วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิทานก่อนตื่น....นกไร้ขา...ไม่เข้าใจ


ขออภัย ห่างหายไปนาน เนื่องจากธุระการงาน แต่มีความพยายามสองครั้งที่จะอัพบลอก แต่แล้วเกิดปัญหาทางเทคนิค ทำให้ข้อความหายไปทั้งดุ้น แอบเซ็ง ก็เลยงอนหนีออกจากบ้านไประยะหนึ่ง...

**************

ข้าพเจ้าและเพื่อนชาย เดินเคียงข้างเพื่อก้าวไปยังสถานที่ทำงานพร้อมกัน เมื่อได้ขึ้นบันไดเลื่อนผ่านชั้นที่เต็สปได้วยโชว์รูมรถ ราคาแพงระยับ เรียงรายจัดวางอย่างดีเยี่ยมในเรือนกระจก ...แต่ละคันต่างเป็นแบร์นที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก หรือรู้จักน้อยมาก รู้เพียงอย่างเดียวว่า ราคาประมาณหลัก 10 ล้านแน่นอน ข้าพเจ้ามองเข้าไปพร้อมกับหลุดคำออกมา

"ว๊าว สวยว่ะ"

       เพื่อนชายข้าพเจ้ามองรถเหล่านั้น และกล่าวต่อว่า

"ถ้ามีคนบอกว่าจะซื้อให้กูโดนที่กูต้องเสียประตูหลัง กูยังต้องลังเลเลย"

 5555 ...........ว่าแล้วเราสองคนก็หัวเราะดังลั่น เพื่อนของข้าพเจ้าผู้นี้แมนแท้ 100เกิน100 และด้วยความที่เป็นคนหน้าตาดี ผิวพรรณสะอาด ข้าพเจ้าจึงไม่ประหลาดใจว่าทำไมมีแต่เพศเดียวกันมาจีบ

....และที่แน่ๆ....ไม่ชอบเกย์และกระเทยอย่างที่สุด...ไม่ได้รังเกียจเพียงแต่หวาดเสียวข้างหลังตลอดเวลา

"เฮ้ย ทำไมมึงไม่คิดว่า เราจะสามารถหาเงินมาซื้อมันเองได้ด้วยตัวเองบ้างวะ"

"ให้ตายทั้งชาติก็ไม่ได้หรอกมึง คิดซะว่าครั้งเดียวจบ เป็นชื่อกูของกูเลย ก่อนเอา ซัดไปเลย เหล้าน่ะ เอาให้เมาปลิ้นไปเลย"

      ฮ่าๆๆๆ  ก็จริงทั้งชาติข้าพเจ้าและเพื่อนอาจไม่ได้มันมาด้วยวิธีสุจริตแน่ๆ (แล้วใครว่าการขายตัวไม่สุจริต เพียงแต่ขัดศีลธรรมเท่านั้นเองมิใช่หรือ) เพียงแต่ความพอใจของเราอยู่ที่รถราคาแพงเท่านั้นหรือ....

******************************

"เด็กใน...(นิตยสารฉบับหนึ่ง) เด็กป๋าทั้งนั้นแหล่ะพี่  เดือนหนึ่งได้เป็นแสนๆ เผลอๆอาจเป็นล้าน" ข้าพเจ้ากล่าว ขณะสนทนากับเพื่อนของนายจ้างในวันนี้

"เออ ก็จริงนะ เพราะคนที่พี่รู้จักก็เด็กของ....(ใครสักคนที่รู้จักกันดี) แล้วพวกนี้เค้าไม่ได้มาหาทุกวัน นานๆมาที มาก็ให้ทีละแสนสองแสน แล้วไม่ว่าจะรถ หรือห้อง หรือบ้านนะ ก็เป็นชื่อของเด็กหมด แล้วก็ใช่ว่าเค้าจะมีเด็กคนเดียวซะที่ไหนละ แค่ให้ความสุขของเค้า ณ ตอนนั้น เค้าก็พอใจแล้ว"

"แต่ถ้าพ้นช่วงที่ทำได้ละ เค้าจะทำอะไร" เพื่อนของนายจ้างอีกคนกล่าว

"โอย เขาไม่สนหรอก เพราะกว่าจะถึงจุดนั้นก็ได้เป็นหลักล้านแล้ว จะไปทำไรก็ทำ เขาสนใจเพียง ณ ตรงนั้น....พี่ว่า มันเป็นเรื่องของวิถีของแต่ละคนมากกว่าวะ เรื่องแบบเนี่ย มันว่ากันไม่ได้"

         จริง...

************************************

ขณะที่ข้าพเจ้าและสาวสวยอีกหนึ่งนาง กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง มนุษย์เพศผู้หนึ่ง 1 นาย เดินผ่านมาและใช้สายตาที่หยาบคายและเลวทราม มองมาที่หน้าอกของข้าพเจ้าอย่างจงใจ (ทั้งๆที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่าไม่อวัยวะของข้าพเจ้าจะหลุดรอดล้นทะลักออกมาเดินเล่นให้ใครได้เห็นแน่ๆ)

....ข้าพเจ้าปรายตามองและพูดลอยๆกับหญิงสาวอีกนางที่ทำงานด้วย

"บางคนแม่งมองนมซะ..... หรือแม่งเกิดมาไม่เคยได้กินนมแม่วะ สันดานไม่มีใครรักจริงๆ น่ารังเกียจ" ข้าพเจ้ากล่าวด้วยความฉุนเฉียว โดยจงใจพูดให้ได้ยินทั้งบาง...

               ข้าพเจ้าเคยนึกไม่เห็นด้วยกับการแต่งตัวของผู้หญิงที่ต้องปกปิดมิดชิดจนแทบจะหายใจไม่ออก ในขณะที่ผู้ชายสามารถเดินเปิดพุงได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวอะไร แล้วมาอ้างว่าการแต่งตัวของผู้หญิงเป็นการยั่วยุทางเพศ...

....ข้าพเจ้าไม่ได้มาเรียกร้องสิทธิสตรีหรอกพี่ท่าน เพียงแต่ทำไมเราไม่มองกลับกันว่ามันเป็นเรื่องของ

"วัฒนธรรมส่วนบุคคล"

การแต่งตัวเปิดเผย กลายเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเป็นต้นเหตุการยั่วยุอารมณ์ทางเพศ....ไม่จริง แม้ว่าจะใส่เสื้อผิดจากคอลงตาตุ่ม มันก็ข่มขืนได้ ...สาเหตุหรือพี่ท่าน ก็มาจากการได้ใจที่ว่า หากมีไรเกิดขึ้นสามารถที่จะโบยความผิดได้เสมอว่าหญิงสาวแต่งตัวยั่วยุ ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลย มันอยู่ที่ความย่ามใจที่ว่า สังคมที่เราอาศัยอยู่ตอนนี้ ผู้ชายได้รับชัยชนะทางด้านสรีระและอิสระด้านการปลดปล่อยทางเพศอย่างถูกกม.มากกว่า ...กม.อ่อนเกินไป (เพราะคนเขียนก็ผู้ชายทั้งแท่ง รู้จักส.ด. เพื่อนเพศเดียวกัน...ยวนๆเว้ย...คนไทยด้วยกัน)

วัฒนธรรมส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่อันตราย หากผู้ใช้ไม่รู้จักหน้าที่ วินัย ความรับผิดชอบ และกาละเทศะ...ข้าพเจ้าเห็นมากมาย เด็กอายุม.ต้นอาจว่าเค้าได้รับสิทธิที่จะทำได้เพราะสถานที่นี้คือที่สาธารณะ ทั้งๆที่ยังไม่รู้หน้าที่และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเลยด้วยซ้ำ...กล้าดีอย่างไรมาจองที่จอดรถให้เพื่อนทั้งๆที่รถแม่งก็อยู่ปลายแถว...น่าโมโห

************************************

..........จะว่าไป 3 เรื่องที่ข้าพเจ้ากล่าวไป โดยรวมคือวิถีความคิด และวัฒนธรรมส่วนบุคคลที่คนหนึ่งคนมีความพึ่งพอใจที่จะกระทำ อย่าง หญิงชราอายุ 50 อยากทำผมสีม่วงปรี๊ด รองเท้าบู๊ทเข็ม ใส่เสื้อหลากสี ออกมาเดินเล่นที่จตุจักร ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะนั่นคือ "วัฒนธรรมส่วนบุคคล" และการแต่งตัวของผู้หญิงที่ชอบแบบเปิดเผยก็ไม่ผิด นั่นคือวัฒนธรรมส่วนบุคคล ที่มนุษย์เพศผู้ มักเอาตรงนี้มาอ้าง และที่แย่คือ...

..คนทั้งประเทศ พร้อมประนามหญิงสาวคนนั้น และพร้อมใจกันฆ่ามันให้ตายทั้งเป็น!! 

ทั้งที่มันเป็นสิทธิในวัฒนธรรมส่วนบุคคลที่สามารถพึงกระทำ.....

(แต่ทั้งนี้ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่างเช่น ถูกกาละเทศะมั้ย ไปในสถานที่ที่เสี่ยงอันตรายมากไปหรือเปล่า ฯลฯ เรื่องนี้อยู่ในสามัญสำนึกของแต่ละคน)

..............

.....

ขอจบดื้อนะเจ้าค่ะ วันนี้มาแอบบ่นด้วยความไม่เข้าใจ มนุษย์เพศผู้ ผู้อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ ขนาดเหลือเพียง เครื่องเพศอันเดียวที่ทำงานได้ นอกนั้นไม่ว่าจะสมองหรือหัวใจ แม่งด้านตายไปแล้ว

(ท่าจะหนักไปเรื่องสุดท้ายแฮะ เอาเป็นว่าวันนี้ข้าพเจ้าต้องขออภัยด้วยหากเนื้อความอันนี้ไม่เป็นที่ถูกใจของผู้อ่าน เพราะประเด็นไม่แน่นและครอบคลุมเอาซะเลย)

โดย room8

 

กลับไปที่ www.oknation.net