วันที่ ศุกร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิทานพื้นบ้าน(5)..ชายพุงโร...


ชายพุงโร

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคทาชายหนุ่มนายหนึ่ง ฐานะเทียบยาจก ไม่สมบัติพัสฐานสิ่งใด ได้แต่ขอทานชาวบ้านกินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ  อาศัยนอนตามศาลาวัดหรือศาลาริมทาง อีกทั้งร่างกายผอมโซ พุงโร ก้นปอด มีเครื่องนุ่งห่มห่อกายเพียงแค่ผ้าถุงผืนเดียว

          วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินไปขอทานชาวบ้านด้วยความหิวโซ เขาได้เป็นลมล้มพับลงนอนขวางทางเดิน และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ลูกสาวเศรษฐีทั้งเจ็ด เดินทางผ่านมาในเส้นทางนั้น เพื่อไปซื้อของในตลาด พี่นางทั้งหก เห็นสารรูปของชัยชายนายพุงโร ก็เกิดความรู้สึกเอือนอิดระอา จนท้องไส้คลื่นเหียนจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้ ทั้งหกนางบ้างกระโดดข้ามพร้อมขากถุยเสมหะ หรือถ่มน้ำลายใส่ อย่างรังเกียจ  ผิดกับสาวผู้น้องสุดท้องที่เต็มไปด้วยจิตใจงดงามโอบเอื้ออารี ไม่เพียงแต่ไม่กระทำกิริยาเหมือนดั่งพวกพี่สาวแล้ว แต่นางกลับสั่งให้คนใช้ปลุกเขาให้ลุกขึ้น เธอให้อาหารที่ติดตัวมาและมอบสไบให้เขาห่มกายคลายหนาว โดยมิมีเจตนาเป็นอย่างอื่นนอกจากความสงสาร คิดให้ทานแก่คนที่ยากไร้

          เมื่อสาวทั้งเจ็ดกลับมาถึงบ้าน พี่สาวทั้งหกได้ฟ้องบิดามารดาถึงการกระทำของน้องคนสุดท้องในทางเสียๆ หายๆ ว่า น้องนั้นได้มีใจเสน่หากับชายหนุ่มที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า อีกทั้งร่างกายน่าขยะแขยง เธอยังได้มอบสไบให้เป็นการทอดสะพานแก่ชายหนุ่ม

          เมื่อสองเศรษฐีได้ฟังดังนั้นจึงโกรธมาก แต่ถามไถ่ลูกสาวคนเล็กเพื่อให้แก้ความ และถามเธอให้แจ้งแก่ใจ ถึงแม้ลูกสาวคนเล็กจะชี้แจงความจริงอย่างไร แต่ก็ไม่อาจทัดทานแรงริษยาของพี่สาวได้ และด้วยความถือในเกียรติยศชื่อเสียงของท่านเศรษฐี จึงตัดสินใจขับลูกสาวคนเล็ก พร้อมมอบคนใช้จำนวนหนึ่งและข้าวของเท่าที่จำเป็นให้ไปอยู่กับชัยชายพุงโร  ด้วยความกตัญญูและมิอาจขัดความประสงค์ของพ่อแม่ นางก็เต็มใจออกจากบ้านเพื่อไปอาศัยอยู่กับชัยชายพุงโร

          ทั้งสองมาอยู่กันอย่างเพื่อน พร้อมคนใช้ที่ติดสอยห้อยตาม พวกเขาได้สร้างกระท่อมปลายไร่ปลายนา ชวนกันหักร้างถางป่า แผ้วถางพื้นที่ทำไร่ทำนา ปลูกผักหักฟืนเอาไปขาย เพื่อหาเลี้ยงชีพ ด้วยความสุดระกำลำบาก แต่นางไม่เคยท้อถอย

          เที่ยงวันหนึ่งขณะที่ทุกคนหลบแดดอันแผดร้อนอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ เพื่อพักกายให้หายเหนื่อยจากการตรากตรำงาน ทุกคนต่างหลับกันด้วยความอ่อนเพลีย ส่วนสาวน้อยหลับตานอนคิดอะไรอย่างเพลิดเพลิน  

          เวลาเดียวกันนั้นพญาพยาธิที่อาศัยอยู่ในท้องชัยชายพุงโรมาเป็นเวลานานมีลูกหลานบริวารมากมาย ได้โผล่หัวออกมารับอากาศบริสุทธิ์ พร้อมกันกับพญางูเห่าที่อาศัยอยู่ที่ต้นไทรแห่งนั้นโผล่หัวออกมาเจอกันเข้าพอดี

          “สูเจ้าเฝ้าทรัพย์สมบัติมานาน ผ่านกาลเลยล่วง หวงทรัพย์ผู้อื่น มิได้ชื่นใจ หากใครล่วงรู้ เอาไม้มาสุม เอาพุ่มมาสู่ ใช้ไฟเผาสู ถึงแก่มรณา ขุดเอาเงินตรา แลขุดเอาทอง ต้องเป็นเศรษฐี สร้างบุญบารมี มีศีลด้วยทาน” พญาพยาธิกล่าวเยาะเย้ย

           พญางูโกรธมาก จึงแช่งด่าพญาพยาธิว่า “มึงอยู่อาศัย ในกายยอดชาย สุขกายสบายใจ วันใดเขาเอา โกฐ ราทั้งเก้า คลุกเคล้าน้ำผึ้ง ชายหนึ่งได้กิน มึงสิ้นชีวา ร่างกายกายา ชายผ่องงดงาม” ผลการต่อว่าต่อขานของสองเดรัจฉาน ลูกสาวเศรษฐีได้ยินทุกถ้อยคำด้วยนางมิได้หลับ

          จากนั้นเป็นต้นมานางจึงเริ่มวางแผนโดยไม่ให้พญางูและพญาพยาธิรู้ อีกทั้งไม่บอกผู้ใด ทุกๆ วันหลังจากการโค่นป่าเพื่อสรางสวนไร่นา นางจะให้คนใช้และชัยชายนำไม้มาพิงไว้ที่ต้นไทรวันละท่อน

           คราใดที่นางเข้าไปในเมืองได้สั่งสมเครื่องยาสมุนไพรตามที่พญางูบอก มาบดคลุกเคล้ากับน้ำผึ้งให้ชัยชายกินทุกวัน ทำให้พยาธิทั้งหลายตายหมดเกลี้ยง บัดนี้สุขภาพร่างกายชัยชายค่อยๆ ผุดผ่องงดงามตามคำพญางู 

           ส่วนที่ต้นไทรเมื่อมีไม้ได้เพียงพอเหลือประมาณ นางจึงสั่งให้คนใช้จุดไฟเผาจนลุกช่วง พญางูไม่ทันระวี่ระวังได้สิ้นชีวาไปกับกองเพลิง

           รุ่งขึ้นนางจึงสั่งให้คนใช้นำน้ำมาดับไฟถ่าน และขุดบริเวณโคนต้นไทรได้พบไหเงิน และไหทองมากมายฝังไว้ ทุกคนจึงช่วยกันนำกลับไปบ้าน เธอแบ่งทรัพย์ส่วนหนึ่งทำบุญทำทานอุทิศให้เจ้าของทรัพย์สิน ส่วนที่เหลือนำมาปลูกสร้างบ้านเรือน ซื้อช้าง ม้า วัว ควาย และบำรุงบริวาร จนมีฐานะเทียบเท่าเศรษฐี  

            ทั้งสองจึงตกลงปลงใจอยู่กินฉันผัวเมีย โดยยังยึดอาชีพทำไร่ทำนา ปลูกฟัก แตงกวา และเศรษฐกิจพอเพียง  ด้วยเดชะบุญ ฟักต้นหนึ่งได้ทอดยอดยาวไกลไปถึงบ้านเศรษฐีผู้เป็นพ่อแม่ ซึ่งขณะนั้นลูกสาวทั้งหกได้แยกเรือนไปอยู่กับสามีทั้งหมด ปล่อยให้สองเศรษฐีชราอยู่กับคนใช้ โดยพี่ทั้งหกหาได้มาดูแลเอาใจใส่ไม่ 

           เมื่อท่านเศรษฐีได้เห็นฟักเลื้อยมาอย่างผิดสังเกตจึงสั่งให้คนใช้คนหนึ่งตามย่านฟักนั้นไปแต่คนใช้คนนั้นหายสาบสูญไปไม่กลับมา ทั้งสองจึงไห้ใช้คนใช้คนอื่นๆ ตามไปอีก จนทาสีและทาสาที่มีอยู่หายไปทีละคนจนหมดเกลี้ยงบ้าน ด้วยทุกคนเมื่อเห็นนายสาวคนเล็กต่างชื่นชมและศรัทธาในความเอื่ออารีรับคนใช้ทั้งหมดไว้และเลี้ยงดูตามฐานานุรูป  

           สองเศรษฐีจึงสงสัยว่าทำไมคนใช้ทุกคนจึงหายไปหมดและไม่กลับมารายงานตนแม้แต่คนเดียว จึงตัดสินใจชวนกันเดินตามไปด้วยตนเอง เมื่อเดินทางมาถึงต้นตอของหลุมฟัก พบบ้านเศรษฐีใหม่ หลังใหญ่โตโอ่อ่า คนใช้เต็มบ้าน และที่น่าสังเกต พบว่าคนใช้บางส่วนมาจากบ้านตน

           สองตายายจึงเดินเข้าไปไถ่ถาม  ลูกสาวคนเล็กเมื่อเห็นบิดามารดามาถึงบ้าน จึงลงจากเรือนมากราบบาทาคนทั้งสองน้ำตาไหลนองสะอื้นให้ ตักน้ำในตุ่มล้างเท้าให้และเชิญทั้งสองขึ้นเรือน ทำให้สองเศรษฐีงงไปหมดว่าลูกสาวตนกลับกลายมาเป็นเศรษฐีได้อย่างไรในเมื่อตนเองขับไล่นางไปอยู่กับชายพุงโร เมื่อตายายได้นั่งตามที่อันสมควร

           เมียชัยชายจึงเรียกสามีมาแนะนำกราบบิดามารดาของตน ทั้งสองเศรษฐียินดีเป็นอย่างยิ่งที่ลูกสาวได้สามีที่มีครบคุณลักษณะ 12 นรลักษณ์

           พ่อนางจึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าว่าแล้ว ลูกเราคงไม่ตาต่ำไปกินอยู่กับไอ้ยาจก ชัยชายพุงโรอย่างแน่นอน แล้วสามีของลูกเป็นใครล่ะ” ลูกสาวและชัยชายพุงโรไม่ตอบได้แต่อมยิ้ม หลังจากกินข้าวปลาอาหารจนอิ่มหนำสำราญ

           แม่เศรษฐีจึงเอ่ยกับลูกว่า “แม่ต้องขอโทษเจ้าที่เมื่อก่อนได้ขับไล่ไสส่งเจ้ามาตกระกำลำบาก แต่เจ้ากลับสบาย หลังจากเจ้าออกจากบ้านมาแล้ว นายเศรษฐีผู้นี้คงรับเจ้ามาเป็นภรรยาซินะ”  

           ลูกสาวคนเล็กได้เล่าความตามจริง ไม่ขาดตกบกพร่อง ผลทำให้เศรษฐีทั้งสองเกิดความละอาย เป็นลมสิ้นใจตายพร้อมกัน ทั้งสองสามีภรรยาแม้เสียใจเป็นล้นพ้น แต่ก็ต้องจัดการทำพิธีศพอย่างสมฐานะ นำกระดูกเถ้าถ่านสองเศรษฐีเก็บไว้บูชาตลอดไป

โดย ครูควนฮาย

 

กลับไปที่ www.oknation.net