วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปเยือนกุฎีมหากวีสุนทรภู่


โอกาสว่างงานมีน้อย ผมจึงหยิบฉวยไว้ด้วยการหาสิ่งประเทืองปัญญาทำสักหน่อย วันนี้เห็นหัวข้อเสวนาจากกระดานข่าวของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ก็เลยตัดสินใจไปงานนี้แหล่ะ น่าจะคุ้มค่ากับเวลาที่สูญเสียไป หัวข้อเสวนา “ในวรรณคดีก็มี  กลอนเปล่า” เข้ากันกับสถานการณ์ควันหลงรางวัลซีไรท์อยู่ด้วยพอดี  ทุกท่านคงได้เห็นโฉมหน้า กวีซีไรท์คนใหม่ ปีห้าศูนย์ กันไปเรียบร้อยแล้วหล่ะ  ผลปรากฎว่า บทกวีฉันทลักษณ์ ของ มนตรี  ศรียงค์ กวีหมี่เป็ดคว้าชัยไปครอง  อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามีบทกวี กลอนเปล่า ผ่านเข้ารอบ 8 เล่ม สุดท้ายมาได้ จำนวนถึง 2 เล่ม คือ ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ ของ อุเทน  มหามิตร  แล้วก็ เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กๆ ของศิริวร  แก้วกาญจน์  ประเด็นในวันนี้มีการพูดถึงความงามของ กลอนเปล่า จากนักวิชาการและกวีรัตนโกสินทร์

สถานที่จัดงานเสวนาก็ภายในพระอุโบสถ วัดเทพธิดารามหลังนี้นี่แหล่ะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดี ที่นี่นั้นครั้งหนึ่ง ราวปี พ,ศ, 2382-85  ท่านจินตกวีเอกของกรุงรัตนโกสินทร์เคยอุปสมบทและจำพรรษาอยู่  มีงานประพันธ์เกี่ยวกับวัดเทพธิดารามมากที่สุดคือ “รำพันพิลาป”  หลังคาพระอุโบสถไม่มีช่อฟ้า ใบระกานะครับ หน้าบันประดับด้ยเครื่องกระเบื้องเคลือบจีน เป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3

 พระปรางค์หนึ่งในสี่ทิศรอบพระอุโบสถ  มีบทกวีของสุนทรภู่ว่าไว้

เคยเดินเล่นเย็นลมเลียบชมรอบ

ริมแขวงขอบเขตที่เจดียฐาน

พระปรางค์มีสี่ทิศพิสดาร

โบสถ์วิหารการเปรียญล้วนเขียนทอง

ที่หน้าบันปั้นอย่างเมืองกวางตุ้ง

ดูเรืองรุ่งรูปนกผกผยอง

กระเบื้องเคลือบเหลือบสลับเหลี่ยมรับรอง

ศาลาสองหน้ารอบขอบกำแพง

สิงโตจีนตีนตัวน่ากลัวกลอก

ขยับขยอกแยกเขี้ยวเสียวแสยง

ที่ตึกก่อช่อฟ้าใบระกาแดง

ริมกำแพงตะพานขวางเคียงข้างคลอง

กราบพระประธาน หลวงพ่อขาว  กันก่อนฟังการเสวนาอันน่าระทึกใจต่อไป....

สุนทรภู่เขียนไว้ว่า

แล้วร่ำภาวนาในพระไตรลักษณ์

ประหารรักหนักหน่วงตัดห่วงหาย

หอมกลิ่นธูปงูบระงับหลับสบาย

ฝันว่าว่ายสายชะเลอยู่เอกา

สิ้นกำลังยังมีนารีรุ่น

รูปเหมือนหุ่นเหาะเร่ร่อนเวหา

ช่วยจูงไปไว้ที่วัดได้ทัศนา

พระศิลาขาวล้ำดังสำลี

ทั้งพระทองสององค์ล้วนทรงเครื่อง

แลเลื่อมเหลืองเรืองจำรัสรัศมี

พอเสียงแซ่แลหาเห็นนารี

ล้วนสอดสีสาวน้อยนับร้อยพัน

บรรยากาศการเสวนาในพระอุโบสถ  ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในปัจจุบัน  ที่นิยมจัดกันในห้องหรูโรงแรมระดับมีดาว หรือไม่ก็ตามหอประชุมใหญ่ๆ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ผมชอบบรรยากาศอย่างนี้มากกว่าดูใกล้ชิดกันกว่า เหมือนชาวบ้านมานั่งพูดคุยปรับทุกข์กันในวัดสมัยก่อนเลย

เกริ่นเริ่มเรื่อง  โดย  อาจารย์ สุจิตต์  วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์หัวก้าวหน้าของเมืองไทย  ได้พูดยืนยันว่า  กลอนเปล่ามีมาตั้งแต่สมัยโบราณนานเนแล้ว  เช่นในศาสนาผีที่มีมาก่อนศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธจะแผ่ขยายเข้าอุษาคเนย์ด้วยซ้ำ แล้วท่านก็ยกข้อความจากใบลานมาอ้างหลายวรรค หลายตอน(ขออภัยผมจำไม่หมด) พร้อมกับฟันธงว่า “กลอนเปล่ามีเป็นเรื่องปกติ  ถ้ากลอนเปล่าไม่มีนั่นเป็นเรื่องผิดปกติ”

จากนั้นมีอาจารย์เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ อ.ทองแถม  นาถจำนง อ.ยุทธ  โตอดิเทพย์  แล้วก็ วัฒน์  วรรลยางกูร  มาเสริมทัพว่ากันด้วยเรื่อง กลอนเปล่ามีมาตั้งแต่ครั้งไหน ยุคใด ผมไม่สาธยายนะครับ คาดว่าท่านคงหาอ่านรายละเอียดได้จากหน้าสื่อวรรณกรรมทั่วไป น่าจะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์กว่า

ขอพาทุกท่านมาชื่นชมบรรยากาศและจะพาแวะไปเยือน กุฎีมหากวีสุนทรภู่ เสียหน่อย ไหนๆ ก็มาจนถึงที่แล้ว

สังเกตให้ดีพื้นที่ตรงกลาง รู้สึกว่าจะว่างเปล่า หรือว่าเว้นไว้ให้เข้ากับหัวข้อเสวนาก็ไม่รู้นะ

เดินออกมาจากพระอุโบสถก็มาเจอ  สาวงาม นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่หน้าบันได

นี่แหล่ะตุ๊กตาศิลารูปสตรีหน้าบันไดพระอุโบสถที่สวยงามเหลือเกิน  จนกระทั่งสุนทรภู่ต้องเขียนบรรยายไว้ว่า

ดูนางนั่งปลั่งเปล่งดูเคร่งครัด

หน้าเหมือนผัดผ่องผิวกรีดนิ้วนาง

นี่รูปนี้มีอุ้มลูกตั้งสองคนแน่ะ น่ารักมากเลย ผมชอบรูปนี้ครับ

เดินมาเรื่อยๆ ระหว่างทางตามแนวรั้วรอบกุฎีท่านสุนทรภู่ จะเห็นป้ายบทกวีเรียงรายเต็มไปหมด จนอดยืนอ่านและนำมาฝากเพื่อนๆ ไม่ได้

กตัญญูกตเวที เครื่องหมายของคนดีแน่นอน

ใครมีกิ๊กเยอะระวัง!

นี่ เป็นการเตือนสติ ทำสิ่งใดต้องมีกาลเทศะ

ต้นทับทิมก็มีบทกวี

ต้นสร้อยสาหรีและบทกวีประดับประดา

ต้นทรงบาดาล

เห็นป้ายชื่อกุฎีสุนทรภู่แล้ว!

แถมอีกป้าย อ้าว.....ป้ายนี้ท่าทางคลาสสิคดี มีภาษาปะกิตด้วย

หยุดก่อน! โอ๊ะ! นางผีเสื้อสมุทรมาขวางทาง  พระอภัยมณีอยู่ไหนคร๊าบบ!

แต่....วันนี้ปิดนะคุณโยมเข้าชมไม่ได้......แป่วววว......

โอ-------------------------------

กุฎีมหากวี ยืนแกร่วเลยเรา....................................

ได้แแต่มองหาบทกวี...........ก็ยังดีแหล่ะ...................

ใครไม่เคยไปเที่ยววัดก็น่าจะหาโอกาสไปกันเยอะๆ นะครับ วัดเทพธิดาราม เป็นวัดที่สวยงามมากเลยทีเดียว สถาปัตยกรรม เป็นแบบจีนผสมไทยน่าศึกษามากเลย

ขอสรุปจบการเสวนาเรื่อง “ในวรรณคดีก็มีกลอนเปล่า”  เท่าที่สมองจะจำได้สั้นๆ ว่า

“กลอนเปล่าหรือไร้ฉันทลักษณ์นั้น ส่งสัมผัสน้อยน้อย  ส่งสัมผัสเสรี หรือ ไม่ต้องมีสัมผัส  แต่ต้องจัดถ้อยคำให้มีความหมายด้วย”

ถูกผิดประการใดต้องขอประทานโทษทุกท่านที่เกี่ยวข้องในรูปภาพด้วยนะครับ

------------------

ข้อมูลจากหนังสือ  วัดเทพธิดาราม และ บ้านมหากวี กุฎีสุนทรภู่  โดย สุจิตต์  วงษ์เทศ

ถ่ายภาพโดย  วัฒนชัย  แจ้งไพร

ถ่ายคำโดย  มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ

๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๐

 

 

 

 

โดย มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net