วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิทานพื้นบ้าน(4) ...ไก่เทวดา...


นิทานเรื่องไก่เทวดา

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสองชายหนุ่มชื่อแก้วและทองเป็นเพื่อนรักกันมาก เมื่อถึงวัยอันสมควรสองหนุ่มได้ล่ำลาพ่อแม่เพื่อไปศึกษาวิชา ณ สำนักทิศาปาโมกข์ จนล่วงเวลา 10 ปีผ่านไป หลังจากเรียนศิลปะวิทยาคมจากอาจารย์จนเชี่ยวชาญจบหลักสูตร ทั้งคู่ก็ร่ำลาอาจารย์ เพื่อออกแสวงโชคใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือชาวประชาและหางานทำ ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนา ทั้งสองเดินผ่านพงป่าเขาลำเนาไพร ซึ่งใกล้เวลาพลบค่ำพอดี สองเกลอจึงจัดแจงหาทำเลที่พัก ตัดไม้ทำห้างให้สูงพ้นสัตว์ร้าย ก่อไฟสุมเพื่อไล่สัตว์และเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น จากนั้นก็นำเสบียงกรังที่ติดตัวมากินกันจนหมดสิ้นอย่างอิ่มหนำสำราญแล้วแยกกันไปขึ้นห้างหลับนอน

          เวลาผ่านไปตอนย่ำรุ่ง ทั้งสองต้องตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงไก่ป่าขันประชันกันสองฟากป่า ไก่ตัวแรกขันว่า “เอ้กอีเอ้กเอ้ก ...ใครกินตูข้า ภายภาคหน้าได้เป็นใหญ่ เริ่มก่อนสุขสบาย ทุกข์ยากกายในภายหลัง”  แก้วได้ยินเสียงไก่ตัวแรกแค่เพียงเสียงท่อนแรกก็คว้าธนูคู่กายมุ่งไป ณ กอไผ่ตามเสียงไก่ตัวนั้น เขาง้างธนูยิงมันตกลงมาขาดใจตายหวังได้กินไก่แล้วสุขสบายชั่วชีวิต ส่วนไก่อีกตัวหนึ่งขันว่า “เอ้กอีเอ้ก...เอ้ก...ใครได้กินตัวข้า เป็นทาสาหรือทาสี ภายหลังกลับได้ดี มีสุขล้ำฉ่ำหทัย” ทองได้ฟังเสียงไก่อีกตัวขันจนจบสิ้น เขาย่องตามเสียงไปยังไก่ตัวที่สอง ใช้ดาบคู่ใจพุ่งเข้าไปตรงหน้าอก มันขาดใจตายตกลงมาทันที  สองสหายเมื่อได้ไก่มาก็เตรียมสุมไฟ ถอนไก่ ใช้ไม้เสียบ ปิ้งย่างกินกันจนอิ่มหนำ  ก็ได้เวลารุ่งอรุณพอดี สองเพื่อนก็ชวนกันเดินทางต่อไป จนกระทั่งเข้าเขตเมืองใหญ่  ทำให้สองชายดีใจเป็นยิ่งนัก อาจจักได้แสดงวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ช่วยเหลือปวงประชาในพารานี้เป็นแน่ จึงหาที่พักผ่อนหย่อนใจใต้พุ่มไม้บริเวณชานเมือง ยามเที่ยงวันสายลมพัดแผ่ว รวมทั้งสองคนได้เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ทำให้ม่อยหลับไป ณ โคนไม้แห่งนั้น

          ในวันที่ทั้งคู่ย่ำกรายมาในเขตมหานครแห่งนี้  เป็นเวลาเดียวกับเจ้าผู้ครองนครได้สวรรคตและไม่มีรัชทายาทสืบสันติวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาล กำหนดให้พราหมณ์เรียกประชุมเหล่าขุนนาง อำมาตย์ เพื่อจัดราชรถออกวิ่งหาผู้มีบุญญาธิการ หากราชรถหยุด ณ ผู้ใด ให้พราหมณ์กราบบังคมทูล ผู้นั้นขึ้นครองราชย์  กล่าวถึงสองชายหลังจากหลับสบายใต้ต้นไม้สายลมบัดโบกจวนยามบ่ายทั้งสองก็ตื่นขึ้นมา ทองอาสาไปหาซื้ออาหารในตลาด ปล่อยให้แก้วนั่งรอ ณ ที่เดิม  ด้วยเดชะบุญญาบารมีไก่เทวดาตัวแรก บันดาลให้ราชรถมาหยุด ณ ต้นไม้ ที่ยอดชายนายแก้วนั่งอยู่อย่างสง่าผ่าเผย เหล่าพราหมณ์พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ คุกเข่าลงอภิวาท ทูลความตามเรื่องพอเข้าใจ แล้วอัญเชิญ นายแก้ว ขึ้นราชรถ เข้าเมืองและปราบดาภิเษกเป็นพระราชา พระนามว่า พระเจ้าฟ้ามหามณี แต่ด้วยความหลงใหลในอำนาจ ลาภยศ สรรเสริญ สุข จึงลืมเพื่อนทองที่ตรากตรำลำบากมาด้วยกันอย่างสนิทใจ

          กล่าวถึงยอดชายนายทองกลับมาจากซื้อข้าวทั้งของตนและของสหายแก้ว ไม่เห็นเพื่อนรออยู่ จึงคิดว่าเพื่อนคงไปทำธุระอีกไม่นานคงกลับมา เขานั่งรออยู่จนพลบค่ำไม่มีวี่แววว่านายแก้วจะกลับมา เขาคิดว่าเพื่อนคงคิดแยกทางจากไปแสวงหาโชคตามลำพังเสียแล้ว จึงตั้งหน้าตั้งตากินอาหารที่ซื้อมา แล้วหาศาลาวัดใกล้ๆ หลบซุกหัวนอน  พอเช้าพรุ่งรุ่งสว่าง จึงเดินทางเสาะแสวงหางานทำ ได้พบกับเถ้าแก่ฮง ชาวจีนวัยกลางคนหนึ่ง อาชีพรับซื้อข้าวสารส่งลงเรือสำเภาไปขายต่างเมือง เขาได้ไปสมัครเป็นกะลาสีหรือจับกังแบกขนข้าวสารลงเรือ เถ้าแก่ฮงเห็นหน่วยก้านดี จึงรับไว้และคอยสังเกตนิสัยใจคอตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยตนเองมีกิจการมากมายแต่มีลูกสาวเพียงคนเดียว คิดจะหาคู่ครองให้ลูกสาวจากชายหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถและไว้เนื้อเชื่อใจได้ เพื่อฝากชีวิตลูกสาวและตนเองพลอยได้ฝากผีฝากไข้ยามแก่ชรา แต่ยังไม่ถูกใจใครสักคน  ส่วนนายทองนอกจากทำงานตามหน้าที่ที่เถ้าแก่มอบหมายให้คุ้มค่าจ้างแล้ว เวลาว่างได้เสียสละแรงงาน กวาดบ้าน ถูโกดังให้สะอาด จนเข้าตาเถ้าแก่ 

          วันหนึ่งเถ้าแก่ฮง ได้เรียกนายทองให้มาเรียนรู้วิธีการทำบัญชีรับจ่ายรวมทั้งการดำเนินกิจการ แล้วให้นายทองทดลองทำดู ซึ่งตรงกับวิชาสาขาที่เขาได้ร่ำเรียนมา จึงสามารถทำบัญชีได้อย่างถูกต้องและมีความซื่อสัตย์ ทำให้เป็นที่พึงพอใจแก่เถ้าแก่ยิ่งนัก

          หลายเดือนต่อมา เถ้าแก่ฮงได้มอบหมายให้นายทองดูแลกิจการค้าข้าวแทนตนเองที่จะต้องนำสำเภาไปต่างเมือง  หลายเดือนผ่านไปไม่มีวี่แววว่า เถ้าแก่ฮงจะกลับมา จนกระทั่งวันหนึ่งกลาสีเรือที่รอดตายกลับมารายงานเถ้าแก่สาวว่า เรือสำเภอโดนพายุล่มกลางสมุทร สินค้าเสียหายทั้งหมด เถ้าแก่เสียชีวิตและลูกเรือตายเกือบหมด เหลือเฉพาะข้าและเพื่อนอีกสองคน นายทองจึงรับทั้งสามคนไว้ทำงานต่อ ส่วนเถ้าแก่สาวเสียใจร้องให้คร่ำครวญด้วยความโศกเศร้าจนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ไม่เป็นอันกินอันนอน นายทองได้แต่ปลอบโยนและดำเนินกิจการแทนทุกสิ่งทุกอย่าง จนกลายเป็นความเห็นอกเห็นใจ ทั้งสองจึงตกลงปลงใจแต่งงานกันและอยู่กินร่วมกันอย่างมีความสุข

          กล่าวถึงพระเจ้าฟ้ามหามณี ได้เสพสุขอยู่ในราชวังพรั่งพร้อมด้วยนางสนมกำนัล เขาสนับสนุนเสนาข้าราชบริพารที่ประจบสอพลอ ลงโทษคนดีที่คอยคัดค้านการบริหารบ้านเมืองของตนในทางผิดพลาด จนเหล่าเสนาอำมาตย์ที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินคิดวางแผนโค่นล้มราชบัลลังก์  คนเหล่านี้จึงซ่องสุมกำลังไว้อย่างลับๆ เมื่อได้กำลังเพียงพอจึงบุกเข้ายึดตำหนักที่ประทับ แล้วเนรเทศนายแก้วออกนอกราชอาณาจักรเขาต้องตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัสจนชั่วชีวิต เมื่อเจ้าเมืองว่างลงเหล่าพราหมณ์ เสนา อำมาตย์จึงได้ประชุมกันเพื่อสืบหาเจ้าเมืองคนใหม่ โดยวิธีสรรหาจากคนดีมีความรู้ในมหานคร  ด้วยเป็นที่ประจักษ์ว่า นายทองเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและซื่อสัตย์จนเป็นกล่าวขานของคนทั้งเมือง ที่ประชุมจึงมีฉันทามติว่า ให้ทูลเชิญนายทองขึ้นครองราชย์ นายทองจึงได้รับการปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าสีสุวรรณและแต่งตั้งภรรยาตนเป็นมเหสี โดยไม่คิดมีนางสนมอีกเลย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานายทองได้ปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอย่างสงบสุขร่มเย็น และสิ่งที่เขาลืมไม่ได้คือ เสียงไก่ป่าที่ขันยังดังแว่วก้องในหูในยามราตรีว่า “เอ้กอีเอ้กเอ้ก ...ใครได้กินตัวข้า เป็นทาสาหรือทาสี ภายหลังกลับได้ดี มีสุขล้ำฉ่ำหทัย” เขาจึงสั่งทหารและชาวบ้านให้เลี้ยงไก่ไว้คู่บ้านเรือนมาจนถึงปัจจุบัน

โดย ครูควนฮาย

 

กลับไปที่ www.oknation.net