วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเข้าสู่สังคมฐานความรู้ของชาวบ้าน ด้วยศูนย์การเรียนรู้ชุมชน


 คำนำ เมื่อเข้ามาใน OKNATION.NET นี้แล้ว จะพบกับบทความที่เก็บสะสมข่าว ไว้มากมาย เพื่อจะนำมาใช้อ้างอิงในวันหน้า เมื่อต้องการจะนำมาอ้างอิงจะได้เข้ามาค้นหา ผู้เข้ามาเยี่ยมชมก็สามารถเข้ามาค้นหาและนำไปอ้างอิงได้ เพราะ เป็นข่าวที่เผยแพร่ เป็นสาธารณะ ใครจะนำไปใช้ เพียงขอให้อ้างอิงที่มาว่าได้มาจากที่ใดก็ไม่น่าจะมีปัญหา

................................................................



มีข่าวน่าสนใจกำลังจะสร้างศูนย์เรียนรู้ชุมชน เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ระดับประชาชน ซึ่งจะทำให้ประชาชน มีแหล่งค้นหาความรู้ มีการทำประชาพิจารณ์ในกลุ่มประชาชน เพื่อหาข้อสรุป ของชุมชน ไม่ถูกชักจูง ได้ง่ายๆ แล้ว ตามข่าว

โดย มติชน วัน อาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2550 08:51 น.



โดย สุรชัย เทียนขาว มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นเข้าสู่สังคมความรู้ (Knowledge based society)

เนื่องจากศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้องค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนและนอกชุมชนได้เข้าถึงประชาชนในระดับรากหญ้าในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ สังคม การสาธารณสุข การเมือง สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของประเทศ

การพัฒนาให้ประชาชนมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่เหมาะสมเป็นการทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง

กล่าวคือ ประชาชนสามารถสร้างอาชีพให้กับตนเองได้ รู้เท่าทันสถานการณ์ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชน มีทักษะที่ทันสมัยขึ้น

เช่นความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ต ความสามารถในการติดตามข้อมูลข่าวสารหากระบบการจัดการศูนย์การเรียนรู้มีพลังมากพอ จะส่งผลให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับแนวทางที่จะทำให้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนมีบทบาทต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน และชุมชนนั้น

การจัดการความรู้ (Knowledge management) เป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมกับยุคสมัยโดยใช้ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of practices-cops) เป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้

สำหรับการจัดการความรู้นั้น พรทิพย์ กาญจนนิยต และคณะ (2546) ได้สรุปความหมายของการจัดการความรู้ในทรรศนะของ Dr.Ryoko Toyama แห่ง Graduate school of Knowledge Science and Technology ว่า

หมายถึง การจัดการเพื่อเอื้อให้เกิดความรู้ใหม่ เป็นความพยายามที่จะใช้ความรู้ที่มีอยู่ และประสบการณ์ของบุคคลต่างๆ ในองค์การอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้มีความรู้ได้เปรียบเหนือคู่แข่งของธุรกิจ

และธวัช หมัดเต๊ะ แห่งสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้สรุปความหมายของการจัดการความรู้ไว้ในจดหมายข่าวราย 2 เดือน (ก.ย.-ต.ค. 2547) ของ สคส.ไว้ว่า

เป็นกลยุทธ์ในการปฏิบัติสำหรับการเรียนรู้ขององค์การที่ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ขององค์กรการสร้างนวัตกรรมการปรับปรุงเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความหมายดังกล่าวจะเห็นว่า การจัดการความรู้นั้นจะให้ได้สิ่งใหม่ ที่เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) ขึ้นในองค์กร

สำหรับความรู้ (Knowledge) นั้นมี 2 ชนิด ได้แก่

(1) Tacit Knowledge เป็นความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ และไม่สามารถบรรยายเป็นถ้อยคำ ถ้อยความ เป็นสูตร และขึ้นอยู่กับความรู้ความเชื่อรวมทั้งทักษะเชิงวิชาการของบุคคลที่จะกลั่นกรองความรู้ที่ได้

(2) Explicit Knowledge ความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผลที่สามารถจะบรรยาย ถอดความออกมาได้ในรูปของทฤษฎี การแก้ปัญหา คู่มือ และฐานข้อมูล ใน

การที่จะทำให้เกิดความรู้ใหม่ได้นั้นตามรูปแบบที่ศาสตราจารย์ Ikujiro Nonaka แห่งมหาวิทยาลัย Hitosubashi ประเทศญี่ปุ่น ที่สรุปโดย พรทิพย์ กาญจนนิยต และคณะ ก็คือวงจรของ Tacit และ Explicit Knowledge

ซึ่งตามรูปแบบดังกล่าวนี้การสร้างความรู้จะเกิดขึ้นใน 4 ลักษณะ คือ

1.การแบ่งปันข้อมูลด้วยกระบวนการทางสังคม (Socialization)

2.การทำให้เกิดความคิดใหม่และความตระหนัก รวมทั้งข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยออกมา และเปลี่ยนเป็นรูปของภาษาก็คือ Externalization

3.จะมีการรวมตัวอย่างการเรียนรู้ของ Explicit Knowledge เข้าด้วยกันกลายเป็นความรู้ใหม่ ลักษณะที่สามนี้ เรียกว่า Combination

4.ลักษณะสุดท้ายคือ Internalization ซึ่งเป็นการสร้างความรู้ขั้นสุดท้าย โดยมีการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ

ในการสร้างความรู้นั้น จำเป็นต้องมีเวทีที่จะให้พบปะกันเรียกว่า

Ba คือ สถานที่เปิดโอกาสให้คนได้พบปะสังสรรค์เพื่อสร้างความรู้จัก คุ้นเคย รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์

Ba จะเป็นสถานที่ที่ส่งเสริมให้เกิดพลังในการแลกเปลี่ยนความรู้

หลักการของการจัดการความรู้ดังกล่าว ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเตรียมประชาชนในหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนมีนวัตกรรมสำหรับการนำไปสู่การสร้างกิจกรรมของโครงการแก้ปัญหาหมู่บ้าน หรือพัฒนาหมู่บ้าน และพัฒนาระดับครัวเรือน โดยชาวบ้านจะมีเวทีสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ใครจะเป็นผู้จัดการความรู้ในหมู่บ้าน/ชุมชน? : หากทุกหมู่บ้านในประเทศไทยได้นำเอาบัณฑิตที่อยู่ในท้องถิ่นของตนมาทำหน้าที่เป็นนักจัดการความรู้ประจำศูนย์การเรียนรู้

จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ใน

โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.)

เป็นโครงการที่ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือของผู้คนต่างๆ ในสังคม เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างการเรียนรู้เชิงประเมินตนเองของชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้อง
โดยต้องการให้เกิดสถาบันการเรียนรู้ที่เข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นในอนาคต ซึ่งนำโดย



ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) และคณะ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547 ณ ตำบลหัวไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เจ้าภาพในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือนักจัดการความรู้ท้องถิ่น 23 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดของภาคกลาง (17 ตำบล 20 หมู่บ้าน) ได้แก่ สุพรรณบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี และอุทัยธานี

บุคคลเหล่านี้เป็นบัณฑิตที่เป็นบุตรหลานของคนในท้องถิ่น บทเรียนที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวที่เห็นว่าควรจะนำมาเสริมต่อในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ก็คือ
ทุกหมู่บ้านควรสร้างกลไกระดับหมู่บ้านเพื่อเสริมสร้างให้ชาวบ้านในท้องถิ่นได้มีสถาบันการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักจัดความรู้ท้องถิ่นในโครงการ สรส.มีความรู้ความสามารถ และศักยภาพที่จะทำให้ชาวบ้านมีนวัตกรรมในการประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

หากทุกหมู่บ้านในประเทศไทยได้นำเอาบัณฑิตที่อยู่ในท้องถิ่นของตนมาทำหน้าที่เป็นนักจัดการความรู้ประจำศูนย์การเรียนรู้ ผู้เขียนมั่นใจว่าศูนย์การเรียนรู้ชุมชนจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์ที่สำคัญของศูนย์การเรียนรู้ชุมชน คือ สมรรถนะของชาวบ้านในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ รัฐบาลชุดก่อนได้เคยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่งผลิตบัณฑิต สาขาการจัดการและการประเมินโครงการหรือที่เรียกว่า

บัณฑิตกองทุนในทุกหมู่บ้าน หากมีการต่อยอดให้กลุ่มบัณฑิตดังกล่าว ทั้งประเทศมาเป็นนักจัดการความรู้ในหมู่บ้านดังที่โครงการ สสร.ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการ

เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญต่อการก้าวเข้าสู่สังคมฐานความรู้ของชาวบ้าน


 

โดย samrotri

 

กลับไปที่ www.oknation.net