วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลันตาฮาเฮ ตอน มาคัส...คุณพระช่วย!!


มาคัส...คุณพระช่วย!!

ผู้ชายทุกชาติทุกภาษา ในยามหลงรักช่างเต็มใจทำให้ตาของตัวเองบอดสนิท ราวกับว่าถ้าไม่สามารถรักได้ถึงปานนั้น ก็อย่ามีความรักมันเสียเลยจะดีกว่า

มาคัสก็เช่นกัน ทั้งที่ฉันพยายามจะเปิดใจของเขาให้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า  แต่เขากลับเอาความลุ่มหลงผูกขาตัวเองแล้วกระโจนลงเหวรักอย่างไม่ยอมลืมตา แล้วใครจะช่วยเขาได้เล่า

.......

“ท่านอาจารย์คะ ช่วยดูแลเพื่อนของหนูด้วย” ก้มกราบท่านเสร็จแล้วจึงบอกเจตนาที่พาเขามาที่วัด วัดแห่งเดียวของเกาะลันตา ที่มีพระจำพรรษาอยู่สามสี่รูป

“จะให้อาตมาช่วยยังไงล่ะโยม” แววตาสงสัยแต่สีหน้ายิ้มละมัยอย่างมีเมตตาขณะที่จับจ้องไปยังหนุ่มผมสีน้ำตาลรูปร่างล่ำสัน ซึ่งคุกเข่าข้างๆฉัน เขาไม่รู้ว่าเราพูดอะไรกัน

“เขาอกหักค่ะท่านอาจารย์” ฉันเหลือบดูแววตาท่านเพราะอยากเห็นปฏิกิริยา ท่านหัวเราะเบาๆ จึงค่อยโล่งใจ

“อกหักแล้วเกี่ยวอะไรกับพระล่ะ อาตมาไม่ใช่หมอนี่ แล้วมาอยู่กับอาตมา จะพูดกันรู้เรื่องหรือนี่”

“ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ ท่านทำอะไรก็ให้เขาทำตามก็แล้วกัน ขอแค่อย่าให้เขาฟุ้งซ่านก็พอแล้วค่ะ”

ในที่สุดมาคัสก็ได้เป็นลูกศิษย์วัดสมความตั้งใจของฉันเอง  ย้ำ...ของฉันเอง

เมื่อสิบกว่าวันก่อนที่จะพาเขาไปวัด หนุ่มน้อยผิวขาวหน้าตาหล่อเหลาเดินมาหา ขณะที่ฉันนั่งเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่หน้ากระท่อมริมชายหาด เขาถามหาคนชื่อซิน ฉันบอกว่านี่ล่ะซิน มีอะไรหรือ เขาบอกว่าเขาป่วย ช่วยรักษาให้หน่อย เพราะมีคนบอกว่าฉันสามารถเยียวยาให้เขาได้

อ้าว...ฉันกลายเป็นผู้เยียวยาไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“ป้ามาเรียบอกกับผม ว่าคุณสามารถรักษาคนที่ขาดพลังชีวิตได้ และผมก็เชื่อว่าคุณทำได้”

“รู้ได้ยังไงคะ”

“ผมรู้...ผมสัมผัสได้” ท่าทางที่มั่นใจของเขา ทำให้ฉันหัวเราะเสียงดัง ในลีลาที่ไม่น่าจะเป็นผู้เยียวยาได้ ซึ่งฉันรู้ตัวดี

“ใครๆก็บอกว่าคุณเป็นหมอนวดที่เก่ง มีพลังจากข้างในไม่ใช่หมอนวดธรรมดา”

“ใครคือเพื่อนคุณคะ” 

“โทนี่ ที่ข้อเท้าแพลง โดมินิคที่เป็นนักกิฬา แล้วก็อีกหลายๆคน” จากชื่อที่อ้างมา ฉันจึงต้องยอมรับบทบาท เพราะชื่อเหล่านั้นแวะเวียนมานวด มาคุยมาระบายปัญหาสารพัดให้ฉันฟังอยู่เสมอ

“ถ้าคุณไว้ใจฉันขนาดนี้ ฉันอาจจะช่วยให้คุณดีขึ้นได้ แต่ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของคุณด้วย”

และแล้ว สถานบำบัดของฉันก็เปิดทำการอีกครั้ง มันคือ แคร่ยาวๆที่ฉันนั่งอยู่นี่เอง

เพียงกดแรกฉันก็รู้ว่าปัญหาของเขาไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย แต่อยู่ที่จิตใจ ที่สะสมความทุกข์มายาวนาน

“มาคัส คุณมีปัญหาทางร่างกายนิดหน่อยเท่านั้น เพราะคุณเล่นกิฬาที่หักโหมจนกล้ามเนื้อตึงเครียด แบบเดียวกับโทนี่ ถ้าคุณหันมาเล่นกิฬาที่ฝึกความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อบ้าง จิตใจคุณก็จะผ่อนคลายไปด้วย”

ฉันกดเบาๆที่หน้าท้อง เพื่อดูว่าจิตใจลึกๆของเขาจะต่อต้านต่อการรักษาหรือไม่ เมื่อปลายนิ้วมือทั้งสามนิ้วของฉันกดหนักๆลงไปอีกอย่างช้าๆ แน่วแน่ในสมาธิ  ฉันจับความรู้สึกของเขาได้ว่าผ่อนคลายจิตใจตามแรงกด นั่นคือความไว้วางใจ เมื่อฉันถอนปลายมือออก เขาถอนหายใจ ก่อนที่ฉันจะกดซ้ำลงไป เขาก็โผล่งออกมาว่า

“ผมมีปัญหากับแฟน”...ฉันพยักหน้า และยังคงทำหน้าที่ต่อไป

“คุณบอกผมได้ไหม ว่าเธอยังรักผมอยู่หรือเปล่า”  หือ...ฉันครางในลำคอ เก็บความสงสัยไว้ในใจว่า... นี่เขาคงคิดว่าฉันเป็นหมอดูอีกอย่างหนึ่งแน่ๆ

“ผมกลุ้มใจ ไม่รู้ว่าทำไมเธอจึงไม่ตามมาหาผมที่นี่”

“มาคัส ฟังฉันนิดหนึ่งนะ นี่คือส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาโดยตรง” เขาพยักหน้า

“คุณเป็นคนที่มีความอ่อนโยนมากกว่าผู้ชายทั่วไป ดูเหมือนว่าคุณได้รับการดูแลมาจากความรักความเอาใจใส่อย่างดีจริงๆ”

“ใช่ ผมโตมากับยาย ยายรักผมมาก ผมเองก็รักยายมาก”

“แต่คุณเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ใช่ว่าไม่คบใคร คุณมีอัธยาศัยดีทีเดียว แต่คุณเป็นคนสันโดษมากกว่าที่จะเป็นหนุ่มสังคมแบบโดมินิค”

ฉันยกตัวอย่างหนุ่มหล่อที่สุดแห่งหาดลองบีชในยามนี้ ซึ่งทำให้สาวๆอกหักไปหลายราย เพราะหนุ่มคนนั้นทำท่าดูจะง่ายๆแต่ก็ยากทุกทีไป ที่ฉันรู้ เพราะเธอเหล่านั้นมาคร่ำครวญให้ฉันฟังอีกนั่นแหละ

“ในเมื่อคุณรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร แล้วทำไมคุณจึงไม่มั่นใจในตัวเองเรื่องความรักของคุณ” ถามเรียบเรื่อย มือยังกดลงไปบนกล้ามเนื้อของเขา

“ผมมั่นใจว่าเธอรักผม แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าทำไมเธอต้องไปกับผู้ชายอื่น ทั้งๆที่เมื่อสามเดือนก่อนเราอยู่ด้วยกันที่เมืองไทยอย่างมีความสุขมาก”

จีวันน่า...เป็นนางแบบแถวหน้าชาวอิตาลี เขาพบเธอเมื่อสองปีก่อน ทั้งคู่ตกหลุมรักกันทันที บนเรือสำราญไปสแกนดิเนเวีย เธอไปเที่ยวแต่เขาทำงานบนเรือ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ราบรื่นมาตลอด มาคัสเดินทางจากอังกฤษไปหาเธอเป็นบางครั้ง ยามเธอว่างงานเธอก็มาหาเขา  และครั้งสุดท้ายมาเที่ยวด้วยกันที่เมืองไทย  เธอต้องกลับไปทำงาน ทิ้งคำมั่นว่าจะรีบกลับมาหาเขาทันทีที่เสร็จงาน

จากหนึ่งเดือน เข้าสู่เดือนที่สาม เขาโทรศัพท์ไปหา เธอบอกเขาว่า ตอนนี้เธอกำลังท่องเที่ยวอเมริกาใต้กับผู้จัดการหนุ่ม ของเธอ

“ทำไมเธอไม่มาที่นี่”ฉันสงสัย

“ผมถามเธอ  แต่ครั้งสุดท้ายเธอปิดโทรศัพท์ทิ้งเสียดื้อๆ ผมโทรฯไปอีกเมื่อเช้าเธอไม่ยอมรับสาย ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมเธอไม่มาหาผม ทั้งที่เธอบอกว่ารักผม”

หมอนวดอย่างฉัน คงเป็นจิตแพทย์ที่ดีเยี่ยม เพราะต่อจากนั้น เรื่องราวทั้งหมดก็พร่างพรูออกมาจากปากของเขาจนหมดสิ้น  จึงได้รู้ว่าผู้ชายคนนี้อาการน่าเป็นห่วง

และนี่คือที่มาของการพาเขาเข้าวัด....
ฉันบอกกับเขาว่า ถ้าอยากรู้เรื่องจีวันน่าว่าจะเป็นอย่างไร ต้องมาฝึกทำสมาธิเอาเอง แล้วจะได้รู้

ฉันเอานิ้วไขว้กัน เพราะรู้ตัวว่าโกหกเขาคำโต เนื่องจากฉันจนปัญญาจะบอกเขาความจริงกับเขา ไม่ใช่ฉันไม่รู้คำตอบ เพราะฉันรู้น่ะซีว่า นางแบบสาวแสนสวยคนนั้นคิดยังไงกับเขาในตอนนี้

ฉันรู้ได้ในนาทีแรก ที่มาคัสยื่นรูปถ่ายของแฟนสาวให้ดู เธอสวยมาก มีเสน่ห์เย้ายวนใจ แม้จะผอมบางแต่ทรวดทรงองค์เอวไม่ธรรมดา หนุ่มซื่อๆอย่างมาคัสจะตามเธอทันได้อย่างไร ฉันไม่อยากฟันธงให้เขาเสียน้ำใจ จึงค่อยๆปลอบเขาไป หวังว่าไม่นานเขาคงปลงตก ตัดใจได้เอง เพราะเห็นมีสาวๆ วนเวียนอยู่รอบๆหนุ่มๆกลุ่มนี้มากมาย

อุบายของฉันก็คือ บอกเขาว่าให้หมั่นสร้างสติ โดยเฉพาะเวลาเดินมาหาฉันทุกเช้า แม้ระยะทางเพียงครึ่งกิโลเมตร  ถ้ากำหนดรู้สึกที่เท้าจนจิตใจโล่งโปร่ง แล้วให้อธิษฐานถึงจีวันน่าให้เธอมีความสุข

เขาทำตามที่ฉันแนะนำจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าผิดทิศผิดทาง เพราะนับวันความคาดหวังยิ่งพลุ่งพล่าน จนยากที่ฉันจะเอาอยู่

หลังคืนฉลองคริสต์มาส เขามาหาฉันแต่เช้า แล้วบอกว่า

“ผมเชื่อว่าจีวันน่ายังรักผมอยู่ แต่ที่เธอต้องไปเที่ยวกับผู้จัดการเพราะว่าเธอจำเป็นต้องรักษางานเอาไว้ ซินรู้ไหมว่าผมเจออะไรเมื่อคืนนี้ ที่เป็นลางบอกว่าเธอยังรักผม” น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ ปานค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิต

“ผมเห็นจีวันน่าเดินแบบในโทรทัศน์ ตอนที่เราอยู่ในบาร์ โทนี่ โดมินิค ใครๆก็เห็นเธอ ผมคิดว่านี่แหละคือสัญญาณจากพระเจ้าที่ส่งมา ให้ผมรอเธอ”

ฉันกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว รู้อีกที่เมื่อความรู้สึกปั่นป่วนมันเล่นงานอยู่ข้างใน จึงค่อยๆผ่อนลมหายใจ ได้ยินเสียงตัวเองครางอยู่ข้างใน ด้วยความสงสารท่วมท้น....มาคัส หนอ มาคัส

“ถ้าผมซื่อสัตย์กับเธอ เธอรับรู้กระแสจิตของผมได้ใช่ไหมซิน ผมจะทำให้เธอรับรู้มันให้ได้ คุณต้องสอนผมนะ”

เขาหันมาโยนภาระให้ฉัน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงพาเขามาที่วัด

ฉันรู้ว่า...ไม่มีการสวดอ้อนวอนใดจะสัมฤทธิ์ผลได้ หากการร้องขอนั้น ยังเป็นไปเพื่อตนเอง อย่างที่มาคัสเป็นอยู่

แต่การพาเขามาอยู่วัด มาเดินตามหลังพระคุณเจ้า บางทีกุศลที่เกิด อาจทำให้จิตใจเขาสงบลงและเข้าใจว่า

ความรัก...ที่จะรักอย่างไม่เป็นทุกข์ นั้นเป็นอย่างไร

สิบวันต่อมา ....เขามายืนยิ้มเผล่ที่ตรงหน้า ท่าทางสดชื่น

“ซิน ขอบคุณนะที่พาผมไปที่วัด ผมรู้สึกดีขึ้นจริงๆ”

ฉันดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ภาระกิจนี้สำเร็จลงได้ แต่เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น

“ผมรู้สึกว่าผมมีพลังข้างในมากพอที่จะส่งถึงจีวันน่าได้แล้วนะ เดี๋ยวผมไปหาที่สงบก่อน จะกลับมารายงาน”

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net