วันที่ จันทร์ มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กล้วยไม้


กล้วยไม้เป็นไม้เศรษฐกิจอย่างหนึ่งที่ส่งออกทำรายได้เป็นอันดับต้น ๆ ให้กับเมืองไทย ไม่เพียงเท่านั้น แต่กล้วยไม้ยังสร้างความร่ำรวยให้กับคนปลูกมาจำนวนไม่น้อย พลิกชีวิตของชาวสวนจน ๆ ให้กลับกลายเป็นเศรษฐีเพียงข้ามวัน จนกลายเป็นเรื่องเล่าขานกันในวงการถึงคนโชคดีที่จับกล้วยไม้แล้วกลายเป็นเงินและสามารถขายกล้วยไม้ได้ถึงต้นละ 2 ล้านบาทเมื่อ 30 กว่าปีก่อน

กล้วยไม้       
       ยุคแรกของกล้วยไม้เมืองไทย
       
       กล้วยไม้มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของโลก สำหรับเมืองไทยนั้นมีการสำรวจว่ามีกล้วยไม้กว่า 1,000 ชนิด แต่คนไทยเพิ่งจะมารู้จักการเล่นกล้วยไม้อย่างจริงจังและเป็นอาชีพเมื่อ 50 กว่าปีมานี้เอง
       
       แต่เดิมนั้นการเลี้ยงกล้วยไม้ในเมืองไทยจะอยู่เฉพาะในหมู่เชื้อพระวงศ์ซึ่งเล่นกันเป็นงานอดิเรก โดยส่วนมากจะเป็นการสั่งซื้อกล้วยไม้พันธุ์พ่อแม่จากประเทศอังกฤษมาปลูกเลี้ยงกัน ซึ่งกล้วยไม้ที่นิยมเล่นกันในยุคแรกจะเป็นแคทรียาและแวนด้า
       
       ที่รู้จักกันดีคือวังบางขุนพรหมของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตที่ทรงเล่นเป็นงานอดิเรกอย่างจริงจัง โดยสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น วังบางขุนพรหมจะสร้างเรือนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ขึ้น 2 หลัง นอกจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ แล้วยังมีก๊วนที่ชอบเล่นกล้วยไม้อีก อาทิ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ , พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช , หม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถสุประดิษฐ์ เป็นต้น
       
       ในยุคนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ ทรงสนใจเรื่องกล้วยไม้มากจนทรงแต่งตำรากล้วยไม้เล่มแรกของไทย ตีพิมพ์เมื่อปี 2459 โดยทรงศึกษาตำรากล้วยไม้ของฝรั่งที่ได้ประทานจากกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ
       
       ในภายหลังกล้วยไม้เริ่มจะแพร่ขยายออกจากวังไปอยู่บ้านของเศรษฐีที่มีเงิน โดยถือว่าเป็นไม้มงคลหรือไม้ศักดินา เนื่องจากกล้วยไม้ในยุคนั้นยังมีราคาแพงและต้องนำเข้ามาจากเมืองนอกเท่านั้น
       
       ยุค "มือสมัครเล่น"
       
       ในปี 2478 เริ่มมีการเปิดฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้กับประชาชนทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 ซึ่งถือเป็นยุคเริ่มแรกของ "มือสมัครเล่น " กลุ่มใหม่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าจากเดิมที่ต้องเป็นคนมีเงินเท่านั้นจึงจะเล่นกล้วยไม้ได้
       
       "มือสมัครเล่น"ในยุคแรก ๆ นั้นสนใจที่จะเล่นกล้วยไม้เพื่อเป็นงานอดิเรกถือเป็นความสุขทางใจ กิจกรรมหนึ่งของสมาคมฯคือการจัดการประกวดกล้วยไม้ประจำปีขึ้นซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากบรรดามือสมัครเล่นทั้งหลาย
       
       ไกรฤทธิ์ เวศย์วรุตม์ นายกสมาคมพฤกษชาติแห่งประเทศไทยฯ เขาใช้ชีวิตกับกล้วยไม้มากว่า 30 ปี จนปัจจุบันมีสวนกล้วยไม้ของตนเองในย่านนครชัยศรี ชื่อ LAKE LAND ORCHID ไกรฤทธิ์ได้เล่าย้อนประสบการณ์เกี่ยวกับกล้วยไม้ในยุคมือสมัครเล่นว่า
       
       "ในยุคนั้นถ้าใครเล่นกล้วยไม้แล้วนำเข้าประกวดได้รางวัลจะเป็นที่ฮือฮากันมาก คนจะคอยตามคิวจองเล่น อย่างแคทรียาที่ชนะการประกวดนั้น ถ้าใครอยากได้ต้องซื้อหน่อละเป็นหมื่นบาท ( ทองราคาบาทละ 400 บาท ) "
       
       ตลาดกล้วยไม้บ้านเราจึงกลายเป็นไม้ราคาแพงมากในยุคนั้น และก็เริ่มมีคนพยายามหากล้วยไม้พันธุ์แปลกใหม่เข้ามาเล่นกันมากขึ้นจากเดิมที่เล่นแต่แคทรียาและแวนด้า เมื่อมีการดิ้นรนหากล้วยไม้แปลกใหม่จึงเริ่มมีพ่อค้าหัวใสที่นำกล้วยไม้ออกมาจากป่ามากองขายที่สนามหลวง
       
       "ตอนนั้นมีคนเข้าไปเก็บกล้วยไม้ป่ามากันเป็นเข่ง ๆ แล้วก็เอามากองขายที่สนามหลวง พวกที่ชอบกล้วยไม้ก็จะนิยมเดินหาซื้อกันในราคาถูกมาก เลือกไปเลือกมาจนอาจารย์ระพี ค้นพบกล้วยไม้ช้างแดงที่สนามหลวงนี่เอง" ไกรฤทธิ์กล่าว
       
       แต่เดิมนั้นนักเล่นกล้วยไม้รู้จักแต่ช้างกระ ช้างเผือก แต่พอดร.ระพีค้นพบ "ช้างแดง" ก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการมาก เพราะสีแดงที่งดงามให้ช่อใหญ่ มีกลิ่นหอม ทำให้ราคาช้างแดงพุ่งไปต้นละเป็นหมื่นบาท
       
       ในยุคเริ่มแรกของกล้วยไม้นั้น กลุ่มผู้บุกเบิกที่ทำให้วงการกล้วยไม้ขยายตัวและเติบโตมาจนถึงปัจจุบันมีอาทิ ศ.ดร. ระพี สาคริก , ทองหล่อ รักษ์ไพบูลย์สมบัติ ,ไพโรจน์ ลีนะวัต และลุงเย็น เป็นต้น บุคคลเหล่านี้อุทิศเวลาให้กับการพัฒนาวงการกล้วยไม้ มีการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อนำมาผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ที่แปลกขึ้น ถือเป็นการวางรากฐานวงการกล้วยไม้ไทยให้เข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบันนี้
       
       "มาดามปอมปาดัวร์" ยุคทองของกล้วยไม้
       
       หวายปอมปาดัวร์ หรือที่นิยมเรียกว่า "มาดามปอมปาดัวร์" เป็นกล้วยไม้สกุลหวายที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากประเทศออสเตรเลียตอนเหนือ นำไปผสมพันธุ์ยังประเทศฝรั่งเศส แล้วมีการนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในเมืองไทยเพื่อดูเล่น เมื่อเกือบ 30 กว่าปีที่แล้ว
       
       ตำนาน "มาดามปอมปาดัวร์" ถือเป็นกล้วยไม้เงินล้านยุคแรก ๆ เริ่มจากมีผู้นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และจากการทดลองตัดดอกก็ปรากฏว่าให้ดอกใหญ่ สวยงาม ดอกคงทนจึงเริ่มมีการตัดดอกเพื่อส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยส่งไปที่ยุโรป ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าเริ่มเป็นที่นิยมของเมืองนอกมากจึงทำให้คนเริ่มฮือฮาอีกครั้งหนึ่ง เพราะต้องนับดอกขายกันเลย ราคาช่อละ 12 - 20 บาท บางฤดูกาลต้องนับดอกขายกันดอกละ 2 บาท
       
       ส่งผลให้คนแห่กันมาหาซื้อกล้วยไม้มาดามปอมปาดัวร์กันมากมาย ตอนนั้นใครมีกล้วยไม้พันธุ์นี้ถือว่าจับเงินจับทองทีเดียวเพราะมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ชาวสวนกล้วยไม้ลืมตาอ้าปาก ปลูกบ้านหลังใหญ่โตกันเป็นแถว ยิ่งตอนนั้นมาดามปอมปาดัวร์นิยมปลูกเป็นไม้กระถางมีจำนวนไม่มาก เมื่อมีออร์เดอร์เข้ามามาก เจ้าของต้นจึงต้องล้มต้นแล้วปล่อยให้แตก"ตะเกียง" ( คือการขยายพันธุ์ด้วยด้วยวิธีการตัดลำต้นตรงส่วนตาเป็นข้อ ๆ เพื่อให้ต้นแตกออกมา ) แต่กว่าต้นใหม่จะให้ดอกก็ต้องเสียเวลาเลี้ยงอีก 1 - 2 ปี ดังนั้นการผลิตจึงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด
       
       "ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของมาดามปอมปาดัวร์เลย ถ้าใครอยากจะเลี้ยงตัดดอกต้องลงทุนซื้อยกสวนกันเลย แล้วค่อย ๆ ขยายพันธุ์กันต่อไปอีกก็ยิ่งได้เงินเพิ่มขึ้นอีก" ไกรฤทธิ์กล่าว
       
       ต่อมาเริ่มมีคนนำหวายสกุลซีซาร์จากฝรั่งเศสเป็นหวายกลีบบิด มาผสมกับหวายจากฮาวายชื่อโตมิเดรค ที่ฟอร์มดอกกลมโต ได้เป็น "โซเนีย" แต่คนนิยมเรียกว่า "BOMB" เพราะออกมาครั้งแรกก็ตูมตามในวงการกล้วยไม้เลย เนื่องจากดอกโต ผึ่งผาย ให้สีสวยงาม จึงทำให้คนหันมานิยม BOMB แทนมาดามปอมปาดัวร์
       
       ช่วงที่ BOMB เกิดขึ้นใหม่ ๆ นั้นแทบทุกสวนกล้วยไม้จะต้องสั่งจองต้นกันเลย และจะไม่ขายกันต้นสองต้น แต่จะต้องซื้อกันเป็นล็อตใหญ่ เพราะเจ้าของกลัวว่าใครที่ซื้อไปแล้วจะนำไปตัดข้อขายแข่งด้วย
       
       มาดามปอมปาดัวร์และ BOMB จึงถือว่าเป็นไม้เศรษฐกิจที่เปิดตลาดส่งออกกล้วยไม้ของไทยในยุคแรกที่สามารถนำรายได้เข้าประเทศ จนถึงปัจจุบันที่กล้วยไม้ไทยยังคงเป็นหนึ่งในรายได้หลักของประเทศ
       
       Lab จุดผลิกผันวงการฯ
       
       ในยุคกล้วยไม้กำลังบูมทำรายได้มหาศาลให้กับเจ้าของนั้น กล้วยไม้แต่ละต้นที่โด่งดังจะมีราคาแพงมาก เพราะการขยายพันธุ์ในยุคนั้นทำได้ช้ามาก วิธีการเดียวที่เร่งขยายพันธุ์คือการแยกต้นแยกหน่อมาปลูกใหม่ แต่วิธีการนี้จะสามารถขยายพันธุ์ได้ครั้งละไม่เกิน 5 - 10 ต้น และต้องใช้เวลาอีก 1 - 2 ปีจึงจะสามารถขยายพันธุ์ได้อีก ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด
       
       แต่เมื่อฮาวายซึ่งเป็นผู้นำเรื่องกล้วยไม้ยุคนั้นเริ่มรู้จักการทำLab มาช่วยในการผสมพันธ์และขยายพันธุ์กล้วยไม้ จึงมีคนไทยเดินทางไปศึกษาและนำความรู้นี้กลับมาเปิดให้บริการที่เมืองไทยบ้าง
       
       "ตอนนั้นผมอายุประมาณ 16 ปี เพิ่งจะเริ่มเข้าวงการกล้วยไม้ จำได้ว่ามาหา Lab ที่กรุงเทพฯ เจ้าของ Lab บอกว่าขยายเนื้อเยื่อให้ได้ แต่ไม่การันตีว่าจะได้สายพันธุ์ที่ถูกต้องหรือเปล่า" ไกรฤทธิ์ เล่าย้อนถึงยุคการก่อเกิด Lab ขึ้นมาในเมืองไทย
       
       หลายคนหันมาพึ่งพาความก้าวหน้าของ Lab เพื่อหวังจะให้มาช่วยขยายพันธุ์กล้วยไม้ให้ได้ปริมาณมากขึ้น การทำงานของ Lab นั้นคือการเพาะเนื้อเยื่อจากกล้วยไม้ที่ผสมพันธุ์แล้ว และนำไปเพาะเลี้ยงในขวด การ "ปั่นตา" ด้วย Lab นั้นจะได้ต้นกล้าของกล้วยไม้ครั้งละหลายพันต้นซึ่งดีกว่าวิธีการเดิมมาก
       
       จากการกำเนิดของLab ในเมืองไทยส่งผลให้กล้วยไม้บูมขึ้นไปอีก เพราะเมื่อสามารถขยายพันธุ์ได้ครั้งและหลายพันต้น จึงทำให้ต้นไม้ที่เดิมมีราคาแพงนั้นกลับถูกลง ส่งผลให้วงการกล้วยไม้เปลี่ยนโฉมหน้าไปเช่นกัน
       
       "ตอนมี Lab นั้น ก็จะมีพวกเล่นกล้วยไม้สั่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากเมืองนอกมาผสมแล้วปั่นตามาเพาะเลี้ยงในขวด ตอนนั้นจำได้ว่าพ่อค้าแม่ค้าที่สนามหลวงหันมาขายกล้วยไม้ที่เพาะเลี้ยงในขวดกันเป็นแถวเลย ใครตาดีก็ได้ไม้พันธุ์ดี ๆ จากขวดเหล่านี้ไปขายทำกำไรได้อีก" ไกรฤทธิ์กล่าว
       
       เมื่อ Lab ได้รับความนิยมและมีมาตรฐานมากขึ้นจึงพลิกโฉมหน้าของวงการกล้วยไม้ไทยไปอีกก้าวหนึ่ง เนื่องจากมีปริมาณกล้วยไม้เพิ่มมากขึ้นในตลาดจึงเริ่มมีสงครามตัดราคากัน มีการสั่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากเมืองนอกที่มีราคาสูงมาเพาะเนื้อเยื่อได้ไม้แปลกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
       
       Pot Plant เสน่ห์ของไม้กระถาง
       
       ในยุคเริ่มแรกของวงการกล้วยไม้ไทยก็เริ่มจาก Pot Plant หรือไม้ที่ปลูกลงกระถาง ซึ่งเมื่อก่อนยังมีราคาแพงอยู่ซึ่งจะต้องสั่งนำเข้ามากเมืองนอกมาขยายพันธุ์เท่านั้น
       
       Pot Plant มาบูมจริงจังเมื่อ Lab ได้รับความนิยมและมีการขยายพันธุ์กล้วยไม้จนกลายเป็น Mass Product จึงเริ่มมีบรรดานักเลี้ยงนำกล้วยไม้ที่เพาะพันธุ์ได้แล้วไปวางขายแถวสนามหลวง จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาวบ้านมาซื้อกล้วยไม้ไปปลูกกันตามบ้านบ้างกลายเป็นตลาดของนักเล่นมือใหม่
       
       เมื่อก่อนนี้ตลาด Pot Plant จะนิยมแห่กันเล่นไม้ซ้ำ ๆ เดิม ๆ ใครที่สามารถเป็นผู้นำที่หาพันธุ์แปลกใหม่เข้ามาได้จะกลายเป็นผู้นำตลาด Pot Plant ไปทันที แต่จะต้องขายในจำนวนมากเพราะราคาไม้กระถางนั้นไม่แพงเหมือนสมัยก่อนแล้ว
       
       ตลาด Pot Plant ในปัจจุบันเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นทุกปี และเริ่มกลายเป็นกระแสของทั่วโลกที่นิยมเลี้ยงกล้วยไม้เพราะเสน่ห์ของไม้กระถางอยู่ที่ความสวยงามของต้นและดอก อยู่ได้คงทน ซึ่งไกรฤทธิ์กล่าวว่าเทรนด์ของ Pot Plant ในอนาคตจะสนุกสนานเร้าใจกว่านี้เพราะทุกคนจะเริ่มหันไปหาของแปลกใหม่ที่ในวงการไม่มีกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผู้นำตลาด Pot Plant ที่จะต้องออกไปแสวงหากล้วยไม้สายพันธุ์แปลกใหม่จากเมืองนอก ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามผสมพันธุ์ใหม่ ๆ ให้ได้ดอกและสีที่แปลกและฉีกกว่าท้องตลาดจึงจะสามารถทำกำไรได้
       
       การเดินทางของ "กล้วยไม้" มาจนถึงวันนี้นอกจากมนต์เสน่ห์ที่งดงามของสีสันและช่อดอกแล้ว ยังช่วยสร้างฐานะให้หลายคนร่ำรวยจนกลายเป็นเศรษฐีกันมาแล้ว
       
       **********************************
       "ลุงเย็น" ผู้สร้างตำนานกล้วยไม้เงินล้าน


       

h


       
       ถ้าจะพูดถึงกล้วยไม้เงินล้านแล้ว  เย็นลือชา วีระวัฒนเมธิน หรือที่บรรดานักเลงกล้วยไม้ทั้งรุ่นเก่าและใหม่เรียกขานว่า "ลุงเย็น" คงจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน  เพราะเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แวนด้า "พธูเย็น" ของเขามีคนมาสู้ราคาถึง 2 ล้านบาท จนกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันมาถึงปัจจุบัน
       
       "กล้วยไม้เป็นพืชมหัศจรรย์และเป็นต้นไม้ที่ไม่มีอะไรเปรียบปาน   เหมือนการเดินทางท่องไปยังจักรวาลซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด" นี่คือนิยามเกี่ยวกับกล้วยไม้สำหรับลุงเย็นที่คลุกคลีอยู่กับกล้วยไม้มากว่า 40 ปี
       
       ลุงเย็นเป็นคนย่านบางแค่ที่มีความรู้เพียงม.ศ.3 เท่านั้น   แต่ด้วยจิตใจที่หลงเสน่ห์กล้วยไม้มาตั้งแต่เด็ก   ก่อนที่จะเป็นสวน YEN ORCHIDS ที่โด่งดังไปถึงเมืองนอกเช่นปัจจุบันนี้  เขาเริ่มต้นจากนักกล้วยไม้มือสมัครเล่นที่เลี้ยงกล้วยไม้เพียงไม่กี่ต้นแขวนตามราวไม้ไผ่ไว้ดูเล่นเพื่อความสุข  แต่ในขณะเดียวกันก็จริงจังถึงขนาดไปเข้าอบรมเรื่องกล้วยไม้หลายแห่ง
       
       แล้ววันหนึ่งชีวิตของลุงเย็นก็ผลิกผันเมื่อเขาซื้อกล้วยไม้ขวดจากเพื่อนคนหนึ่งเพื่อมาปลูก โดยต้นพ่อและแม่เป็นสายพันธุ์แวนด้า   เขาตั้งชื่อกล้วยไม้ชุดนี้ว่า  "แวนด้าพธูเย็น"   พอออกดอกมาแล้วก็ไม่สร้างความผิดหวังเพราะเป็นดอกสีแดงสด ฟอร์มดอกกลม  มีคนได้ยินข่าวเดินทางมาถึงสวนของเขาโดยให้ราคาสูงหมื่นบาท ( ราคาทองตอนนั้นบาทละ 400 บาท )  แต่ลุงเย็นก็ปฏิเสธ 
       ผ่านมาได้ 8 - 9 เดือน มีการจัดประกวดกล้วยไม้ระดับชาติที่ศาลาไคเช็กชน  ลุงเย็นก็หอบหิ้ว "พธูเย็น" ต้นที่ออกดอกสวยที่สุดส่งเข้าประกวด 
       
       "ตอนนั้นจำได้ว่าเวทีแทบแตก มีคนแห่มาดูเยอะมากจนต้องตีตั๋วเข้ามาดูกันเลย   เพราะต้นนี้ได้รางวัลที่ 1 และยอดเยี่ยม" ลุงเย็นกล่าว
       
       แล้วความงดงามของ  "พธูเย็น" ก็ไปโดนใจเศรษฐีสิงคโปร์  ซึ่งติดต่อขอซื้อด้วยสนนราคาสูงถึง 2 ล้านบาท   ซึ่งนับว่ามากที่สุดที่เคยมีการซื้อขายกล้วยไม้กันมาในเมืองไทยทีเดียว  แต่เหมือนมีกรรมมาบังเมื่อมี  "นายหน้า" ถึง 5 คน ที่มาอ้างตัวว่าเป็นคนติดต่อเศรษฐีคนนี้มาซื้อแล้วก็ขอค่านายหน้าจากลุงเย็น   ในตอนนั้นลุงเย็นแสนจะเสียดายโอกาสแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  แค่จะแบ่งค่านายหน้าให้ทุกคนก็เหลือเงินอีกไม่เท่าไหร่  ในที่สุดก็ตัดสินใจ "ไม่ขาย" 
       
       แวนด้า "พธูเย็น" ของลุงเย็นจึงกลายเป็นตำนานที่วงการกล้วยไม้เงินล้านที่เล่าขานกันทุกวันนี้  แต่เบื้องหลังคือลุงเย็นไม่ได้แตะเงิน 2 ล้านเลยสักบาท!!!!     ได้แต่นำ
       แวนด้า "พธูเย็น" กลับบ้านมาทำเป็นไม้นิ้วขายได้เงินเพียงแสนกว่าบาทเท่านั้น

       
       แต่วีรกรรมของลุงเย็นยังไม่หมดเพียงเท่านี้   เขาเล่าอีกว่าเคยผสมฟาลนอปซิสกับม้าวิ่งได้ต้นที่สวยมาก  บังเอิญมีเศรษฐีไต้หวันมาซื้อไปเป็นของขวัญให้เพื่อนในสนนราคา 2,500 บาท   พอนำกลับไปเลี้ยงที่ไต้หวันเมื่อได้น้ำและอากาศดี  ปรากฏว่ากล้วยไม้ต้นนี้แทงดอกออกมาถึง 3 ช่อ ๆ ละ 5 แขนง เติบโตสวยงามจนเจ้าของส่งเข้าประกวดแล้วก็ได้รางวัลเป็นรถเก๋งหนึ่งคัน  แล้วก็มีพ่อค้าชาวไต้หวันคนหนึ่งสนใจซื้อกล้วยไม้ต้นนี้ไปทำการเพาะเนื้อเยื่อแล้วกู้เงินรัฐบาลมาเลิกทำอาชีพขายอาหารหันมาทำเรือนกล้วยไม้ขาย  ปรากฏว่ากล้วยไม้ต้นนี้ดอกสวยเจ้าของจึงตั้งชื่อว่า "พธูเย็น" จนไปโดนใจพ่อค้าญี่ปุ่นมาซื้อไปในสนราคากว่า  10 ล้านบาท
       
       "เจ้าของสวนคนนี้เขาตามหาผมจนถึงเมืองไทย  เพราะจะมาขอบคุณที่ทำให้เขาร่ำรวย  ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่  เวลานี้เขาเพาะเฉพาะพันธุ์นี้ขายปีละไม่ต่ำกว่า 5 แสนต้น ขายต้นละ 100 บาท รวยไปแล้ว"
       
       ลุงเย็นคร่ำหวอดกับวงการกล้วยไม้มาค่อนชีวิต  ในวัย 60 กว่าปีในปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์คนหนึ่งของวงการกล้วยไม้ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะไปหมด  แม้จะไม่เคยรับปริญญาจากสถาบันใด ๆ  แต่ในชีวิตของลุงเย็นที่ภาคภูมิใจอีกประการคือการได้รับเชิญให้ไปถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องกล้วยไม้ให้แก่นักศึกษาปริญญาเอกที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
       
       และสิ่งหนึ่งในวงการให้การยอมรับคือ สวนลุงเย็นจะเด่นเรื่องกล้วยไม้ลูกผสมทุกชนิด  ลุงเย็นเปรียบเสมือนจิตกรที่คอยนำสีสันจากธรรมชาติของกล้วยไม้แต่ละต้นมาผสมกันเพื่อให้ได้ความแปลกใหม่ไว้เคียงคู่กับธรรมชาติ
       "คนผสมพันธุ์กล้วยไม้  ต้องทำด้วยจิตวิญญาณของคนรักกล้วยไม้และรักธรรมชาติ  การใช้เกษรกับเกษรมาผสมกันขณะที่ทำต้องใช้หัวใจ  จึงจะได้สายพันธุ์ลูกผสมใหม่ที่มีคุณภาพออกมาให้กับวงการ"  นั่นคงเป็นเคล็ดลับและคำตอบที่ว่าทำไมสวนของลุงเย็นจึงมีลูกไม้ผสมที่โด่งดังอยู่เรื่อย ๆ  และสามารถขายให้คนซื้อไปต่อยอดร่ำรนวยมาหลายรายแล้ว
       
       ส่วนผลงานล่าสุดที่ลุงเย็นกำลังซุ่มทำนั้นคือการทำแวนด้าเทอเรซราคาต้นละ 1 บาทให้กลายเป็นไม้เศรษฐกิจกลางแจ้ง  ซึ่งคงจะเผยโฉมหน้ากันในเร็ววันนี้
       สวน "ลุงเย็น"  ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลแหลมบัว จังหวัดนครปฐมนั้น  เปิดรับทั้งนักท่องเที่ยวและคนรักกล้วยไม้ที่สามารถแวะเวียนมาหาซื้อกล้วยไม้หรือมาขอความรู้จากชายผู้นี้ได้ตลอดเวลา

ที่มา: http://www.manager.co.th

โดย ohno_jung

 

กลับไปที่ www.oknation.net