วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องของน้องหอย กับตำนานในแบบหอยๆ(อย่าคิดลึก)


เรื่องของน้องหอย  กับตำนานในแบบหอยๆ(อย่าคิดลึก)

                  กาลครั้งหนึ่ง(เมื่อเลยผ่านนานมาแล้ว)ผมเคยเดินทางไปเก็บข้อมูลงานวิจัยที่วัดหนองหอย  48 บ้านหนองหอย ถนนสงขลา-ระโนด หมู่ที่ 3 ตำบลวัดขนุน อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา  มีเพื่อนท่านหนึ่งที่เรียนอยู่ที่เดียวกันครับขอเดินทางติดสอยห้อยตามไปเที่ยวด้วย   ก็ดีครับถือว่าไปเปิดหูเปิดตากันเสียบ้างก็ดี  ครั้งเดินทางมาถึงสถานที่(วัดหนองหอย)แล้วช่วยกันเก็บข้อมูลงานวิจัยจนแล้วเสร็จก็สังเกตครับว่า  หน้าวัดนี้มีรูปหอยขนาดมหึมา(ขอความกรุณาอย่าคิดลึก)อยู่ตรงบริเวณทางเข้าวัด(หน้าซุ้มประตู)  ไม่แปลกครับที่ทำไมวันนี้จึงมีชื่อว่าวัดหนองหอย  ชาวบ้านหลายคนเคยเล่าให้ฟังเอาไว้ว่าน่าจะมีมูลเหตุมาจากแต่เดิมในบริเวณดังกล่าวนี้เคยเป็นที่ลุ่มน้ำมาก่อน มีหอยนานาพันธุ์เยอะมากชาวบ้านคงเรียกเอามาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้างกระมัง? เอ้า......ก.ว.ก.ป.(ก็ว่ากันไป)  พูดถึงเรื่องหอยกันต่อครับ หลังจากไปจัดการเรื่องงานเสร็จแล้วนี่ตกกลางคืนผมกับเพื่อนก็ไปงานแต่งงานของรุ่นพี่ท่านหนึ่งครับที่โรงแรมใจกลางเมืองหาดใหญ่(ลีการ์เด้นพลาซ่า)  เพื่อนชาวต่างชาติของผมท่านหนึ่ง(ขอย้ำว่าพูดภาษาไทยได้เกือบดีมากๆ)สนอกสนใจในน้องคนหนึ่ง  แต่ไม่ใช่คนครับเพราะเธอคือน้องหอย(สังข์)ว่าทำไมเวลาคนไทยแต่งงานต้องใช้หอยสังข์มาทำพิธีรดน้ำ?  ใช้หอยอย่างอื่นไม่ได้หรือ?   เอ่อ.......เอาอย่างนี้ดีกว่าครับขยับเข้ามาสิ ผมจะเล่าถึงตำนานของน้องหอย(สังข์)ให้เพื่อนๆฟังกัน   กล่าวกันว่าในอินเดียประเทศเมื่อครั้งสมัย “มัสยาวตาร” หรือเมื่อครั้งนารายณ์อวตารปางที่ 1 (จากทั้งหมด 10 ปาง)ชื่อว่า “ปางมัสยาวตาร”  พระพรหมได้ทำหน้าที่เป็นพระผู้สร้างโลกจนใกล้จะแล้วเสร็จ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าพระองค์จึงทรงเผลอหลับไปเพียงชั่วขณะทำ ให้พระเขฬาและมนตราไหลออกมาจากพระโอษ  ขณะเดียวกันนั้นเองเป็นเวลาที่ “หัยครีพอสูร” หรือ “สังข์อสูร” ได้กระโจนขึ้นมาจากที่ซ่อนตัวและอมมนตราต่างๆของพระพรหมเอาไว้จนหมดสิ้นและหนีลงไปยังก้นทะเลลึก  มันจะเป็นเรื่องแย่มากๆถ้าหากอำนาจวิเศษตกไปอยู่ในเงื้อมือของคนชั่วช้าปากว่าตาขยิบ ได้ 1 จะเอา 2 ได้ 2 จะเอาหนูลิเดีย  เฮ้ย!!!!.............ขออภัยผมพิมพ์ผิด(ฮา)  เมื่อคนชั่วหน้าด้าน(มากๆ)ได้อำนาจทางมนตราแล้วมันก็ทำการหอบหิ้วทรัพย์นั้นออกนอกประเทศไปอยู่ยังดินแดนอันไกลห่าง ณ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งผู้คนในเมืองนั้นอาจได้เจอกับอำนาจความชั่วช้าของ “มัน” ในไม่ช้า  ใช่สิครับ  อำนาจที่ “หัยครีพ” ผู้ชั่วช้าได้ไปนั้นทำให้ผู้คนในบริเวณที่ “มัน” ไปซ่อนตัวอยู่เริ่มพบเข้ากับความวิบัติ  อาทิ  เกิดมหาคลื่นกลืนมวลมนุษยชาติ  ปลาตายเต็มท้องน้ำ  และที่สำคัญ..................เรือใบ(ลำสีฟ้า)ที่มีกัปตันเรือเป็นคนหัวเถิกมากเมียชื่อ “สเวนสัน” อาจจะจมลงสู่มหาวิบัติในเร็ววันเหมือนทายทานิก(ฮา)   แต่.........ก็ดูเหมือนว่า “สวรรค์ที่อยู่เบื้องบน” จะยังมีเมตตาปราณีที่ส่งพระนารายณ์ลงมาช่วยปราบอสูรร้ายลงได้ ณ บริเวณก้นทะเล  อสูรร้านสู้ฤทธิ์พระนารายณ์ไม่ได้แต่กระนั้น “มัน” ก็พยายาม “อมทุกบาททุกสตางค์”  โอ้.........ขอโทษทีผมพิมพ์ผิดอีกแล้วครับ ต้องพิมพ์ว่า “มัน” ก็พยายาม “อมมนตรา” มิให้พระนารายณ์แย่งชิงไปได้  แต่พระนารายณ์ท่านก็ยังคงเป็นผู้ทรงฤทธิ์อยู่วันยังค่ำเสกให้อสูรกลายกลับเป็นเพียงแค่ “หอยสังข์”  แต่........น้องหอยสังข์ตนดังกล่าวยังไม่ยอมแพ้ครับ มันใช้อิทธิฤทธิ์ 1500 ล้านเพาเวอร์ตีนถีบนำเข้าจากเมดอินอียู(ฮา)  “มัน”พยายามสู้ทุกวิถีทาง “มัน” พยายามปิดปากหอยให้มิด(ที่สุด)เพื่อมิให้ถูกอายัดทรัพย์(มนตรา)ไปได้  องค์พระนารายณ์ท่านจึงใช้เพียงฝ่ามือหนึ่งบีบและแงะปากหอยให้กว้างออก(สังเกตว่าหอยสังข์จะมีลักษณะคือมีปากที่กว้างออกไป)  จากนั้นพระนารายณ์จึงใช้มืออีกข้างหนึ่งล้วงเข้าไป “ยึดทรัพย์”(มนตรา)ออกมาได้อย่างสะบักสะบอม ด้วยเหตุนี้เองจึงเชื่อกันว่าหอยสังข์เป็นหอยศักดิ์สิทธิ์สืบเนื่องด้วยเคยต้องมือของพระเป็นเจ้ามาก่อน  คนไทยล้วนนิยมใช้หอยสังข์ในพิธีรดน้ำสังข์กันมาอย่างยาวนานจวบจนยุคปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่

 

 

 

10/9/2550(เวลา  :  22.28 น.)

 

ที่มาขอข้อมูล    http://www.siamsouth.com/board2006/index.php?board=5.0

โดย samara17

 

กลับไปที่ www.oknation.net