวพันกันอยู่ถึง 4 มิติ/4สถานะในเวลาเดียวกันคือ อิเล็กตรอน โพซิตรอน โปรตอน นิวตรอน (บัวสี่เหล่าที่เมื่อเราเดินออกจากสถานะหนึ่งเราจะเดินเข้าอีกสถานะหนึ่งทันที หรือเมื่อเราเดินออกจากสภาวะหนึ่งเราก็จะเข้าสู่อีกสภาวะหนึ่งทันทีเช่นเดียวกันทำให้เรามีการเกิดและตาย และไม่เกิดและไม่ตายในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—> สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—>เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน (การเคลื่อนที่ออกจากและเคลื่อนที่กลับเข้าสู่ที่ทำให้เกิดเป็นการวนไม่มีที่สิ้นสุด หรือกระบวนการอะเดียแบติกและกระบวนการไอเซนโทรปิกซึ่งข้อมูลที่เรานำมาเปิดเผยทั้งหมดนี้ต่อมาเราได้รับรู้ว่า ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่เราค้นพบและนำมาเปิดเผยนั้นล้วนมีข้อพิสูจน์หรือมีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ออกมาก่อนหน้าแล้วทั้งสิ้น

 

จะเห็นได้ว่าการมองผ่าน ‘โครงแบบ’ หรือ Configuration ที่ต่างกันในข้อหนึ่งและข้อสอง แต่กลับให้ผลเหมือนกันคือ ไม่ว่าจะมองในแนวนอนหรือแนวตั้งเราก็จะมองเห็นกรวยแสงแห่งอดีตและอนาคตเหมือนกัน และถ้าหากพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่ามีสิ่งที่แตกต่างออกไปคือ ค่าความโน้มถ่วง ซึ่งการมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงค่าความโน้มถ่วงที่แตกต่างกันจะส่งผลทำให้คุณผู้อ่านได้เห็นโลกในมุมที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงคือ  แทนที่จะมองว่าความคิดความรู้สึกและการกระทำของคนอื่นส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราอย่างไรเพียงด้านเดียว เราจะมองเห็นว่าความคิดความรู้สึกและการกระทำของเราส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเราและคนอื่นทั้งในระยะใกล้ที่มีระยะไกลซ้อนทับและพัวพันอยู่และทั้งในระยะไกลที่มีระยะใกล้ซ้อนทับและพัวพันอยู่อย่างไร ดังตัวอย่างของการได้ยินหรือได้รับรู้ข่าวสารที่ในระบบควอนตัมไม่ได้เป็นเพียงการรับรู้รับฟังข่าวสารแบบผ่านๆไปเท่านั้น แต่ทุกๆข่าวสารที่เราได้ยินได้ฟังล้วนมี/เป็นข้อมูลที่สามารถบอกกับเราได้ว่าอดีตและอนาคตของเราและโลกที่เราอาศัยอยู่จะดำเนินไปอย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีความสามารถในการแปลความหมายหรือเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งความสามารถดังกล่าวสามารถพัฒนาให้มีมากขึ้นได้ตามลำดับ

 

การมองโลกผ่านสถานะทั้งสองจะทำให้คุณผู้อ่านได้เห็นว่า การใช้ชีวิตของสัตว์โลกทั้งหมดขึ้นอยู่กับกฏทางฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และศาสตร์แขนงอื่นทั้งหมด

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net