วันที่ อังคาร กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภารกิจยื้อชีวิตแม่(9)


9 ก.ย. 2550

ภารกิจที่ล้มเหลว

 

หลังจากเคลียร์งานที่ กทม.จนเสร็จสิ้น  7 ก.ย. 2550 ผมรีบเดินทางกลับบ้านเพื่อไปดูแม่  บอกไม่ถูกว่าทำไมช่างเป็นความรู้สึกของการกลับบ้านที่เดียวดายชอบกล

หลายความคิดทะลักทะลายเข้ามาในสมองขณะที่ขับรถ  สลับกับการพยายามเรียกสติกลับคืนมาทุกๆครั้งที่รู้สึกตัว  เพราะการขับรถแล้วคิดอะไรมากมายเช่นนั้นมีอันตรายที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน

ตอนเที่ยงสายเรียกเข้าโชว์ชื่อพี่สาว  ถามว่าผมเคลียร์งานเสร็จหมดหรือยัง  ผมตอบว่ากำลังเดินทางกลับ เมื่อถามถึงอาการของแม่  ยังคงไม่ยอมกินอะไรเช่นเดิม  แม้กระทั่งน้ำ  เมื่อสัก 2 วันก่อน  แม่เริ่มทักทายญาติหลายคนไม่ว่าจะเป็นพ่อที่เสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน  ลุงที่เสียชีวิตไปนานแล้ว  แม้กระทั่งคนที่เคยมาทำงานที่บ้านพี่สาวที่เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน  และพี่สาวไม่เคยบอกแม่ว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว  แม่ก็ทักทายว่าพวกเขามาเยี่ยม

การทักทายของแม่นั้นอยู่ในสภาพที่ไม่ได้เกิดขึ้นขณะหลับแล้วฝัน  แต่เป็นการทักทายในสภาพของการตื่นอยู่  ไม่ว่าเหตุผลของการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะคืออะไร  แต่มันทำให้ผมยิ่งหดหู่ไปกว่าเดิม

ผมตรงดิ่งไปโรงพยาบาลทันที  โผล่เข้าไปในห้องถามว่าจำได้มั้ยว่าใคร.. “ลูกแม่”  ฝีปากที่เผยอพูดแทบจะไร้เสียงออกมา

แม่ดูซูบมากกว่าเมื่อตอนที่ผมกลับไป กทม.อย่างเห็นได้ชัด  และดูอิดโรยอย่างมาก

“ตาย...จะตาย...”เสียงแหบแห้งของแม่พูดออกมา  มือไขว้คว้าหาผม  ผมก้มลงไปกอดแม่ไว้  แม่กอดผมไว้เช่นกัน

“ไม่ตายหรอก ไม่ตาย  แม่นอนพักเอาแรงเถอะ  อย่าพูดเลยเหนื่อยเปล่าๆ”

เราต่างกอดกันอยู่นาน  แม่คงอ่อนแรงมากเพราะท่อนแขนที่โอบอยู่บนแผ่นหลังของผมนั้นมันสั่นเทาจนรู้สึกได้ถึงความพยายามในการออกแรงอย่างมาก

ผมบอกแม่ว่า “ไม่ต้องห่วงผม  ไม่ต้องห่วงบ้าน  ผมจะช่วยดูแลให้  ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น  นอนหลับให้สบาย  นอนเอาแรงเถอะนะ...”  แม่พยักหน้าตอบรับก่อนค่อยๆคลายมือออกจากผม

...................

สายวันที่ 8 ก.ย. 2550 ผมไปที่โรงพยาบาลตามเวลาปกติ  แม่ยังคงดูอิดโรย  แต่ก็พยายามจะพูด  ฟังไม่ออกว่าแม่พยายามจะพูดอะไร  เพราะแต่ละคำนั้นแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา  หรือมีก็เพียงเสียงที่ฟังไม่รู้เรื่องว่าหมายถึงอะไร  ผมได้แต่พยายามบอกให้แม่นอนพักเฉยๆ

ช่วงเย็นผมกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง หลังจากช่วงบ่ายกลับไปนั่งทำงานที่บ้าน  แม่หลับอยู่ตอนที่ผมไปถึง  ดูเหมือนว่าเป็นความอิดโรยสุดๆที่ทำให้แม่หลับสงบนิ่งจนพยาบาลมาวัดความดันเรียกก็ไม่ตื่น  ผมเลยบอกให้วัดโดยไม่ต้องปลุก  เพราะคงเหนื่อยมากถึงหลับลึก

....................

คืนนั้นผมหลับไปด้วยหัวสมองที่ว้าวุ่น และฝันอะไรมากมายที่จับเนื้อหาใจความใดๆไม่ได้  มารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง  สะดุ้งตื่นขึ้นมารับสาย  ฟ้ายังมืดอยู่  เหลือบดูนาฬิกาเกือบหกโมงเช้า  นาทีนั้นรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา  แทบจะเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

เสียงพี่สาวกรอกตามสายมาว่ารีบไปโรงพยาบาลกันเถอะ  ผมตอบรับแล้วกดสายทิ้งก่อนที่จะคว้ากุญแจรถกุญแจบ้าน  ใส่เสื้อผ้าลวกๆแล้วรีบออกไป

....................

ผมถึงโรงพยาบาลหกโมงเช้า  ตลอดเส้นทางพระกำลังบิณฑบาตร  นานมากแล้วที่แม่ไม่มีโอกาสได้ใส่บาตร  ผมจำได้ว่าตั้งแต่เล็ก  แม่สอนให้ผมใส่บาตร  แม่ชอบทำบุญ  แม้กระทั่งตลอดเดือนเศษที่ผ่านมาพวกเราก็จะบอกแม่ว่ากินอาหารเยอะๆจะได้มีแรง  เพราะใกล้เทศกาลกินเจแล้ว  จะได้ออกไปกินเจ

ผมกดลิฟท์ซ้ำๆ  วันนี้ลิฟท์ช้ามาก..ก็คงด้วยความร้อนลนในใจที่กำลังประดังกันดันขึ้นมาจนผมรู้สึกคล้ายจะเป็นลม

ผลักประตูห้องเข้าไปภาพที่ผมเห็นตรงหน้า  แม่นอนราบในชุดกินเจสีขาวที่แม่ชอบ  เสื้อสีขาวบริสุทธิ์ลายลูกไม้  และกางเกงที่หลวมจนเห็นได้ชัดว่าแม่ผ่ายผอมลงไปแค่ไหน  หน้ากากออกซิเจนครอบอยู่บนใบหน้า  ด้วยจังหวะของลมหายใจที่รวยริน  กล้วยไม้ช่อใหญ่ที่พี่เขยตัดจากต้นมาใส่แจกันไว้ให้แม่  ถูกน้าสะใภ้นำมาใส่ไว้ในมือแทน

เหมือนเป็นเหน็บชาที่ขาอย่างรุนแรงและฉับพลัน  ผมแทบจะก้าวเดินไม่ออก  เสมือนมีก้อนอะไรใหญ่ๆดันขึ้นมาจุกที่คอ

“เป็นยังไง”  ผมถามพี่เลี้ยงและน้าสะใภ้ที่เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน

“ตั้งแต่เย็นวานที่พี่มาเจอคุณยายหลับ  ก็นอนอยู่ท่านี้มาตลอดโดนไม่ได้ตื่นทั้งคืน  พยาบาลมาวัดความดันตอนดึกแล้วพบว่าเริ่มจะลดลง  และหลังตีสองเป็นต้นมายิ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง  จนอ่อนมากแล้ว”  พี่เลี้ยงตอบ

น้าสะใภ้บอกให้ผมไปขอขมาแม่  ผมเดินไปกราบแทบเท้ากลืนน้ำลายแรงๆหลายที  เพราะไม่อยากให้น้ำตาต้องไหลเปียกเท้าแม่  ได้แต่บอกว่าไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น

ชั่วครู่พี่สาวก็มาถึง  ตามมาด้วยพี่สะใภ้และป้า  ป้ามองหน้าน้องสาวของเขาด้วยน้ำตาที่ค่อยๆเอ่อท่วมหน้า  เหมือนเวลาแต่ละนาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ผมอยากให้เวลาหยุดอยู่ตรงนั้น  แต่สิ่งที่แทบจะหยุดก่อนเวลาคือลมหายของผมที่มองอาการหายใจเข้าออกของแม่จนแทบลืมหายใจ

6.43 น. ลมหายใจที่แผ่วลงเรื่อยๆก็มีอาการสะดุดแล้วหยุดนิ่งไป...

... “คุณยายไปแล้ว”  พี่เลี้ยงบอกทุกคน

ความเงียบสนิทปกคลุมทั้งห้อง  ไม่มีน้ำตาสักหยดที่จะไหล  แต่เหมือนหูอื้อ  ตาพร่า  และมีก้อนที่โตกว่าเดิมจุกขึ้นมาที่ลำคอ  นาทีนั้นแม้แต่น้ำลายก็กลืนได้ยากเต็มทน

แต่ที่กลืนไม่ลงเลยตอนนั้นก็คือ..ความรู้สึกสูญเสียที่กำลังเอ่อนองท่วมหัวใจ

แล้วทุกคนก็พูดได้เพียง “ไปดี  ไม่ต้องห่วงอะไร  หลับให้สบาย”

ผมรู้ดีว่าสัจธรรมของชีวิตคืออะไร  แต่ความคลางแคลงใจก็ปริ่มล้นความรู้สึก  ผมเดินไปกุมมือแม่บีบเบาๆ  ได้แต่มองหน้าแม่  อยากมองให้นานแสนนานเพื่อบันทึกทุกรายละเอียดลงในความทรงจำ

อดไม่ได้ที่จะเอื้อมนิ้วไปกดชีพจร  มือซ้ายก็นิ่ง  กดที่มือขวาก็นิ่ง  ผมเข้าใจสัจธรรมของชีวิตดี  แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปกดชีพจรที่คอเพื่อยืนยัน  แล้วท้ายที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอานิ้วไปรอที่จมูก

ไร้ชีพจร  ไร้ลมหายใจ...

นับจากวันที่ 9 ส.ค.  ที่หมอบอกกับผมว่า  แม่จะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน จนถึงวันนี้เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง  ภารกิจยื้อชีวิตแม่ครั้งนี้ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

แม้ว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไปแม่จะไม่มีชีพจร  แม่จะไม่มีลมหายใจ  แม่จะไม่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนใดๆอีกแล้ว  แต่สำหรับผม..คนที่ยังอยู่  ผมจะไม่มีวันที่ลืมภาพดีๆของวันเวลาที่แม่ยังมีชีพจร  ยังมีลมหายใจ

..ถึงผมจะมีโอกาสมอบพวงมาลัยให้แม่เพียงวันแม่เดียว  แต่ทุกๆวันของผมคือวันแม่..ตลอดไป..

ขอให้แม่ไปสู่สุขคติ...ผมรักแม่ครับ...

โดย khunrin

 

กลับไปที่ www.oknation.net