วันที่ เสาร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รายงานพิเศษ..ตะลุย ตลาดไม้จตุจักรวิเคราะห์ อนาคตของสมุนไพร ไทย(เรามากระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืนกันดีกว่า)ღ ° · ·


รายงานพิเศษ..ตะลุย ตลาดไม้จตุจักรวิเคราะห์ อนาคตของสมุนไพร ไทย(เรามากระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืนกันดีกว่า)
“ ตลาดนัดสวนจตุจักร” แหล่งช็อบปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางมหานครกรุงเทพที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและสินค้าต่างๆนานามากมายหลายชนิด ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของทั้งชาวกรุงและชาวต่างจังหวัด เนื่องจากราคาสินค้าไม่สูงมากนัก สินค้าหลัก ๆ ที่มีจำหน่าย อาทิเช่น ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า เครื่องประดับ สัตว์เลี้ยง รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด ฯลฯ ซึ่งเปิดจำหน่ายทุกวันเสาร์และอาทิตย์เป็นประจำตั้งแต่ 08.30-18.30น. วันพุธและวันพฤหัสบดีจะเป็นวันพิเศษที่มีการจำหน่ายต้นไม้ของพ่อค้าแม่ค้า ส่วนตลาดปลาสวยงามจะเปิดจำหน่ายทุกวัน

เรามาตามรอยพืชสมุนไพร ซึ่งก่อนหน้านั้นหากจะย้อนไปสักประมาณ 2-3 ปีที่แล้วในช่วงเริ่มแรกที่ภาครัฐได้ให้การสนับนุนเรื่องการใช้สมุนไพรตลาดต้นไม้ในตลาดนัดสวนจตุจักรแทบทุกร้านท่านจะได้พบกับพันธุ์ไม้สมุนไพรนานาชนิดให้ได้เลือกชมเลือกซื้อหากันซึ่งการตอบรับจากผู้ซื้อในช่วงนั้นค่อนข้างดี แต่ปัจจุบันพันธุ์ไม้สมุนไพรในตลาดแห่งนี้เป็นอย่างไร ติดตามหาคำตอบกันในคอลัมน์นี้

เมื่อวันพฤหัส ที่ผ่านมานี้ ได้มีโอกาสไปที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งเขาจะมีเปิดขายต้นไม้กันตั้งแต่วันพฤหัส ต่อไปจนถึง เสาร์ อาทิตย์ จึงได้ใช้เวลาที่พอจะมีอยู่บ้างเข้าไปสังเกตุการณ์ที่ตลาดต้นไม้เพื่อหาคำตอบว่า “พันธุ์ไม้สมุนไพรในตลาดแห่งนี้เป็นในทางทิศใด และความนิยมของผู้ซื้อในช่วงนี้เป็นอย่างไร”

จากเท่าที่เดินสังเกตการณ์พบว่าพันธุ์ไม้ส่วนใหญ่ที่มีการนำมาจำหน่ายนั้น ได้แก่ ไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด ไม้ผล ไม้ใบ ซึ่งไม้ทั้งหลายที่ได้กล่าวถึงเป็นไม้ที่อยู่ในความนิยมของผู้ที่ชื่นชอบต้นไม้ในทุกยุคทุกสมัย กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง15-60ปี ทั้งนี้การเลือกพันธุ์ไม้แต่ละชนิดขึ้นอยู่กับเพศ อายุและวัตถุประสงค์ของการซื้อ ซึ่งพันธุ์ไม้หลักๆที่ยังคงได้ความสนใจได้แก่ แคคตัส เดฟสายพันธุ์ต่างๆ ไม้ใบรวมถึงไม้ประดับกระถางเล็กๆ ซึ่งผู้ซื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุมของวัยรุ่น ส่วนพันธุ์ไม้สมุนไพรซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการสำรวจตลางต้นไม้ในวันนั้นหลงเหลือให้เห็นน้อยเต็มที

ร้านจำหน่ายต้นไม้ในตลาดนัดสวนจตุจักรกว่า30ร้าน จะมีเพียง 3-4 ร้านเท่านั้นที่พอจะมองเห็นชิ้นส่วนพันธุ์ไม้สมุนไพรบางชนิด ( เหง้า, เมล็ด ) วางอยู่ให้ผู้ที่สนใจและผ่านไปผ่านมาได้รู้จักหน้าตาว่าส่วนที่ถูกนำมาขยายพันธุ์ของพืชสมุนไพรชนิดนั้นคือเจ้าที่วางอยู่ในตะกร้าใบเล็กๆด้านหน้าพร้อมกับป้ายบอกราคาและชนิดของสมุนไพรที่คาดว่ามีการติดไว้เพื่อแนะนำลูกค้ามาเป็นระยะเวลานานแล้ว เนื่องจากสีของป้ายค่อนข้างเก่าและเหง้าของสมุนไพรที่วางจำหน่ายในตะกร้าค่อนข้างที่จะเหี่ยวเฉาลงไปตามกาลเวลา คงจะเนื่องจากอยู่ในตะกร้าใบนั้นมานานโดยที่ไม่มีผู้ใดสนใจซื้อนำไปปลูกลงดิน จากป้ายบอกราคาที่ติดไว้โดยประมาณแล้วราคาจำหน่ายพันธุ์สมุนไพรเหล่านี้จะอยู่ที่ประมาณ30 บาท/เหง้า ทั้งนี้ราคาจะสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่ที่ว่าสมุนไพรประเภทนั้นเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อมากน้อยแค่ไหน

จากการสอบถามผู้จำหน่ายต้นไม้ในตลาดนัดสวนจตุจักรก็ทำให้ทราบว่า ปัจจุบันผู้ซื้อส่วนใหญ่ที่สนใจหาพันธุ์ไม้สมุนไพรเพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อนั้นมีอัตราที่น้อยลงไปทุกขณะเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน เนื่องจากกระแสการประชาสัมพันของภาครัฐเมื่อหลายปีก่อนค่อนข้างแรง ก่อนหน้านั้นพันธุ์ไม้สมุนไพรที่นี่ค่อนข้างที่จะขายดี ซึ่งแหล่งที่มาของพันธุ์ไม้เหล่านั้นก็มาจากทั่วภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะจากภาคเหนือและภาคอีสาน แต่ปัจจุบันความต้องการค่อนข้างที่จะลดลง จึงจำเป็นที่จะต้องนำพันธุ์ไม้ที่อยู่ในความนิยมมาจำหน่ายแทน

นอกจากผู้จำหน่ายพันธุ์ไม้ที่ตลาดนัดสวนจตุจักรแล้ว ได้มีการสอบถามและพูดคุยกับผู้ซื้อพันธุ์ไม้รายหนึ่งซึ่งเป็นลูกค้าของตลาดต้นไม้แห่งนี้ ซึ่งเป็นลูกค้า ชายอายุราว 30 ปี โดยกล่าวว่าชอบที่จะมาเดินซื้อพันธุ์ไม้ที่ตลาดแห่งนี้เป็นประจำ ซึ่งพันธุ์ไม้ที่ต้องซื้อกลับไปทุกครั้งก็คือ ไม้ดอกกระถางเล็กๆ น่ารัก ซื้อเพื่อนำไปประดับและตกแต่งบ้านที่ทำงาน และสวน หย่อมที่บ้านรวมถึงให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่บุคคลสำคัญในโอกาสต่างๆ”

ต่อข้อถามที่ว่า “มีความสนใจที่จะซื้อพันธุ์ไม้จำพวกสมุนไพรไปปลูกบ้างหรือเปล่า เธอตอบว่า “โดยส่วนตัวแล้วพันธุ์ไม้สมุนไพรไม่เป็นที่นิยมมากนัก จะชอบไม้ดอกไม้ประดับมากกว่าเนื่องจากมีสีสันที่สวยงาม สาเหตุอีกประการหนึ่งคือด้วยพื้นที่ๆอยู่อาศัยในกรุงเทพฯค่อนข้างมีจำกัดจึงปลูกได้กระถางเล็กๆเท่านั้น ถึงแม้พืชสมุนไพรจะมีคุณประโยชน์มากมายแต่ในชีวิตประจำวันโอกาสที่จะได้ใช้มีน้อยจึงเลือกที่จะซื้อพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับมากกว่าคะ” 

ตลาดต้นไม้สวนจตุจักรคงเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนออกมาให้รับรู้แล้วว่าอนาคฅของพืชสมุนไพรไทยจะเป็นเช่นไร คนเรามักจะมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่... แต่เมื่อใดสิ่งนั้นสูญสิ้นไป จะเกิดความรู้สึกเสียดายก็ไร้ประโยชน์แล้ว

เล็บมือนาง สมุนไพรที่เป็นต้น และปลูกกันเป็นต้น แต่มีคุณค่าทางยาได้ด้วย

สมุนไพรไทยที่ใช้ จะใช้ในรูปสด และแห้ง แต่ในตำรับส่วนใหญ่จะใช้แห้ง

ซึ่งบางชนิดก็ต้องมีการนำเข้า

บางชนิด ก็คือผักสวนครัวเรานี่เอง

บางชนิด มีราคา และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

สมุนไพรแห้ง ที่นำมาใช้กับตำรับยาไทย

ต้นพิมเสน นำมาให้ชมกันค่ะ

เหงือกปลาหมอ สมุนไพรที่เป็นสมุนไพรทางเศรษฐกิจเรียบร้อยแล้ว

โคคลาน สมุนไพร สำหรับการบำรุงร่างกาย

เถาวัลย์เปรียง ได้รับการโปรโมท เป็นสมุนไพรทางการรักษาได้หลายสรรพคุณ

รางจืด เป็นสมุนไพรที่ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะมีศักยภาพในอนาคต
ในการส่งออกเป็นยาจากสมุนไพรในรูปแบบที่เพิ่มมูลค่า หากมีการส่งเสริมที่ดี

โอกาสการส่งออกสมุนไพรไทย 

ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพการปลูกและผลิตสมุนไพร จากสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น และภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ของป่าเบญจพรรณ จึงเป็นกำเนิดสมุนไพรหลากหลายชนิดและสายพันธุ์ ประกอบกับโลกหันมาให้ความสำคัญสมุนไพรในฐานะยาบำบัดมากขึ้น การส่งออกจึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจ

การบริโภคยาสมุนไพรภายในประเทศของไทยยังอยู่ในปรมาณที่น้อย คาดว่าประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่าการบริโภคยาทั้งประเทศประเมินไว้ประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ปริมาณการส่งออกสมุนไพรกลุ่มวัตถุดิบประกอบยาก็ยังน้อยอยู่ และมีตัวเลขไม่ชัดเจน ปัจจุบันสมุนไพรถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพร โดยมียอดส่งออกปีละประมาณ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณเกือบ 5,000 ล้านบาท ประเทศที่เป็นตลาดอันดับต้นๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น บังคลาเทศ อินเดีย เนเธอร์แลนด์ มีบริษัทที่แจ้งการส่งออกจำนวน 48 ราย ล้วนแล้วแต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดสินค้าหรือหากระบุก็ไม่ยืนยันว่ามีการส่งออก

แม้ว่าไทยยังมีศักยภาพส่งออกสมุนไพรน้อยมาก แต่เมื่อเทียบกับภาวการณ์ของตลาดโลกกลับมีความต้องการที่สูง จากการประมาณขององค์การอนามัยโลกประเมินไว้ว่าในรอบ 20 ปีข้างหน้า โลกจะมีความต้องการสมุนไพรเพื่อเป็นส่วนประกอบของยา อาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ที่มีศักยภาพบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี และจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เป็นต้น

ตลาดญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นจัดได้ว่าเป็นประเทศเอเชียในอันดับต้นๆ ที่เรามีโอกาสส่งออกสมุนไพร ตลาดสมุนไพรในญี่ปุ่นมีมูลค่าประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทหรือ 3.1 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจด้านสุขภาพมากขึ้นเห็นได้จากแนวโน้มการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวและเครื่องสำอางต่างๆ หันมามีส่วนประกอบของสมุนไพรมากขึ้นและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

The Japan Herb Association ได้จำแนกและประมาณความต้องการสินค้าสมุนไพรในญี่ปุ่นออกเป็น 4 ประเภทคือ หนึ่ง เครื่องดื่มและอาหารประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 50,000 ล้านบาท สอง เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อการอาบน้ำประมาณ 0.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 35,000 ล้านบาท สาม เครื่องหอมและสีประมาณ 0.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 31,000 ล้านบาทสี่ สินค้าสำหรับใช้ในครัวเรือนประมาณ 0.1 พันล้านบาท หรือ 3,900 ล้านบาท โดยโอกาสของตลาดเครื่องดื่มและอาหาร ตลอดจนเครื่องสำอาง มีแนวโน้มการเจริญเติบโตที่สูงขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันญี่ปุ่นนำเข้าสมุนไพรทั้งในรูปแบบสมุนไพรแห้ง น้ำมัน สมุนไพรสกัด ตลอดจนผลิตถัณฑ์สำเร็จรูปที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ โดยประมาณการณ์ว่าครึ่งหนึ่งของสมุนไพรที่มีจำหน่ายในร้านค้าปลีกเป็นสมุนไพรที่นำเข้าจากต่างประเทศในรูปแบบสมุนไพรสำเร็จรูป ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาผ่านกรรมวิธีผลิตภายในประเทศ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปส่วนใหญ่นำเข้ามาจาก ฝรั่งเศส เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา ส่วนกลุ่มวัตถุดิบนำเข้ามาจาก บัลกาเรีย อียิปต์ โมรอคโค ปากีสถาน โปแลนด์ ตุรกี และประเทศแถบเอเชีย

ตลาดจีน

จีนจัดได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของแพทย์แผนจีนที่เป็นภูมิปัญญาอันแข็งแกร่งของประเทศในด้านสุขภาพ เป็นแหล่งผลิตยาสมุนไพรรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่บริโภคยาสมุนไพรมากที่สุดในโลก โดยคาดว่าการบริโภคยาสมุนไพรของประชากรจีนตกประมาณร้อนละ 33 ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด แบ่งออกเป็นปริมาณการบริโภคของผู้ป่วยนอกประมาณร้อนละ 35 และปริมาณการบริโภคของผู้ป่วยในประมาณร้อนละ 22 นอกจากนี้จีนยังเป็นประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาดยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของโลกมากที่สุดหรือประมาณร้อยละ 33 ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดทั่วโลก ปัจจุบันยาสมุนไพรจีนได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในย่านยุโรป โดยอังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่จะออกกฎหมายรับรองตำรับผลิตภัรพืยาสมุนไพรจากจีน เป็นโพ้นทะเลประเทศแรกของโลกและของอียูที่ให้การยอมรับสมุนไพรจีนเป็นตำรับยาเพื่อการรักษา

ตลาดอาเซียน

ประเทศในกลุ่มอาเซียนจัดได้ว่าเป็นแหล่งส่งออกที่สำคัญและเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ทั้งนี้สภาพอากาศภูมิประเทศและภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มประเทศที่มีโอกาศส่งออกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบจากข้อำด้เปรียบด้านเขตการค้าเสรีร่วมกัน ประเทศที่มีศักยภาพในการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียนคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการนำเข้าสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดนส่วนหนึ่งนำเข้าจากประเทศจีน อีกส่วนหนึ่งนำเข้ามาจากประเทศในย่านอาเซียนด้วยกันประกอบด้วยมาเลเซีย อินเดียและไทย สินค้าของไทยที่ขายได้ดีในสิงคโปร์ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ อาทิ เครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว เป็นต้น

ทางด้านมาเลเซียจัดได้ว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว และเป็นคู่ค้าที่มีศักยภาพ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ใช้อยู่ในขณะนี้ รัฐบาลมาเลเซียส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิตสินค้าเกษตร เครื่องเทศและสมุนไพรตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกไปจนถึงการแปรรูป ทางด้านสมุนไพร มาเลเซียให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงสุดด้านการสกัดและปรุงยาเพื่อพัฒนาเป็นยารักษาปัจจุบันมาเลเซียมีสมุนไพรมากกว่า 1,200 ชนิดที่จัดอยู่ในโครงการศึกษาเพื่อการบำบัด อย่างไรก็ตามมาเลเซียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าสมุนไพรจากต่างประเทศเพื่อการบริโภค โดยแต่ละปีมาเลเซียบริโภคสินค้าสมุนไพรประมาณ 526 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดจากการนำเข้าประมาณ 113 ล้านดอลลาร์หรือปรมาณกว่า 4,500 ล้านบาท และเป็นยอดเพื่อการส่งออกเพียง 17 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 600 ล้านบาท ไทยถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้นๆ ที่ส่งผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูปไปขายในมาเลเซียในรูปแบบของเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามต่างๆ

ตลาดสหรัฐอเมริกา

แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาจะเห็นประโยชน์ของสมุนไพรมากขึ้น แต่การนำเข้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในสหรัฐฯ ยังถูกกีดกันและมีอุปสรรคอยู่มาก ทั้งนี้สหรัฐฯถือว่า สมุนไพรไม่ใช่สิ่งที่ปลอดอันตรายโดยสิ้นเชิง และถือว่าสมุนไพรส่วนใหญ่เป็นพืชมีพิษ ดังนั้น ต้องมีการเจาะจงจำแนกของสารสกัด ตลอดจนมีการระบุชื่อทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนก่อนที่จะนำเข้าไปจำหน่าย

อุปสรรคที่สำคัญของการนำเข้าสมุนไพรไปขายในสหรัฐคือระเบียบที่ว่าด้วยฉลาก ทั้งนี้สหรัฐฯ กำหนดให้สมุนไพรจัดอยู่ในกลุ่มอาหาร ดังนั้นห้ามมีการบรรยายสรรพคุณในทางยา แลัถ้าหากต้องการจำหน่ายในรูปของยาต้องผ่านกานตรวจสอบจากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯอย่างเคร่งครัด ต้องมีการระบุสารสกัดในชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ซึ่งขัดกับการปรุงยาในลักษณะที่เป็นสมุนไพร

แม้ว่าทางสหรัฐฯจะให้ความสำคัญของสมุนไพรเป็นเพียงอาหารก็ตามแต่ศักยภาพการบริโภคอาหารเสริมของสหรัฐฯ จัดอยู่ในกลุ่ที่มีอัตารการเจริญเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบริโภคอาหารเสริมมากที่สุดในโลก นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายกฎระเบียบและให้การยอมรับสรรพคุณทางสมุนไพรมากขึ้นในฐานะผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (Natural products) ทำให้สมุนไพรจากเดิมเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นสินค้าที่ตลาดทั่วไปให้การยอมรับ จากการคาดการณ์ของสำนักงาน อย.สหรัฐฯ ระบุว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวางจำหน่ายทั่วสหรัฐฯ ประมาณกว่า 30,000 ชนิด ในแต่ละปีมีสินค้าออกใหม่ไม่น้อยกว่า 1,000 ชนิดโดยมียอดขายประมาณปีละกว่า 16.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือกว่า 6.5แสนล้านบาท สมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากพืชถือเป็นอาหารเสริมที่มียอดขายสูงเป็นอันดับสองรองจากวิตามิน โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 25 ของมูลค่าอาหารเสริมที่ขายในสหรัฐฯ ทั้งหมด

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทยแท้ ที่มีคุณด้านการรักษาริดสีดวง แต่กลับเพิ่มมูลค่าส่งออกยังไปไม่ถึงดวงดาว เมื่อเจอ ข้อจำกัดและข้อบังคับจาก FDA ต่างประเทศ

สำนักงาน อย.สหรัฐฯได้ประมาณการมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรไว้ประมาณกว่า 2,700 ล้านเหรียนสหรัฐฯหรือกว่า 100,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตปีละไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15แบ่งออกเป็นวัตถุประสงค์เพื่อแปรรูปเป็นอาหารทั่วไปประมาณร้อยละ 12 วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการออกกำลังกายและกีฬาประมาณร้อยละ 10 และเป็นแร่ธาตุประมาณร้อยละ 8 สมุนไพรที่ได้รับการนิยมสูงสุดในสหรัฐฯ 5 อันดับแรกได้แก่ Ginko, Ginseng, Echinacea, Garlic และ St.John’s wort

สำหรับสมุนไพรไทยที่มีอุปสรรคอย่างมากในการนำเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เนื่องจากคุณภาพการผลิตที่ยังไม่สม่ำเสมอทั้งในแง่วัตถุดิบที่จัดอยู่ในกลุ่มพืชผักสมุนไพร ส่วนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปนั้น ก็ถูกกำจัดด้วยระเบียบว่าด้วยฉลาก นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งขันที่สำคัญจากประเทศต่างๆ ในย่านเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย บังคลาเทศ เป็นต้น ยกเว้นสินค้าบางตัวที่กำลังเป็นยอดนิยมเช่นผลิตภัณฑ์ที่เกียวข้องกับสปา กวาวเครือ และกระเทียม ซึ่งจะต้องนำเข้าไปเพื่อเป็นวุตถุดิบประกอบ หรือเป็นวัตถุดิบในขั้นปฐมภูมิเพื่อการผลิตในลำดับต่อไป

ตลาดอียู

กลุ่มประเทศยุโรปจัดได้ว่าเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน มีการปลูกและบริโภคสมุนไพรไม่น้อยกว่า 600 ชนิด และเป็นกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านกระบวนการแปรรูปและสกัดสมุนไพรจนเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก เยอรมันจัดเป็นประเทศที่นำเอาสมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบเพื่อการรักษาและบำบัดโรคพื้อฐานถึงร้อยละ 40 อังกฤษและฝรั่งเศสจัดเป็นประเทศที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาหารเสริมโดยมีส่วนประกอบของสมุนไพรมายาวนานและหลากหลายที่สุด

จากประมาณการของ Doctor of naturopathy ในกลุ่มประเทศยุโรปประเมิ่นมูลค่าตลาดสมุนไพรของอียูไว้ประมาณ 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่เป็นขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าสหรัฐฯเกือบ 2 เท่าตัว อาหารเสริมถือเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมียอดการส่งออกจากกลุ่มประเทศยุฌรปไปยังประเทศสหรัฐฯ มากที่สุด ผลิตภัณฑ์จากแป๊ะก๊วย และสารสกัดจากกระเทียมถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดการส่วออกจากอียูไปสหรัฐฯ มากที่สุดมีมูลค่าประมาณ 46.1 และ 34.8 พันล้านดอลลาร์ตามลำดับ

อุปสรรคสมุนไพรไทยเพื่อการส่งออก

อุปสรรคสมุนไพรไทยเพื่อการส่งออกคือ การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานการผลิตที่สม่ำเสมอ ตั้งแต่วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูป ปัญหาที่มักพบเป็นประจำในผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรของไทยคือ ขาดมาตรฐานการผลิตที่เป็นไปตามข้อกำหนดของ GMP และ HACCPนอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตและส่งออกของไทยยังไม่มีประวัติการจำหน่ายสินค้าในแต่ละประเทศจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ขาดความรู้และช่องทางในการกระจายสินค้า ซึ่งแต่ละประเทศก็มีเอกลัษณ์และเป็นรูปแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับและมีศักยภาพสูงสุดด้านการส่งออกสมุนไพรของไทยคือ กวาวเครือและกระเทียม ซึ่งก็ล้วนแต่มีคู่แข่งที่สำคัญ ญี่ปุ่นจัดได้ว่าเป็นคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญในการผลิตและส่งออกกวาวเครือไปขายยังตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนกระเทียมก็มีกลุ่มประเทศเอเชียใต้ มาเลเซีย อินโดนิเซียเป็คู่แข่งที่สำคัญ โดยสินค้าของประเทศเหล่านี้มีราคาที่ถูกกว่า ปริมาณมากกว่า และมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีกว่า

อ้างอิง จาก
หนังสือ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่
7 ฉบับที่ 76 ประจำเดือนเมษายน 2550
หนังสือสมุนไพร หน้า 80 ปีที่ 5 ฉบับที่ 55 ประจำเดือนกรกฎาคม 2548

เพลงไพร/วงฟองน้ำ

ใช้ฟังประกอบเรื่อง มิได้มุ่งการค้า

สนใจเพลงโปรดอุดหนุนสินค้าที่มีลิขสิทธิ์ค่ะ

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net