วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน


เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบิน...

ผมลงรถประจำทางพร้อมกับแสงอาทิตย์อัสดง หลังบอกปฏิเสธความหวังดีของมอเตอร์ไซด์รับจ้างสองสามรายที่เข้ามาสอบถาม ผมก็ออกเดินอย่างอ้อยอิ่งเพื่อกลับสู่บ้าน กลับบ้านความจริงผมไม่น่าจะมีสิทธิ์เอ่ยคำนี้ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านผมไม่เคยกลับมาเลยอาจมีบ้างในความฝันก็บางคราวแค่นั้น ระหว่างทางผมอดที่จะสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวไม่ได้ หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ถนนขยายใหญ่, ห้องแถวไม้กลายเป็นตึกปูน, พื้นที่รกร้างถูกสร้างเป็นหมู่บ้านจัดสรร และผู้คนที่ดูมากหน้าหลายตาขึ้น แต่ก็มีบางอย่างไม่เคยเปลี่ยนหรือไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นั่นคืออดีตที่ล่วงเลย ไม่ว่านานเพียงใดคงเป็นเช่นนั้นเสมอไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผมเช่นกัน เรื่องราวเก่าก่อนหวนคืนภาพแล้วภาพเล่า ราวสุนัขเฝ้าคลอเคลียอยู่ไม่ห่างเจ้าของที่ไม่ได้พบกันหลายปี 

 นับครั้งไม่ถ้วนกับการมายืนอยู่หน้าบ้านหลังนี้ ถัดจากแนวรั้วเล็กน้อยเป็นต้นพญาสัตตบรรณที่ปลูกไว้เป็นแถว พวกมันสูงใหญ่ขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่เห็น ถัดไปก็เป็นสนามหญ้าที่ดูเหมือนจะลืมเลือนไปแล้วว่าการถูกตัดแต่งเป็นเช่นไร จากนั้นจึงเป็นบ้านชั้นเดียวหยัดยืนอย่างเปลี่ยวดาย บ้านไร้คนอาศัยให้บรรยากาศแปลกต่างออกไปทั้งๆมันเป็นบ้านที่ผมเคยอาศัยอยู่ ผมยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านอย่างลังเลในท่าที เปรียบเหมือนเจอเพื่อนเก่าไม่ได้พบกันนานจึงวางตัวไม่ถูกว่าจะต้องทำอย่างไร ระหว่างนั้นผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ามือซ้ายที่ล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่กำสิ่งหนึ่งเอาไว้คือพวงกุญแจบ้านที่ไม่ได้ใช้มาหลายปีแล้ว ผมนำออกมาไล่หาลูกกุญแจสำหรับไขประตูรั้วแล้วทำอย่างที่เจ้าของบ้านพึงทำกับประตูรั้วของตัวเอง แล้วเดินเข้าไปตามทางปูอิฐที่บัดนี้แทบจะถูกต้นหญ้าปกคลุมไปเสียสิ้น

 ผมใช้ลูกกุญแจไขตัวแม่ที่ถูกพันธนาการด้วยสายโซ่ออก จากนั้นจึงใช้อีกตัวไขลูกบิดประตูที่ล็อกไว้ หมุนข้อมือไปทางซ้ายลูกบิดลั่นดังคลิก เมื่อเปิดประตูกลิ่นอันคุ้นเคยก็โชยออกมา บ้านแต่ละหลังมักมีกลิ่นเฉพาะเสมือนกลิ่นกายของแต่ละคน ถึงแม้จะร้างไร้คนอยู่มาหลายปี แต่กลิ่นเก่ายังคงอยู่แม้จะบางเบาลง ผมเดินผ่านส่วนที่เคยเป็นห้องเอนกประสงค์ของบ้าน ก่อนนี้จะมีตู้โชว์สองตู้ โซฟาชุดรับแขกและชุดเครื่องเสียงพร้อมโทรทัศน์ บัดนี้โล่งเปล่าร้างไร้เครื่องเรือนใดๆ หน้าต่างปิดสนิท, เงียบและสลัวให้บรรยากาศบ้านร้างได้เป็นอย่างดี ไม่อาจบ่งบอกได้ว่าผมรู้สึกอย่างไร แต่ไม่ใช่ความรู้สึกหวาดกลัว น่าแปลกที่ฝุ่นและหยากไย่ดูน้อยไปอย่างที่ควรมีสำหรับบ้านร้าง ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ ผมก็เหลียวเห็นสิ่งหนึ่งวางอยู่บนชั้นไม้เก่าๆตรงหน้าห้องนอนเก่าของผม...

 มันเป็นตู้กระจกขนาดเล็กที่เคยใช้สำหรับเลี้ยงปลา ในนั้นมีทรายอยู่ครึ่งหนึ่งและมีกิ่งไม้วางพาดอยู่ บนกิ่งไม้มีรังดักแด้ร้างรังหนึ่ง ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเครื่องเรือนเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ณ ตอนนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อตอนผมยังเด็ก, ตอนนั้นบ้านหลังนี้พึ่งจะเริ่มก่อสร้าง พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนาโดยมีเจ้าของนาปลูกบ้านอาศัยอยู่ข้างๆอีกสองสามหลัง วันนั้นเป็นวันที่อากาศดีวันหนึ่ง ฟ้าใสไร้เมฆลมหนาวพัดเอื่อยๆแต่อากาศเย็นพอให้ต้องสวมใส่เสื้อกันหนาว พ่อมาดูช่างก่อสร้างว่าดำเนินงานถึงไหนแล้ว มันเป็นวันหยุดผมจึงตามพ่อมาด้วย ระหว่างที่ซุกซนตามประสาเด็กผมบังเอิญเห็นวัตถุประหลาดชนิดหนึ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ผมคิดเอาว่ามันน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตและยืนจ้องมันอยู่อย่างนั้นนานแสนนานซึ่งมันก็ยังไม่ยอมขยับเขยื้อน ผมคิดว่ามันคงกลัวที่เห็นผมอยู่ใกล้ๆ ผมจึงแกล้งทำตัวให้นิ่งเผื่อว่ามันจะขยับบ้างแต่เปล่าเลย

ในขณะที่ความอดทนอย่างที่เด็กพึงมีกำลังจะหมดลง พ่อคงเห็นผมอยู่ตรงนั้นพักใหญ่จึงเดินเข้ามา พร้อมกับถามผมว่า ดูอะไรอยู่รึลูก...?”

ผมหันไปหาพ่อแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่ากระซิบเล็กน้อยว่า

พ่ออย่าเสียงดังไปซิฮะ เดี๋ยวมันก็ไม่ยอมขยับหรอก

พ่อมีทีท่าตื้นเต้นจากนั้นจึงเข้ามาดูใกล้ๆ ทันทีที่เห็นมันพ่อหัวเราะออกมาด้วยเสียงดันลั่นทุ่ง พ่อหัวเราะ หัวเราะจนน้ำตาเล็ด นั่นทำให้ผมเริ่มโมโหพ่อและก่อนที่ผมจะโกรธขึ้นมาจริงๆ มือข้างหนึ่งของพ่อขยี้หัวผมเบาๆส่วนอีกข้างใช้ข้อมือปาดน้ำตาที่เล็ดทิ้งไป พร้อมกล่าวว่า

มันไม่ขยับไปไหนหรอกลูก เพราะมันไม่สามารถขยับได้

มันตายแล้วหรือฮะผมถามพ่อด้วยน้ำเสียงบ่งบอกว่ายังเหลือความไม่พอใจกับการหัวเราะของพ่ออยู่

มันไม่ตายหรอกลูก มันไม่มีชีวิตต่างหาก แต่มันมีส่วนสำคัญในการปกป้องฟูมฟักชีวิตๆหนึ่ง ในขั้นตอนการกลายสภาพจากตัวอ่อนไปเป็นตัวเต็มวัยเพื่อเผชิญสู่โลกกว้าง

โว๋...ผมร้องออกมา

เราเรียกมันว่า รังดักแด้ น่ะลูกพ่อกล่าวอย่างเอ็นดูในความเดียงสาโลกของผม

ผีเสื้อเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ก่อนหน้าจะเป็นตัวผีเสื้อก็ต้องอยู่ในนี้เช่นกัน

โว๋ โว๋ โว๋...ผมร้องออกมาอีกครั้ง

แล้วผมล่ะฮะ เคยอยู่ในรังดักแด้มาก่อนไหมฮะผมถามด้วยความอยากรู้

ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ลูกเอ๋ย คนเราน่ะไม่ต้องใช้ดักแด้หรอก เราค่อยๆโตขึ้นทีละนิด ทีละนิด พ่อเองก็เช่นกัน ก่อนหน้าที่พ่อจะตัวโตอย่างนี้ พ่อเองก็เคยเป็นเด็กตัวเล็กๆ อย่างลูกมาก่อน

งั้น... งั้นแสดงว่าตอนพ่อเป็นเด็ก พ่อก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันคือดักแด้สิฮะ...?”

ไม่มีใครรู้อะไรมาก่อนหรอก ลูกรัก

งั้น... แสดงว่าผมไม่ได้โง่สิฮะ...ผมถามพ่อด้วยเสียงอ่อยๆ

เปล่าเลยลูก เปล่าเลย ลูกของพ่อไม่ได้โง่หรอก ลูกเพียงไม่รู้เฉยๆน่ะ

งั้น... ผมเอาตัว เอ๊ย รังดักแด้อันนี้ไปไว้ที่บ้านได้ไหมฮะ

ได้อยู่แล้วพ่อพูดพร้อมกับหักกิ่งไม้ที่มีรังดักแด้ติดอยู่มาด้วย

ระหว่างทางผมยังไม่วายถามขึ้นอีก

พ่อฮะ แล้วใครเป็นคนบอกพ่อละฮะ ว่ามันคือรังดักแด้

พ่อไม่ยอมตอบผมเอาแต่ยิ้มท่าเดียว ดีหน่อยที่ผมมีรังดักแด้ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ผมจึงลืมไปเลยว่ายังไม่ได้คำตอบของคำถามนี้ ...

 จู่ๆ กิ่งไม้ที่ถือไว้ในมือก็หายไป ทุกสิ่งเริ่มพร่าเลือน มีเพียงความมืดสลัวเมื่อผมลืมตาตื่น...

 ผมนอนลืมตาโพลงในความมืดอย่างไม่รู้ว่านานเท่าไรจนสำนึกรู้ของตัวตนในปัจจุบันเริ่มกลับคืน นอนนึกอยู่ครู่ใหญ่จึงคิดออกว่า ตอนนี้เรานอนอยู่ในห้องนอนที่บ้านเก่านั่นเอง ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงสลัดความงุนงงพร้อมนึกลำดับเหตุการณ์ ความฝันหลบเร้นนำพาอดีตไปด้วยเพื่อคอยรอเวลาเหมาะสมที่จะปรากฏตัวอีกครั้ง- นึกได้แต่เพียงว่าเห็นรังดักแด้ในตู้กระจกแล้วผมก็เดินเข้ามาในห้องนอน ล้มตัวลงนอนบนเตียงจากนั้นอดีตและความฝันก็ผสมผสานเป็นเรื่องเดียวกัน

มันเป็นช่วงเวลาที่ความฝันและความจริงได้ซ้อนทับกันจนผมไม่อาจแน่ใจว่า ตอนนี้ผมฝันถึงเรื่องราวในวัยเด็กหรือเป็นผมในวัยเด็กที่คิดฝันว่าตัวเองเติบใหญ่กันแน่ -อดีตในคราบความฝันกลบเกลื่อนร่องรอยของปัจจุบันไว้อย่างแนบเนียน-

 

 คล้ายกับหวังว่าแสงสว่างจะช่วยขจัดความงงงวยต่างๆออกไปได้ ผมจึงลุกขึ้นไปเปิดไฟด้วยความเคยชินแต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง บ้านเก่าหลังนี้คงถูกตัดน้ำตัดไฟหลังจากที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ แต่ชั่วขณะหนึ่ง หลอดไฟเริ่มกระพริบส่องแสง ติดดับ ติดดับ สลับกันไปมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วซักครู่ก็ส่องแสงสว่างจ้าทำงานเต็มอัตราศึก ผมยืนงงอยู่อย่างนั้น เป็นไปได้อย่างไร คิดพลางถอยตัวกลับไปนั่งลงบนเตียง หรือพนักงานไฟฟ้าลืมตัดไฟ เป็นไปไม่ได้ จ่ายไฟแต่ไร้ผู้จ่ายบิล เรื่องขาดทุนอย่างนี้ไม่มีพลาดอยู่แล้ว หรือจะมีใครแอบมาติดตั้งแผงผลิตไฟด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ไว้บนหลังคา นั่นก็ไม่น่าจะใช่ ไร้สาระสิ้นดี คิดสิ อยู่ดีๆจะมีไฟฟ้าใช้ได้อย่างไร มีเหตุย่อมต้องมีผล ที่แน่ๆ บ้านหลังนี้ยังมีไฟฟ้าใช้ตามปรกติ นั่งฉงนอยู่พักใหญ่ ทันใดผมถึงหัวเราะออกมาด้วยเสียงดังลั่น นั่นสินะ ลืมไปได้อย่างไร นึกออกแล้ว น้องสาวตัวดีของผมนั่นเอง ก่อนหน้านี้ ครั้งหนึ่งที่ผมโทรศัพท์หาเธอ เธอบอกว่าตอนนี้อยู่บ้าน บ้านของเรา หมายถึงบ้านเก่าหลังนี้ ไม่ใช่บ้านของน้องสาวและแฟนเธอ เธอเล่าต่อว่าบางทีก็แวะมาดูเฉยๆ บางทีก็แวะมานอนค้างบ้าง คงเป็นน้องสาวผมนั่นเองที่ตัดสินใจจ่ายค่าน้ำค่าไฟไว้ และนี่เองเป็นเหตุให้บ้านร้างหลังนี้มีหยากไย่และฝุ่นผงน้อยกว่าที่บ้านร้างทั่วไปพึงมี ไม่น่าจะผิดไปจากนี้ เมื่อเดินออกมาจากห้องนอน ผมยังเห็นรังดักแด้อยู่เช่นเดิม ผมเปิดฝาตู้กระจกออก, หยิบกิ่งไม้ขึ้นแล้วหมุนไปมาเพื่อพินิจดูรังดักแด้ ถึงจะดูซีดเซียวและผุกร่อนไปบ้าง แต่มันก็ยังเกาะอยู่ตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนไปไหน ผมจึงวางมันลงเช่นเดิม

 เมื่ออาบน้ำและแต่งตัวเสร็จ ผมจึงออกไปหาอาหารใส่ท้อง ผมจำได้ว่าแถวบ้านมีร้านอาหารรถเข็นอยู่เจ้าหนึ่ง เจ้าของรู้จักกับพ่อผมอยู่บ้าง แค่รู้จักกันอย่างที่เพื่อนต่างห้องในสมัยเรียนมัธยมต้นรู้จักกัน ไม่ได้สนิทสนมอะไร ครอบครัวเรามักจะออกมาทานอาหารร้านนี้เสมอหากไม่ทานที่บ้าน ราคาย่อมเยาหากแต่รสเยี่ยมยอด ผมเดินไปตรงเดิมที่รถเข็นเจ้านั้นน่าจะอยู่ ไร้วี่แวว ! ใครเล่าจะขายอยู่อย่างเดิมตลอดไป อาจโยกย้ายไปที่อื่นแล้วก็ได้ ผมจึงเดินต่อไปอีกหน่อยด้วยเห็นร้านอาหารซึ่งดูเหมือนผู้คนจะหนาตา คาดว่าอาหารน่าจะรสเยี่ยม ป้ายร้านดูคุ้นๆนะ ไมสิ ไม่คุ้นเสียแล้วเป็นชื่อเดียวกันต่างหาก ไม่น่าเชื่อจากรถเข็นจนกระทั่งสามารถเปิดร้านห้องแถวได้ คนเราหากขยันจริงและมีฝีมือซักหน่อยอะไรก็ทำได้ ผมได้แต่ยิ้มพร้อมส่ายหน้าก่อนเดินเข้าไปในร้าน มองหาโต๊ะว่างยังดีที่พอมีโต๊ะว่างเหลืออยู่ ผมไม่แม้แต่ดูรายการแล้วสั่งกับข้าวสองสามอย่างที่เคยคุ้น

 คนเราเมื่อกลับมายังสถานที่เก่าๆก็มักจะหวนถึงเรื่องราวเก่าๆหรือสิ่งเก่าๆที่คุ้นเคยเสมอ มันเป็นรายการอาหารที่แม่ชอบสั่งถ้ามาที่นี่ นั่งรออยู่ครู่ใหญ่อาหารก็มา ไม่แน่ใจว่ารสเหมือนเดิมหรือเปล่าเพราะครั้งสุดท้ายที่มากินมันก็ผ่านหลายปีแล้ว รู้แค่ว่าตอนนี้รสเยี่ยม พอผมเรียกเก็บเงินลูกค้าเริ่มซา เจ้าของร้านผู้ชายซึ่งควบตำแหน่งพ่อครัวด้วยจึงเดินมาเก็บเงินกับผมเอง ขณะที่ผมควานหาเงินในกระเป๋ากางเกงอยู่ (ผมไม่พกกระเป๋าเงิน หากแต่จะกำเงินยัดใส่กระเป๋ากางเกงไว้) เจ้าของร้านเอ่ยถามขึ้นว่า

วันนี้มาคนเดียวเหรอ พ่อกับแม่และน้องสาวทำไมไม่มาด้วยรอยยิ้มอย่างคนรู้จักยิ้มให้แก่กัน ยิ้มใสซื่อ ดูเหมือนเขาจะใช้รอยยิ้มอย่างนี้นี่เองสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา

ผมส่งเงินให้พร้อมตอบกลับไปว่า พ่อกับแม่ไปธุระต่างถิ่น ส่วนน้องตอนนี้ทำงานอยู่ที่อื่น

ไม่ได้เห็นตั้งนาน โตขึ้นเยอะเลยนะหลาน แล้วนี่จะกลับมาอยู่บ้านแล้วหรือยัง ลูกสาวอาน่ะไม่ไหวเลยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานนี่เอง อาส่งมันไปเรียนในตัวจังหวัดตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ส่งเสียให้มันเรียนไปเรื่อยๆ คิดแต่ว่าพอมันจบปริญญาจะให้มันกลับมาทำงานที่บ้าน ที่ไหนได้นังหนูไม่ยอมกลับท่าเดียว อ้างแต่สายงานที่เรียนต้องหางานทำในเมืองใหญ่เท่านั้น รู้อย่างนี้ไม่ส่งมันเรียนเสียยังดีกว่า... เฮ้อ ! เจ้าของร้านกล่าวขณะค้นหาเงินทอนจากกระเป๋าคาดหน้าท้อง ดูมันใหญ่และตุงพอจะทำให้คิดได้ว่า น่าจะมีลูกจิงโจ้อยู่ในนั้น

แล้วนี่หลานกลับมาทำงานที่บ้านแล้วใช่ไหม? ดีๆๆ จะได้ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า คนเราพอแก่ตัวลงนะ จะต้องการอะไร นอกจากมีลูกหลานมาดูแลเอาใจใส่บ้างก็เท่านั้นแหละ ที่หาที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่อะไรเพื่อลูกเพื่อหลานทั้งนั้น

ดูเหมือนเงินทอนจะหายากเสียเหลือเกิน หรือเขาอาจจะจับเอาลูกจิงโจ้ออกมาโชว์ให้ผมดูก็เป็นได้ หากนั่งอยู่ต่ออีกซักหน่อยผมอาจได้เห็นเขาล้วงเอาลูกจิงโจ้ออกมาเป็นแน่ ผมลุกขึ้นและทำท่าว่าจะไปแล้วเจ้าของร้านจึงให้เงินทอนกับผม

ผมโล่งใจเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ใช่ลูกจิงโจ้อย่างที่คาด

ฝากความคิดถึงถึงพ่อกับแม่ด้วยนะ ไม่เห็นออกมาทานข้าวที่นี่นานแล้ว ว่างๆก็แวะมานะ น้องสาวด้วย...เจ้าของร้านเอ่ยส่งท้ายขณะที่ผมเดินออกมา

ผมได้แค่ยิ้มตอบเพียงอย่างเดียว...

 ระหว่างเดินกลับบ้านผมทบทวนวลีที่ว่า ไปธุระต่างถิ่นนี้ไปมาในสมอง ความจริงก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่เรื่องที่เจ้าของรอยยิ้มใสซื่อหวังว่าจะเห็นครอบครัวเราพร้อมหน้ากันที่ร้านอาหารของเขานั้น ไม่เฉียดใกล้ความเป็นไปได้เพราะพ่อและแม่ของผมเหลือเพียงเถ้าธุลีได้หลายปีแล้ว

ตอนงานศพของพ่อ แม่เป็นคนดูแลจัดการส่วนน้องสาวเป็นเหมือนนักศึกษาฝึกงานเพื่อจะได้ปฏิบัติงานจริงในงานศพของแม่

ส่วนผม... ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะขาดการติดต่อกับทางบ้าน...

 จนกระทั่งวันหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ว่าทำไมวันนั้นผมจึงโทรศัพท์ไปหาน้องสาว โชคดีที่เธอยังไม่เปลี่ยนเบอร์ใหม่แต่ผมได้รับแจ้งข่าวร้ายนั่นคือข่าวการตายของพ่อกับแม่

เธอเล่าทั้งน้ำตาและตัดพ้อไปในตัว เรื่องเล่ายืดยาว จากร่ำไห้แล้วก็สะอื้นก่อนกลับคืนสู่สภาวะปรกติ จากน้ำตาก็เหลือเพียงคราบจางๆ ผมไม่พูดอะไร ไม่อาจพูดอะไรได้ จึงปล่อยให้น้องระบายความอัดอั้นทั้งปวงออกมา

วันนั้นผมเอ่ยออกไปได้แค่ว่า ดูแลสุขภาพให้ดีนะ

ก่อนวางสายน้องบอกว่าต่อไป ผมต้องโทรมารายงานกับเธอทุกเดือนว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ไม่ใช่ตายจากกันไปโดยไม่บอกกล่าวพ่อแม่ก็จากไปแล้วเหลือกันอยู่แค่สองพี่น้อง ถึงผมจะรับปากแต่ก็ไม่สามารถทำได้ตามนั้นซักเท่าไร

 คืนวันรู้ข่าวที่ชานกระท่อมปลายไร่ของเพื่อนคนหนึ่งที่ผมใช้อาศัยอยู่ ไม่รู้ทำไมผมจึงหวนคิดถึงเรื่องรังดักแด้ของพ่อขึ้นมา นั่นสินะ ความจริงก็คือ ความตายหาได้มีตัวตน, ไม่อาจเรียกได้ว่าความตาย เป็นเพียงแค่การโบยบินออกจากรังดักแด้อันที่โอบอุ้มเราเอาไว้เท่านั้น โบยบินอย่างผีเสื้อโบยบินจากไปท่องโลกกว้างโดยหาได้อาลัยให้ดักแด้ไม่ ปล่อยมันย่อยสลายแตกดับไปตามกาลเวลา...

ผมร่ำไห้และหลั่งน้ำตาออกมาก่อนหลับลงอย่างยากลำบาก ความฝันในคืนนั้นเป็นเรื่องในอดีตเมื่อครั้งสุดท้ายที่ผมได้พูดคุยกับพ่อ มันเป็นคืนก่อนผมจะออกจากบ้าน พ่อพูดถึงเรื่องรังดักแด้ว่า บ้านถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเราให้พ้นจากภัยต่างๆ เสมือนรังดักแด้ที่เฝ้าฟูมฟักผีเสื้อให้โบยบินสู่โลกกว้าง ครั้นพอผีเสื้อเติบใหญ่ก็โบยบินละทิ้งรังดักแด้อันคุ้มภัยให้มันไปอย่างไร้อาลัย เพื่อออกไปเผชิญโลกกว้าง

ในความฝัน ขณะที่พูด, ตัวพ่อก็เริ่มหดเล็กลงจนกลายเป็นรังดักแด้ที่พูดได้- ผีเสื้อไม่อาลัยต่อดักแด้ แต่ยังหวนรำลึกถึงเสมอว่า ตรงไหนที่เราเคยหลับฝัน ตรงไหนเล่าที่เคยปกป้องเราให้พ้นภัย ตรงไหนกันเล่า อยู่ตรงไหนกันที่เสาะแสวงหา แท้จริงแล้วอาจไม่ได้อยู่ไกลสุดปลายฟ้าหรือลึกลับซับซ้อนอะไรเลย อาจเป็นตรงที่เราแสนคุ้นเคย อยู่ตรงที่...พอพูดถึงตรงนี้ ตัวพ่อก็กลายเป็นผีเสื้อแล้วค่อยๆโบยบินจากไป ผมพยายามจะตามพ่อไป แต่ก็ทำไม่ได้จึงได้แต่ร่ำไห้อยู่อย่างนั้น...

 ทั้งที่หัวสมองคิดไปเรื่อย แต่สองเท้าก็พาผมกลับมาบ้านได้ไม่หลงอาจเพราะความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อก็เป็นได้ ยังไม่เข้าไปในตัวบ้านทันที แต่ผมปีนขึ้นไปบนหลังคาด้วยทางเดิมที่เคยใช้ในวัยเด็ก ดูมันง่ายกว่าสมัยก่อนนัก เมื่อขึ้นไปถึงผมยืนรับลมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอนกายลงนอน มองขึ้นไปยังห้วงฟ้ามืดมิดที่ไร้เมฆ มีเสี้ยวจันทร์เล็กๆส่องแสงอย่างเหนียมอายและดาวพราวฟ้า แล้วผมหวนก็คิดถึงเมื่อหลายต่อหลายครั้งที่ผมกับพ่อขึ้นมาบนนี้ ผมนึกไม่ออกว่าได้พุดคุยเรื่องนี้กับพ่อในตอนไหน

ซักวันหนึ่งผมจะมีบ้านเป็นของตัวเองให้ได้ผมโพล่งออกมา

ลูกก็มีบ้านอยู่แล้วนี่ไงพ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

แต่นี่มันเป็นบ้านของพ่อกับแม่ต่างหาก ไม่ใช่บ้านของผมซักหน่อย

พ่อเงียบไปนาน... นานจนผมคิดว่าพ่อจะไม่ตอบเสียแล้ว ผมจึงเหลียวมองไปทางพ่อ ในความมืดผมคิดว่าเห็นพ่อยิ้ม

นี่ไม่ใช่บ้านของพ่อหรอกและไม่ใช่บ้านของใครทั้งนั้นพ่อเอ่ยออกมาอีกคราว

หากพอจะมี แห่งใดกันแน่ที่พอจะเรียกว่า บ้านแท้ได้...?” คล้ายพ่อฝากคำถามนี้ไปกับสายลม

พ่อดีใจที่ลูกคิดถึงเรื่องนี้

หากพอจะมี แห่งใดกันแน่ที่พอจะเรียกว่า บ้านแท้ได้...? อาจเพราะคำถามนี้เองที่ทำให้ผมออกเดินทาง...

 เหตุผลที่ผมกลับมาที่นี่ก็เพราะ เมื่อวันก่อนผมโทรศัพท์ไปรายงานตัวกับน้องสาวตามคำมั่นที่ให้ไว้ เธอบอกว่ามีคนสนใจจะซื้อบ้านของเราด้วยราคางาม เธอบอกว่าอยากให้ผมเป็นคนตัดสินใจในเรื่องนี้

เรื่องใหญ่... ขอเวลาอีกสองสามวันแล้วจะให้คำตอบผมบอก

 ผมจึงต้องกลับมาเพราะรู้ว่าไม่อาจหาคำตอบได้จากที่แห่งไหน

ผมตัดสินใจแล้ว

 

โดย ดุจดังฯคนจร

 

กลับไปที่ www.oknation.net