วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คดีซุกหุ้นภาคหนึ่ง มีใครบ้างที่ริเริ่มถอดถอน ๔ ตุลาการ


ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน ยังเป็น"สัจจะธรรม"
ทักษิณ หลุดคดี "ซุกหุ้น" คดีประวัติศาสตร์ของไทย

ลุ้นที่สุด : เมื่อต้องรอฟังคำตัดสินคดีซุกหุ้นของนายกฯ "หลุด" "ไม่หลุด"
จับตาข่าว 'ที่สุด' แห่งปี '44
(ผู้จัดการ 29 ธ.ค.44)

จากการเดินทางอันยาวนานกว่า 65 ปีของรัฐธรรมนูญ กว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จนถึงคดี 'ปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน' คดีประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งองค์กรอิสระได้แสดงอำนาจอย่างเต็มตัว และนับได้เป็นครั้งแรกที่ผู้นำประเทศต้องขึ้นศาลในฐานะ 'จำเลย'
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ก่อนการเลือกตั้ง 6 มกราคมจะเริ่มไม่กี่วัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีนายโอภาส อรุณินทร์ เป็นประธาน ตัดสินด้วยคะแนน 8 ต่อ 1 ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตามมาตรา 295 ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2544
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 14 เสียง ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ รับคำร้องของ ป.ป.ช.


จากนั้นกระบวนการพิจารณา สอบสวนก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยทางฝ่าย ป.ป.ช.ก็มีตัวแทนคือ นายกล้านรงค์ จันทิก เลขาธิการ ป.ป.ช. ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเปลี่ยนทนายมาหลายชุดเพื่อรับมือกับ ลีลาการซัก-ถาม ของ นายกล้านรงค์ ที่ถึงลูกถึงคน และชี้ตรงประเด็นเกี่ยวกับ เจตนาในการปกปิดทรัพย์สิน โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าว่าทรัพย์สินที่ได้มาสุจริตหรือไม่ ทั้งนี้ นายกล้านรงค์ได้กล่าวย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเป็น รมว.ต่างประเทศเมื่อปี 2537 ที่อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้วางมือจากธุรกิจและได้โอนหุ้นลอยไปให้กับภรรยาเป็นที่เรียบร้อย

แต่จากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. พบว่าระหว่างปี 2535 2536 และ 2539 พ.ต.ท.ทักษิณ มีการโอนหุ้นในหลายบริษัท ให้กับคนขับรถ แม่บ้านและคนเลี้ยงเด็กเพื่อเป็นการปกปิดอำพราง ซึ่งทางฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องตั้งกระบวนท่าเพื่อรับการรุกของ ป.ป.ช. จนถึงขั้นต้องเชิญนายประสิทธิ์ ดำรงชัย หนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการเสียงข้างน้อย ให้เข้าเป็นพยานและให้ปากคำต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่น่าจะจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน

กระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถูกแรงกดดันให้ต้องเข้าแถลงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวตามหลักของธุรกิจแล้วถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายนั้นก็เป็นเรื่องของ 'แบบฟอร์ม' การแจ้งทรัพย์สินที่ไม่ชัดเจน พร้อมกับการยกคำพูดที่ลือลั่นจนถึงบัดนี้นั่นก็คือ การกระทำของตนและภรรยานั้นน่าจะถือเป็น "ความบกพร่องที่สุจริต"

ระหว่างที่รอคำศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ก็มีกระแสกดดันต่างๆ มากมายถาโถมมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งธงเหลือง การออกมาสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณของผู้อาวุโสของสังคม การล่าชื่อนับแสนชื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญยื้อเรื่องนี้ออกไปเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับสถานการณ์และผลประโยชน์ของประเทศชาติ

นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวทั้งทางแจ้งและทางลับมากมาย ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเรียกคะแนนเห็นใจกับประชาชนไทยต่อไปด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ... แต่ ณ ช่วงนั้นคนไทยส่วนใหญ่ต่างไม่มีใครแน่ใจว่า วิบากกรรมคราวนี้นายกรัฐมนตรีของไทยจะรอดไปได้หรือไม่ จนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ก่อนการออกแถลงข่าวคำวินิจฉัยคดีอย่างเป็นทางการ นายกระมล ทองธรรมชาติ หนึ่งในคณะ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 15 คนได้เดินออกมาจากทางด้านหลังของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลตัดสิน นายกระมลได้โพล่งออกมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยคะแนนเสียงของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเฉียดฉิว 8 ต่อ 7 ซึ่งก็ตรงกับคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการที่นายประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญประกาศ ในเวลาต่อมา

โดยตุลาการผู้ที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน 8 คนนั้นประกอบด้วย นายกระมล ทองธรรมชาติ นายอนันต์ เกตุวงศ์ พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายจุมพล ณ สงขลา และนายสุจินดา ยงสุนทร

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อยทั้ง 7 คนที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณจงใจนั้นประกอบด้วย นายประเสริฐ นาสกุล นายอมร รักษาสัตย์ นายสุจิต บุญบงการ นายมงคล สระฏัน นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอุระ หวังอ้อมกลาง และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ

ณ วันนั้นเอง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หลุดจากบ่วงโซ่การ
ถอดถอนทางกฎหมาย และกลายเป็น 'เสือติดปีก' อย่างเต็มตัว แม้ในเวลาต่อมาจะมีเสียงครหาว่า การตัดสินครั้งนี้ทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจาก มีความไม่โปร่งใสหลายประการ เช่นคำตัดสินออกมาก่อนคำวินิจฉัย จนผู้พยายามจะถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องดังกล่าวก็พ้นตัว พ.ต.ท.ทักษิณไปเสียแล้ว

"ซุกหุ้น" เป็นคดีประวัติศาสตร์ แต่สำหรับผู้ริเริ่ม
ถอดถอน  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่เป็นประวัติศาสตร์ เพราะว่าคดียังอยู่ที่ศาล พวกเราโดนฟ้องกลับทั้งทางคดีแพ่งและอาญา วันหนึ่งความจริงจะต้องปรากฎต่อสังคม วันนี้สังคมกำลังได้มีโอกาสเห็นแสงเดือนแสงตะวันกันบ้างแล้ว คงไม่นานเกินรอ วันพระไม่ได้มีวันเดียว เรื่องจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย เราเป็นลูกหลานของพระมหาชนก คนดีพระคุ้มครอง

โดย จงเจริญ

 

กลับไปที่ www.oknation.net