วันที่ อังคาร กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฤา ที่พักพิงแห่งวิญญาณพลัดหลง(บทต้น)


ฤา ที่พักพิงแห่งวิญญาณพลัดหลง

บทนำ

“ทางแยกแห่งชีวิตไม่สามารถย้อนกลับ แต่ต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ละเลยเพียงน้อยนิด เส้นทางที่ทอดยาวต่างกันสิ้นเชิง…

น่าแปลก… ที่เส้นทางแสนวกวนแห่งเส้นด้ายของชีวิตกลับพบว่า

อยู่ระหว่างจุดเพียงสองจุดเท่านั้น... กำเนิดและตายดับ…

หากโลกแห่งวิญญาณมีจริงตามความเชื่อของหลายๆคนแล้ว…

โลกใบนี้ ฤา แค่ที่พักพิงแห่งวิญญาณพลัดหลง

เพียงแค่นั้นเองหรือ…”

หนึ่งร้อยปีแห่งความเหงา

บทต้น เลียบเลาะทิวเขาเพชรบูรณ์

ปลายเดือนกรกฎาคม

บ่ายวันที่ 2 ของการเดินทาง...

หลังได้ยินคำตอบจากป้าขายก๋วยเตี๋ยว ผมกับเขาเหลียวมองกันด้วยสีหน้ายากจะบรรยาย มันเป็นคำตอบจากคำถามที่ว่า เหลือชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้านดินเท่าไร ?

“4 หรือ 5 ครอบครัว, ป้าเองก็ไม่แน่ใจนัก” นี่คือคำตอบที่เราไม่คาดคิดเพราะมาคราวก่อนยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่ราว 20 ครอบครัว...

เกิดอะไรขึ้น ? คงไม่อาจหาคำตอบได้จากที่ไหนนอกจากเข้าไปถามไถ่กับผู้ที่ยังคงเหลืออยู่ หลังท้องอิ่มด้วยก๋วยเตี๋ยว เราก็บ่ายหน้าสู่หมู่บ้านดินในทันที...

เช้าวันแรกของการเดินทาง...

ผมออกเดินทางไปรับเพื่อนคนหนึ่งที่อำเภอหล่มเก่า จุดหมายของการเดินทางครั้งนี้คือหมู่บ้านดินแห่งบ้านเทพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ หลังจากไม่ได้กลับเข้าไปอีกเลยนับตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น วันหยุดหลายวันติดกันอย่างนี้ผมจึงถือโอกาสชวนเขากลับไปเยือนอีกหนหนึ่ง

ผมขับมอเตอร์ไซด์ด้วยความคุ้นชินผ่านทางสายนี้นับครั้งไม่ถ้วน (เป็นถนนคดเคี้ยวไปมาบนส่วนหนึ่งของทิวเขาเพชรบูรณ์) หลายปีที่ใช้เส้นทางนี้จึงทำให้ผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่บริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นผืนป่าต้นน้ำแห่งหนึ่งของประเทศ แต่ทำไมปริมาณป่าไม้กลับลดลงอย่างต่อเนื่องจากการหักร้างถางพงเพื่อเป็นที่ทำกินของชาวบ้าน ผมไม่ได้กล่าวโทษชาวบ้านหรือส่วนราชการใดๆ

เพียงแต่ว่า เราแน่ใจแล้วใช่ไหมกับสิ่งที่เกิดขึ้นและยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆว่า เป็นหนทางที่ถูกต้อง หนทางที่เราเลือก เลือกให้พื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทำลาย...

ผมมาถึงบ้านเขาในตอนสายๆ ทักทายกับพ่อและแม่อย่างคนคุ้นเคย แต่เมื่อแม่รู้ว่าผมจะมาพรากตัวลูกชายเขาไปในช่วงวันหยุดยาวหลายวันอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือสีหน้าแสดงความผิดหวังของแม่

“ทำไมไม่ไปเข้าวัดกันเสียบ้าง ไปเที่ยวกันทำไม” แม่ถามอย่างวิงวอนให้เราเปลี่ยนใจ

ผมไม่มีคำตอบให้กับแม่...

ทั้งที่รู้สึกผิดแต่ผมก็โล่งใจขึ้นเมื่อเราออกเดินทาง

“แม่กูก็เป็นอย่างนี้แหละ มึงอย่าใส่ใจ”

เขาซึ่งรับหน้าที่เป็นพลขับในผลัดแรกหันมาบอกผม

“แม่คนไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น ยากจะทำใจเมื่อวันหยุดหลายวันอย่างนี้แทนที่จะได้อยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมกับกับลูกกับหลาน แต่ต้องมองตามด้วยความเป็นห่วงเมื่อสายเลือดออกเดินทางไกล” ผมคิด

การเดินทางครั้งนี้เปรียบเหมือนเลาะเลียบทิวเขาเพชรบูรณ์จากเหนือลงใต้ โดยเริ่มจากอำเภอหล่มเก่ามุ่งหน้าสู่อำเภอลำสนธิเพื่อวกกลับขึ้นเหนืออีกครั้งมุ่งสู่ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ไม่ต้องแปลกใจเพราะหมู่บ้านดินอันเป็นจุดหมายของเราอยู่ใกล้ๆกับอุทยานนั่นเอง

ระหว่างทางที่ผ่าน เราแวะชมศาลหลักเมืองนครบาลเพชรบูรณ์ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเมืองหลวงแห่งใหม่ในแผนการอย่างลับๆของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องด้วยเห็นว่า เขตจังหวัดเพชรบูรณ์น่าจะมีความปลอดภัยกว่ากรุงเทพมหานครหากฝ่ายตรงข้ามมุ่งโจมตี การเตรียมการสร้างนครบาลเป็นไปอย่างลับๆและดำเนินการจนใกล้เสร็จสมบูรณ์อยู่แล้ว จอมพล ป. จึงนำเรื่องเสนอเข้าสู่สภาเพื่อขอถามความเห็น แต่ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาลแพ้เสียงในการนำเสนอและยังถูกลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลจากความหมดเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ รัฐบาลในสมัยนั้นจึงต้องลาออก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ได้เหลือแค่เพียงร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า ครั้งหนึ่ง บริเวณแห่งนี้เกือบจะได้เป็นจุดศูนย์รวมของประเทศ 

เราจากมาด้วยคำถามที่ว่า ทำไมสังคมให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์กันน้อยเหลือเกิน หรือเราเรียนรู้จากอดีตไม่ได้เลยหรือ เราจะมุ่งไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวได้เช่นไรหากไม่นำบทเรียนจากประวัติศาสตร์มาช่วยในการตัดสินใจ

หากปราศจากรากแก้วคอยค้ำจุน...เพียงแค่รากแขนงจะช่วยอะไรได้เมื่อต้นไม้ใหญ่ต้องเผชิญกับพายุ

เราแวะพักกินข้าวราวบ่ายแก่ๆของวันในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยยังเดินทางได้ไม่ถึงครึ่งค่อนเสียด้วยซ้ำ ผมชักหวั่นใจเสียแล้วว่า คงต้องได้ขับรถตอนกลางคืนเป็นแน่เพราะตลอดผ่านมาของผม ไม่ว่าจะขับรถเที่ยวไกลแค่ไหน ผมก็ไม่เคยขับตอนกลางคืน เหตุผลง่ายๆคือ ผมไม่ชอบ...

ดูเหมือนว่าครั้งนี้คงจะหลีกเลี่ยงยากยิ่ง

ผลัดสองมีผมทำหน้าที่เป็นพลขับ อย่างเอื่อยๆในช่วงแรก ผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า ทั้งๆที่ห่างจากตัวอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ไม่ไกล(สังเกตจากหลักกิโลเมตร) แต่ความแร้งแค้นกลับมีให้เห็นตลอดรายทาง หากสิ่งที่มีสภาพคล้ายเพิงสังกะสีเก่าๆพอจะเรียกว่าเป็นบ้านได้ ก็อย่าได้ถือข้อความข้างต้นที่ผมกล่าวไว้เป็นความจริง

นี่คือสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศที่มักจะมีอะไรเป็นที่สุดออกมาอวดสายตาชาวโลกอยู่เสมอๆ...

ระหว่างทาง, ไร่มะขามหวานถูกปล่อยร้างเนื่องจากหมดยุคเฟื่องฟูเพราะราคาตกต่ำ ผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มทุน นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหม่อะไร แต่ดูเหมือนเรากำลังชาชินกับมันอย่างน่าตกใจ พอผลผลิตทางการเกษตรอย่างหนึ่งราคาตก เราก็ส่งเสริมพืชตัวใหม่ขึ้นมาเหมือนภาพฝันชวนเชื่อเพื่อชีวิตที่ดีกว่า นี่เราต้องเห็นภาพเช่นการโค่นไร่มะขามออกเพื่อเผาเป็นถ่านแล้วปลูกกล้ายางทดแทนเพื่อที่จะได้โค่นต้นยางลงอีก อย่างนั้นหรือ...

นี่เรากำลังทำอะไรกันแน่...?

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่เข้ามาแถบนี้คือข้าวโพด ทุ่งข้าวโพดกว้างสุดลูกหูลูกตาโดยมีทิวเขาเพชรบูรณ์เป็นฉากหลัง ดูสวยงามแต่ผม(แน่นอนคาดว่าเขาคงรู้สึกเช่นกัน)กลับไม่รู้สึกอิ่มเอมไปกับทิวทัศน์ที่เห็นแม้แต่น้อย หากคุณรู้ความจริงที่แฝงอยู่ในนั้น... มันจะเปลี่ยนความคิดคุณไปตลอดกาล

เมื่อตอนรู้จักกันใหม่ๆ ในการเดินทางครั้งหนึ่ง เขาเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเรื่องราว “รัฐกล้วย” หมายถึงประเทศที่ถูกกำหนดให้ปลูกกล้วยเป็นปริมาณมหาศาลเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบเทานั้น ฟังดูอาจตลกแต่ขำไม่ออก... หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มผู้มีอำนาจบางกลุ่มคิดว่า ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วในโลกนี้ที่จะหยุดยั้งความต้องการของพวกเขาได้ จึงทำข้อตกลงวางแผนระยะยาว แบ่งสันปันส่วนโลกออกเป็นชิ้นๆ พื้นที่นี้เพื่อความขัดแย้ง พื้นที่นี้เพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนความต้องการ เป็นต้น

พอจะมองภาพออกไหม...?

นั่นหมายถึง โลกที่เราอยู่กันทุกวันนี้ ถูกครอบงำให้ดำเนินไปตามความต้องการของคนบางกลุ่ม...

ฟังดูยิ่งกว่าภาพยนตร์เสียอีก... (ข้อความข้างต้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เงินจำนวนมหาศาลที่มาในรูปความช่วยเหลือสู่ประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนาแฝงด้วยข้อตกลงอย่างเช่น พวกคุณต้องรับพืชเศรษฐกิจเข้าไปปลูกและส่งผลผลิตกลับมาให้ข้าเพียงผู้เดียว

เราเริ่มรู้จักการปลูกพืชไร่เช่น ข้าวโพด, อ้อยและมันสำปะหลัง จากการส่งเสริมของใคร การปฏิวัติเขียวที่เกิดขึ้นพร้อมกับการค่อยๆล่มสลายของวิถีชุมชนแบบดั้งเดิมที่เคยอยู่อย่างพอเพียง...

 มันเกิดขึ้นเพื่อใคร ?

ไม่ปฏิเสธว่าความศิวิไลซ์นำพาความดีงามหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามา

แต่แน่ใจแล้วหรือว่าเรามากันถูกทาง...

เป็นเวลาพลบค่ำและฝนโปรย เราตัดสินใจว่าจะพักค้างคืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ  แต่ต้องหลงทางกันอยู่นานกับความไม่ชัดเจนในตำแหน่งของแผนที่ แต่ในที่สุดหลังใช้ความพยายามอยู่นานเราก็พบทางเข้า ระหว่างนั้นผมมีเรื่องให้สังหรณ์ใจบางอย่างซึ่งอาจจะไม่ค่อยดีนักคือ หากที่นี่เป็นเช่นอุทยานประวัติศาสตร์อื่นๆ ค่ำอย่างนี้น่าจะปิดทำการแล้ว อีกเรื่องคือ ระหว่างทางในเขตอำเภอวิเชียรบุรี ผมพบอะไรบางอย่าง มันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ผมเคยเห็นแต่ในสารคดี ไม่คิดว่าจะมาพบเจอในประเทศเรา อาจเพราะม่านมัวแห่งพลบค่ำจึงทำให้ผมมองผิดไปก็เป็นได้ คิดไว้เพียงว่า ในตอนกลับจะชะลอรถดูอีกครั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพปิดทำการและเปลี่ยวเปล่ากลางทุ่งนา เราจึงต้องมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติป่าหินงามตามเดิม ผมได้ขับรถในตอนกลางคืนอย่างไม่อาจเลี่ยง ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเริ่มเข้ามาเยือนพร้อมกับม่านรัตติกาล

เราไปถึงที่ทำการอุทยานเกือบเที่ยงคืน เดินหาที่กางเต๊นท์อยู่พักใหญ่เพราะนักท่องเที่ยวที่เต็มแน่นอันเนื่องมาจากวันหยุดยาวติดกัน เมื่อกางเต๊นท์เสร็จ เรามุดเข้าซุกหัวนอนและหลับแทบทันทีด้วยความเมื่อยเพลียจากการเดินทาง...

เช้าวันที่ 2 ของการเดินทาง...

เราเที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียวและป่าหินงามเสมือนอยากปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไป แววตาเขาบ่งบอกว่า ไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหนกับการมาเดินเที่ยวอย่างนี้  ผมอ่านได้อย่างนั้น ไม่แปลกที่อดีตนักกิจกรรมระดับแนวหน้าอย่างเขาจะรู้สึกว่า การเดินทางแต่ละครั้งของเขาจะต้องมีความหมายทั้งสิ้น เพื่อปวงชนและเพื่อสังคมที่ดีกว่าเท่านั้น การเดินทางเพื่อพักผ่อนเหมือนหาประโยชน์ไม่ได้  สู้ไม่เดินทางเสียยังดีกว่า

ผมไม่เคยเอ่ยถามเรื่องนี้กับเขาตรงๆ สันดานส่วนตัวของเราต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เราก็เรียนรู้ที่จะเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่ายอย่าง แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ประมาณนั้น

สีหน้าของเขาดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเมื่อเราเริ่มเดินทางสู่หมู่บ้านดิน พอเรามาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านซึ่งจากจุดนี้ไปจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบากพอสมควร ผมให้แปลกใจเมื่อเห็นบ้านดินหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ปากทางเข้า แถมยังเปิดเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสียด้วย เราตัดสินใจแวะหาอาหารใส่ท้องกันที่นั่น 

“ป้าเจ้าของร้านจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนในหมู่บ้าน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ผมคิด

“ลูกเขยของป้าเป็นคนที่เคยอยู่ในหมู่บ้านดินน่ะ” ป้าตอบเมื่อเขาถามในความสงสัยเดียวกันกับผม

ระหว่างรอ… “เหลือชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้านดินเท่าไรครับ ?” ผมเอ่ยถาม

“4 หรือ 5 ครอบครัว, ป้าเองก็ไม่แน่ใจนัก”

 นี่คือคำตอบที่เราไม่คาดคิด

เพราะมาคราวก่อนยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่ราว 20 ครอบครัว

เมื่อเรามาถึงเนินที่มองเห็นหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่บนเนินเบื้องหน้า เขาก็หยุดรถ...

ที่ตรงนี้เมื่อคราวนั้น ที่ตรงนี้เอง ที่ตรงนี้ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนโปรย ในตอนนั้นผมไม่เคยคาดคิดว่า เหตุการณ์ในคราวนั้นจะเป็นเสมือนแยกสู่ทางสายใหม่ที่ทำให้ผมไม่อาจมองโลกด้วยมุมมองเก่าๆได้อีกต่อไป...

ผมคงต้องเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ...

 

โดย ดุจดังฯคนจร

 

กลับไปที่ www.oknation.net