วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การกระตุ้นทางปัญญา...


การกระตุ้นทางปัญญา

ความหมาย

การกระตุ้นทางปัญญา  (Intellectual  Stimulation : IS)  หมายถึง  การที่ครูมีการกระตุ้นนักเรียน  ให้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในบทเรียน  ทำให้ผู้เรียนมีความต้องการหาแนวทางใหม่ๆ มาแก้ปัญหา เพื่อหาข้อสรุปใหม่ที่ดีกว่าเดิม  เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่และสร้างสรรค์  โดยครูต้องสร้างกระบวนการคิดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  มีการตั้งสมมุติฐาน  การเปลี่ยนกรอบ (Reforming)  การมองปัญหา  และการเผชิญกับสถานการณ์เก่าๆ ด้วยวิถีทางใหม่แบบใหม่ๆ  มีการจูงใจและสนับสนุนความคิดริเริ่มใหม่ๆในการพิจารณาปัญหาและการหาคำตอบของปัญหา  มีการให้กำลังใจผู้เรียนให้พยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ๆ  (สรุปมาจาก:  http://siam.edu/su_doc/2550_bus11.doc)

แนวทางการกระตุ้นทางปัญญา

แนวทางการปฎิบัติของครูที่เป็นปัจจัยความสำเร็จ คือ ครูที่สามารถให้เกิดการกระตุ้นทางปัญญาได้ด้วยการ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน และร่วมตลอดกิจกรรม  การทำงานเป็นกลุ่ม และมีสื่ออุปกรณ์ที่เอื้ออำนวยพร้อมในการเรียนรู้ เป็นต้น (สรุปมาจาก: http://educationresearch.bizhat.com/BestPractice-leader.doc)

การกระตุ้นทางปัญญาอาจจำแนกเป็น 2 แนวทาง คือ

1. การกระตุ้นทางบวก  หมายถึงการใช้แรงจูงเชิงบวก ให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น เกิดภาวะหลั่งสารจากต่อมไร้ท่อ ให้มีความสุขกับการเรียน ดังที่ ประเวศ วะสี กล่าวว่า  ตามธรรมชาติร่างกายจะมีกลไกการหลั่งสารที่ให้ความสุขออกมาอยู่ตลอดเวลาสารสุขคือเอ็นโดฟิน (Endophins) เอ็นโดฟินส์จัดเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในจำนวนหลายชนิดที่สร้างมาจากเซลล์ประสาทเพื่อนำกระแสประสาทถ่ายทอดต่อ ๆ ไป  ดังนั้นพอสรุปแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถกระตุ้นเชิงบวกได้ 8 วิธี ดังนี้

1.1 การให้นักเรียนออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมการเรียนรู้ให้สนุกสนาน

1.2 การให้นักเรียนฝึกสมาธิ

1.3 การให้นักเรียนได้สัมผัส ธรรมชาติหรือจินตนาการกับ เอกภพ ท้องฟ้า ทะเล ป่าเขา เป็นต้น

1.4  การฝึกให้นักเรียนมีจิตใจเมตตา

1.5 การตั้งรางวัลเมื่องานสำเร็จ

1.6 การให้ได้ชมความงามตามธรรมชาติหรือศิลปะ

1.7 การให้ทำในงานที่ชอบ ถ้านักเรียนได้ทำงานที่ตนเองชอบจะมีความสุข ตั้งใจทำให้ประณีตกลายเป็นความงามหรือศิลปะที่มาพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น 

1.8 การทำงานเป็นกลุ่ม การที่คนหลายคนมาทำอะไร ๆ ร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทำให้มีความสำเร็จสูง และมีความสุขอย่างยิ่ง

            2. การกระตุ้นเชิงลบ เป็นการกระตุ้นทางปัญญาชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนได้ประสบมาจากชีวิตจริง เช่น คนกลุ่มหนึ่งแอบเล่นการพนันกัน เมื่อยินเสียงคนตะโกนบอกว่า “ตำรวจมา” ด้วยความกลัวถูกจับ บางคนกล้ากระโดดหน้าต่างหนีลงจากบ้านที่สูงสองชั้น หรือบางคนกระโดดข้ามกำแพงที่สูงเสมอศรีษะ สิ่งที่มากระตุ้นให้กระทำเกินความสามารถปกติ คือ ความกลัว อันความกลัวถูกใช้กระตุ้นผู้คนให้ทำงานจนบรรลุความสำเร็จมาแล้วมากมายซึ่งใช้กับกลุ่มที่ใช้แรงจูงใจเชิงบวกไม่ได้ผล ดังเช่นแม่ทัพสมัยโบราณหลายคนที่สั่งให้คนไปตายด้วยคำสั่งอันเฉียบขาดว่า “ใครถอยให้ตัดหัวทันที” ทั้งๆ ที่การเข้าสู่สนามรบเป็นตายเท่าๆ กัน ดังนั้นการกระตุ้นโดยใช้หลักความกลัว(นักเรียนบางกลุ่มที่ไม่สนใจแรงจูงใจเชิงบวก) ด้วยการกำหนดโทษอย่างเหมาะสมอาจช่วยให้ครูกระตุ้นทางปัญญาที่เหนือความความสามารถที่เขาแสดงออกมาตามปกติ   อีกกรณีหนึ่ง เมื่อมีไฟไหม้บ้านมีบางคนสามารถแบกโอ่งน้ำหนีไฟด้วยความตกใจ ซึ่งปกติคนทั่วไปไม่สามารถยกได้ จึงเป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งว่า เมื่อคนเราตกใจจะสามารถใช้พลังงานแฝงในตัวออกมาใช้ในยามคับขัน อีกทั้ง ความโกรธ เป็นกลเม็ดอย่างหนึ่งที่ผู้คนมักยั่วยุให้เกิดกับฝ่ายตรงกันข้ามเพื่อใช้งานผู้ที่กำลังโกรธอย่างได้ผล เพราะความโกรธมักขาดเหตุผลและการไตร่ตรอง ดังนั้นการเลือกใช้แรงกระตุ้นทางปัญญเชิงลบกับนักเรียนครูจะต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสีย หากผลเสียมากกว่าได้ ครูไม่ควรใช้

             ตัวอย่าง(1) การกระตุ้นด้วยความกลัว "พรุ่งนี้ใครไม่ทำการบ้านมา ครูตีข้อและ 1 ที" ครูสั่งพร้อมกับเอามือลูบไม้หวาย ขนาดเขื่อง แล้วตั้งไว้บนโต๊ะ (ครูอาจไม่ต้องตีนักเรียนก็ได้ เพราะนักเรียนอาจทำมาครบทุกคน)

             ตัวอย่าง(2) การกระตุ้นด้วยความตกใจ นักเรียนบางสว่นในห้องเรียนมีสมาธิสั้น ในการทำแบบฝึกนักเรียนเหล่านั้น มักจะหันไปเล่นด้วยกัน อาจทำให้นักเรียนอื่น รำคาญและเสียสมาธิ การที่ครูใช้ไม้เคาะโต๊ะให้มีเสียงดัง อาจเรียกสมาธิคืนได้ หรือเรียกสมาธิด้วยการสั่งปรบมือพร้อมกัน (12 12 12 123 เฮ) เป็นต้น หรือ ปรบมือแบบลูกเสือ (123 456 789 10 ) ฯลฯ

            ตัวอย่าง(3) การกระตุ้นด้วยความโกรธ ใช้ได้กับวัยรุ่น ครูควรพูดท้าทายความสามารถนักเรียนให้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วหาแนวร่วมจากนักเรียนโดยพูดกระตุ้นให้เพื่อนหัวเราะ (แต่ระวังการพูดดูถูกเหยียดหยามโดยเฉพาะปมด้อยของนักเรียน) ความโกรธอาจนำมาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือกว่าได้ แต่หลังจากงานสำเร็จ ครูจะต้องพูดชมเชยและพูดให้เพื่อนนักเรียนยอมรับ....

โดย ครูควนฮาย

 

กลับไปที่ www.oknation.net