วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘ ไอ้ทุย’ หนังของ ‘ปรามาจารย์หนังตลกไทย’


 

            บรรดาคนรุ่นใหม่ยุคปี 2000 อาจไม่อินกับหนังไทยอย่าง ‘ฟ้าทะลายโจร’ หรือรู้สึกแปลกๆปนเพี้ยนกับบทฮาของ ‘หัวใจทรนง’  เป็นผลให้หนังสองเรื่องดังกล่าวดับสนิทในเรื่องรายได้ของการฉายในประเทศ  แต่หนังทั้งสองกลับเจิดจ้าบนเวทีเทศกาลหนังระดับนานาชาติไป

          ส่วนคนวัยสามสิบอัพขึ้นไปคงจะทันยุคแค่เพียงหนังอย่าง วัยอลวน, เสาร์ห้า, ทอง, บ้านทรายทอง เท่านั้น  หรือถ้าเป็นหนังเก่าขึ้นไปสักหน่อยจะเป็นหนังดังระดับตำนาน เช่น มนต์รักลูกทุ่ง, เงินเงินเงิน, โรงแรมนรก  ที่มักนำกลับมาฉายโชว์อยู่เป็นระยะ

            ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนเข้าโรงหนังส่วนใหญ่ทุกวันนี้คือ กลุ่มวัยรุ่น และวัยเริ่มทำงาน จึงไม่ได้ให้ความสนใจหนังสไตล์เก่าย้อนยุคแบบไปไกลชนิดยังไม่เกิด   ผิดจากหนังโหยหาอดีต ที่คนเหล่านี้พอจะทันอย่าง ‘แฟนฉัน’ และล่าสุด ‘ทวารยังหวานอยู่’  ทำให้ผลลัพธ์ทางด้านรายได้ต่างกันอย่างลิบลับ

            เมื่อค่ำวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ณ โรงภาพยนตร์อีจีวี เมโทรโพลิส ในงานเทศกาลภาพยนตร์โลก แห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 2   ได้นำหนังของ ‘ปรามาจารย์หนังตลกไทย’ ดอกดิน  กัญญามาลย์ เจ้าของคำพูด “ล้านแล้วจ้า...” เรื่อง ‘ไอ้ทุย’ นำมาฉายในก๊อปปี้ปรับปรุงใหม่ทำให้คุณภาพด้านภาพแจ่มชัดไร้เส้นสายฝนตกใดๆ    หนังเรียกเสียงฮาได้ตลอดและยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศเก่าๆ  เพราะคนในโรงส่วนใหญ่จะเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญเสียมากกว่า  ในเอกสารของงานแจ้งว่ามีที่ว่างเพียง 200 ที่นั่ง  เพราะส่วนใหญ่เป็นแขกรับเชิญเนื่องจากก่อนหนังฉายมีการเสวนาและมอบรางวัลแก่ผู้กำกับวัย 80 ปีผู้นี้   โรงหนังที่ผู้เขียนเข้าชมพบว่าด้านแถวหน้าๆยังว่างอีกเพียบ    และถ้าลองนึกเล่นๆรวมอายุของคนในโรงวันนั้นก็คงต้องตกใจในตัวเลขเป็นแน่แท้

            การได้มาชม ‘ไอ้ทุย’ ครั้งนี้ทำให้ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ เหมือนการย้อนยุคไปไกล  ดังนั้นมุขที่เคยฮาในความเชยของหนัง ‘หัวใจทรนง’  พอมาเจอกับต้นตำหรับหนังไทยตลกยุคปี พ.ศ. 2514 เรื่องนี้คงต้องยอมซูฮกให้กับให้กับผู้กำกับตัวดำๆคนนี้  ‘ไอ้ทุย’มีเรื่องย่อตามเอกสารว่าเป็นเรื่องของ

“ คุณเพรียว (เพชรา  เชาวราษฎร์) ได้รับมรดกจากอดีตคนรักเก่าของแม่ ด้วยความมีจิตใจอารีเธอยินยอมให้ชาวบ้านอาศัยที่ดินทำมาหากินโดยไม่เก็บค่าเช่า   วันหนึ่งชาวบ้านได้ข่าวว่า คุณเพรียวที่พวกตนไม่เคยเห็นหน้าจะมาเยี่ยมหมู่บ้าน จึงจัดงานต้อนรับ   แต่ทว่าระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับมีพวกคนร้ายบุกเข้าในหมู่บ้านเพื่อลักพาตัวคุณเพรียว  ชาวบ้านจึงต่อสู้เพื่อคุ้มครองคุณเพรียว  โดยมี ทุย(สมบัติ  เมทะนี)ลูกชายกำนันเป็นผู้นำ  แต่คุณเพรียวต้องกลับไปกรุงเทพฯและเผชิญปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ”

ความโดดเด่นของ ไอ้ทุย คือ ความเป็นไทยในขนบธรรมเนียมแสนซื่อสุดเชย ที่เราท่านเคยได้ยินกันมาเนิ่นนาน ว่าหนังไทยต้องประกอบไปด้วย ดาราดัง เพลงไพเราะ บทบาทเด่นชัดเจน  ตามลำดับ

อย่างแรก ดาราดัง มีนางเอกระดับตำนาน เพชรา  เชาวราษฎร์ กับพระเอกตลอดกาลที่แสดงหนังมากที่สุดในโลก สมบัติ  เมทะนี   แต่การที่ได้ดูหนังย้อนยุคกว่าสามสิบปีเรื่องนี้ทำให้พอเห็นฉากของดาราดังที่คุ้นหน้าตาซึ่งปัจจุบันยังคงมีผลงานอยู่บ้าง โผล่หน้าค่าตาออกมา  จะได้ยินเสียงกระซิบกระซาบในโรงอยู่เรื่อยๆ ว่านั่นไง ชุมพร  เทพพิทักษ์ พ่อของศรราม  หรือนี่ไง อรสา อิสรางกูร ตัวขาวๆ (คู่กับดอกดิน ตัวดำๆ...ไง)

หรือบรรยากาศทิวทัศน์ของบ้านเมืองเก่าๆ เช่นมีฉากนางเอกไปวิ่งออกกำลังกายที่สะพานพุทธ (ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งยังใหม่เอี่ยมทีเดียว  เสียดายที่หนังไม่ได้ฉายในมุมรอบๆ แต่ก็พอเห็นเค้าว่าสมัยก่อนมีลักษณะค่อนข้างโล่งเป็นพื้นที่ท้องทุ่งว่างๆ

สำหรับเพลงไพเราะนั้นได้ ชินกร  ไกลลาศ สมัยยังหนุ่มหล่อมาโห่...เอื้อนเอ่ย ยาวๆด้วยลูกคอหลายชั้นอีก  รวมทั้งได้ราชาเสียงแคนอย่าง สมัย  อ่อนวงษ์ มาร้องเพลงดัง ‘บ่เป็นยั่งดอก’ด้วย   ส่วนฝ่ายหญิงก็ไม่ยอมน้อยหน้ากับต้นตำหรับเพลงพื้นบ้านของ ขวัญจิตร  ศรีประจัน มาขับขานตามสไตล์ถนัดเช่นกัน   แถมได้นักร้องต่างชาติ Jimmy  Linchang มาร่วมร้องร่วมแสดงด้วย

ส่วนบทบาทตัวละครที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหนังไทยนั่น มีอยู่ทุกรูปแบบ เช่น การเป็นคนดีก็ดีสุดๆอย่าง นางเอกเพชรา ผู้แสนดี ก็ยอมรับการถูกกลั่นแกล้งถูกกระทำทุกอย่างไม่มีการโต้ตอบ เป็นนางเอกผู้น่าสงสาร

หรือเป็นผู้ร้ายสุดขีด อย่างบทนางร้าย ซึ่งเคยติดคุกมาแล้ว พอพ้นโทษมาก็ละโมบ พยายามโกงทรัพย์สมบัติของนางเอกทุกวิถีทาง

หรือเป็นดาวยั่ว ก็ไม่ทิ้งฉากที่ต้องคอยยั่วยวนต่อหน้าพระเอกจนถึงขั้นถอดผ้าถอดผ่อนเมื่อสบโอกาส

หรือเป็นบทดาวตลก ของผู้กำกับ ดอกดิน ก็ปล่อยมุขไม่ยั้งทุกครั้งที่เอ่ยวาจามักมีมุขแบบติดปลายนวมมาเสมอ  พร้อมด้วยบทฮาของ ประจวบ  ฤกษ์ยามดี ผู้รับบทกำนันบ้านนอกผู้ใจดี

หรือบทบาทอย่างที่เราคุ้นเคย เช่น นางเอกเป็นดอกฟ้า ส่วนพระเอกเปรียบเป็นหมาวัด แต่ท้ายที่สุดกลับมีเซอร์ไพรซ์ พระเอกเป็นผู้มีระดับความรู้มีการศึกษาสูงมาเหมือนกัน

ฉากเด็ดที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม คือ นางเอกเพชราในชุดกระโปรงยาวสุดหรูสีแดงเพลิงเดินอยู่ริมท้องนา  โดยมีควายเข้าฉากอยู่ด้วยซึ่งเป็นช่วงการร้องเพลงคู่  แล้วพระเอกสมบัติ ก็ออกมาในเสื้อสีเขียวสดแสนแสบตา  ช่วยเรียกเสียงฮาตอนท้ายเรื่องได้ดี

การที่ได้กลับมาดูรากเหง้าต้นแบบของหนังไทยเก่าแก่เหล่านี้  ถึงแม้จะไม่ค่อยได้รับความสนใจในกว้างนัก   แต่ก็พอช่วยให้เห็นเค้าโครงวิถีชีวิตและบุคลิกของคนไทยว่า ชอบดูหนังตลกสนุกสนานชวนฮา มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว (สังเกตุได้จากคำอมตะ ‘ล้านแล้วจ้า’ เรื่อยมาของผู้กำกับ)    เพราะภายในสิบกว่าปีที่ผ่านมา หนังไทยที่ทำเงินยังคงเป็นหนังตลกเสียส่วนใหญ่ เช่น ซึมน้อยหน่อยฯ, ฉลุย, บุญชูภาคต่างๆ, สตรีเหล็ก และผีหัวขาด  ก็ยังโกยเงินกันอยู่เป็นระยะมากกว่าหนังประเภทอื่นๆ

บ่อยครั้งที่ภาพพจน์เก่าๆเดิมๆ จะยังคงอยู่จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไป เช่น พอพูดถึงหนังอินเดีย ทำให้นึกถึงการร้องรำทำเพลงมีระบำเต้นสวยงาม, หนังฮ่องกง พูดถึงแก๊งเจ้าพ่อและวงการพนัน , หนังจีน คิดถึงหนังกำลังภายในมีการแก้แค้นกัน  และหนังญี่ปุ่น นึกเห็นภาพซามูไรไล่ฟันดาบเสมอ      แต่พอนึกถึงหนังไทย ชักไม่คอยแน่ใจว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอะไร ตรงไหนกันแน่? (ใช่ตลกรึเปล่า?)

เพราะล่าสุดผมได้ข้อมูลจากเพื่อนรุ่นน้องที่ไปอยู่เมืองจีนได้ระยะหนึ่ง  เขาบอกว่า วัยรุ่นจีนรู้จักเมืองไทยจากหนังอย่าง นางนาก, บางระจัน, สุริโยทัย, ขุนศึก  แม้จะมีหนังสมัยใหม่ สตรีเหล็ก และองค์บาก ปนอยู่บ้างก็ตาม

แต่ก็ยังมีคำถามเดิมๆ แบบว่า  “ บ้านยู ยังขี่ช้างไปโรงเรียนอยู่หรือ?  มัวแต่ขี่ช้างแล้วจะไปไหนมาไหน ทันคนอื่นเขาไหมเนี๊ย ” ...เฮ่อ...(ฟังแล้วกลุ้ม)

 

หมายเหตุ  บทความนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปลายปี 2547  แต่ไร้เวทีใดสนใจครับ

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net