วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บันทึกท้ายบรรทัด (โพสต์ทูเดย์)


“...ที่สุด วิถีชีวิตฉันย่อมคือกวีนิพนธ์ของฉัน และเราจะร่วมกันเล่าเรื่องของโลกเรา จากกรอบประตูและบานหน้าต่าง ของเคหสถานแห่งวิญญาณฉัน” 

 

วิถี (ชีวิต) ‘ศิริวร แก้วกาญจน์’ และ กวีนิพนธ์ของเขา...

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า mallikan@posttoday.com


ในปีนี้การประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) เวียนมาถึงการคัดสรรผลงาน “กวีนิพนธ์” และกำลังเดินทางถึงเวลาอันสำคัญ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะทราบผลกันแล้วว่า 1 ใน 8 เล่มที่เข้าชิงดำนั้น ใครจะคว้ารางวัลนี้ไปครอง

“ลงเรือมาเมื่อวาน” และ “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” คือ 2 กวีนิพนธ์ที่เข้าชิงดำรางวัลนี้ด้วย เป็นผลงานของ “ศิริวร แก้วกาญจน์” กวีที่เคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลซีไรต์มาแล้วหลายครั้ง ทั้งประเภทเรื่องสั้น “เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง”- ปี 2548, นวนิยาย “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด” - ปี 2549 และ กวีนิพนธ์ “ประเทศที่สาบสูญ” - ปี 2547

ครานี้กวีนิพนธ์ของศิริวรจะคว้ารางวัลมาได้หรือไม่--- “นั่นไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญ” เขาว่าอย่างนั้น

         

“ประเด็นนี้ผมไม่ได้ซีเรียสกับมันเลย เพราะว่านั่นเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุม การคาดหวังต่อสิ่งที่เราไม่อาจควบคุมจะทำให้เราเป็นทุกข์ ผมคิดว่านักเขียนทุกคนควรทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพตัวเองมี ควรฉกฉวยวันเวลาระหว่างนี้ มาคิดเขียนงานเล่มใหม่ดีกว่า โลกมีเรื่องราวประเด็นน่าสนใจรอให้เราหยิบจับมาบอกเล่าอีกเยอะแยะมากมาย รางวัลมันเป็นโบนัสที่เราไม่ควรคาดคิดว่าจะได้รับ โจทย์คนทำงานเขียนไม่ควรมีคำว่ารางวัลอยู่ในหัวด้วยซ้ำไป”

หลังถูกเสนอชื่อเข้าชิงซีไรต์ ศิริวรก็ได้รับคัดสรรให้เป็น “ศิลปินรางวัลศิลปาธร” สาขาวรรณกรรม ประจำปี2550  จากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.) ...ฤาปีนี้จะเป็นปีทองของเขา

ศิริวรเล่าว่า การได้รับรางวัลศิลปาธรนั้น เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้เขาแทบไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับรางวัลนี้เลย รู้เพียงแต่ว่ารุ่นพี่ในวงวรรณกรรมอย่าง “ชาติ กอบจิตติ” เคยได้รับรางวัลนี้ เมื่อถึงคราวของเขาบ้าง จึงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับศิลปาธร ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ก็พอทำความเข้าใจได้ว่า

         

“ห้วงเวลาที่เราทำงานเขียนอย่างเงียบๆ คงจะมีสายตาสักคู่เฝ้ามองเราอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว รู้สึกดีที่ได้รางวัลนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดหวังมาก่อน คงเป็นดอกผลส่วนหนึ่งจากการทำงานหนักของเรา”

รางวัลศิลปาธร เป็นโครงการสรรหาศิลปินดีเด่นร่วมสมัย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริม สนับสนุน และเชิดชูเกียรติศิลปินร่วมสมัยรุ่นกลางที่มีอายุระหว่าง 30-50 ปี ที่มีความมุ่งมั่น มานะสร้างสรรค์ผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถก้าวไปในเส้นทางอาชีพได้อย่างมั่นคง และมีกำลังใจในการสร้างสรรค์งานอย่างอิสระ

ในฐานะของคนทำงานในแวดวงวรรณกรรมมากกว่า 10 ปีเช่นเขา จึงภูมิใจต่อรางวัลที่เห็นคุณค่าของคนทำงานเยี่ยงนี้

ศิริวรนั้นได้ฝากฝีไม้ลายมือความคิดไว้หลายเรื่อง ทั้งงานเรื่องสั้น นวนิยาย และกวีนิพนธ์ ด้วยในช่วงแรกๆ เขาถ่ายทอดความคิดความรู้สึกผ่านงานกวีมากกว่าอย่างอื่น จึงมีหลายเสียงแนะนำว่าเขาน่าจะเอาดีด้านกวีอย่างเดียว 

ทว่าในความคิดของศิริวร ชีวิตคนเราก็มีหลายด้านหลายมุม และเขาไม่เชื่อนิยามความหมายที่ถูกกำหนดกฎเกณฑ์มาจากข้างนอกสักเท่าไหร่ เขาบอกว่า เราหันด้านไหนไปปะทะกับสภาวการณ์ไหน โลกก็จะเห็นเราด้านนั้น เช่นเดียวกัน เขาคิดว่าเขายังมีมิติอีกหลายด้านที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ และเชื่อว่าเขาน่าจะมีศักยภาพที่จะทำ สำคัญเหนือสิ่งใด เขาเชื่อเสียงจากภายในตัวเองมากกว่าเสียงจากภายนอก เช่นนั้นแล้วนักอ่านจึงได้เสพงานวรรณกรรมของศิริวรในทุกรส ทุกรูปแบบ 

ว่าถึงกวีนิพนธ์ที่เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ทั้ง 2 เล่มนั้น แม้จะมีผู้เขียนคนเดียว แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะแนวคิด ฉันทลักษณ์ จึงไม่แปลกที่ผ่านเข้ารอบทั้ง 2 เล่ม

“ลงเรือมาเมื่อวาน” เป็นกวีศาสตร์สำนึก เป็นอัตวิสัย ส่วนใหญ่พูดถึงสภาวะของกวีที่ถูกสั่นสะเทือนจากโลกรอบข้าง เขียนต่างกรรมต่างวาระกัน แต่มีบางอย่างเชื่อมร้อยเชื่อมโยงกันอยู่ อาจเป็นประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจก รูปแบบเป็นฉันทลักษณ์ที่คลี่คลายจากขนบเก่า วรรคหนึ่งๆ มีพยางค์ไม่แน่นอนตายตัว แต่เขาก็ยังเคารพแบบแผนของเสียงอันไพเราะของฉันทลักษณ์ไว้ เพียงแต่ไม่ได้ยึดขนบเดิมอย่างเคร่งครัด แต่จะเคร่งครัดกับเนื้อหาแทน

“เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” แทบจะพูดได้ว่ายืนกันคนละขั้วด้วยซ้ำไปกับลงเรือมาเมื่อวาน ทั้งรูปแบบกลอนเปล่าและเนื้อหา “เก็บความเศร้าพูดถึงเรื่องที่กว้างออกไปจากสังคมไทย พูดถึงคนเล็กๆ ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายบทพูดถึงผลพวงจากสงคราม ทั้งสงครามกลางเมืองและสงครามระหว่างความเชื่อชาติพันธุ์ ผลกระทบจากยุคล่าอาณานิคมในศตวรรษก่อน และชิ้นส่วนเหลือใช้ที่ถูกทิ้งไว้หลังการล่าอาณานิคม เป็นชะตากรรมเล็กๆ ที่ถักทอกันเป็นมหาโศกนาฏกรรม”

2 ผลงานนี้จะเข้าตาคณะกรรมการพิชิตรางวัลซีไรต์ได้หรือไม่--- ในฐานะนักเขียน ศิริวร บอกว่า เขาอยู่นอกเหนือกฎกติกานั้น เพราะวิถีแห่งการเดินทางในวงวรรณกรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ประเด็นเรื่องราวที่นำเสนอสู่ผู้อ่านสำคัญกว่า

         

“การเป็นพลเมืองของคุณ มันเชื่อมโยงกับสังคมอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ ในเมื่อคุณไม่ได้ล่องลอยอยู่บนฟ้า คุณจะแยกขาดเป็นอิสระจากปัญหาทุกปัญหาไม่ได้หรอก เช่นเดียวกัน นักเขียนก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งในสังคมของเขา เพราะฉะนั้น ในเมื่อนักเขียนถอดรหัสสังคมร่วมสมัยผ่านงานเขียน ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวลด้วยซ้ำไปว่างานเขียนมันจะสะท้อนยุคสมัยหรือไม่ยังไง เพราะที่สุดแล้ว งานเขียนย่อมสะท้อนตัวมันเองในแต่ละยุคสมัย”

นอกจากนี้ ศิริวรยังมีเรื่องที่อยากจะบอกเล่าเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

           

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรากเหง้าของเราด้วย เราเติบโตมาบนคาบสมุทรภาคใต้ แม้สถานที่เกิดเหตุจริงๆ จะเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง แต่ข่ายใยของปัญหามันก็กระหวัดเกี่ยวพันมายังพื้นที่อื่นๆ ในสังคม เกี่ยวพันมายังเรา แม้เหตุการณ์จะอุบัติขึ้นในพื้นที่เล็กๆ แต่มิติมันซับซ้อน ทั้งเรื่องความเชื่อ ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ การอยู่ร่วม เป็นเรื่องราวที่ใหญ่มาก แม้มันเกิดใน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย แต่เป็นปัญหาที่โลกในศตวรรษที่ 21 ควรใส่ใจกับมัน เป็นปรากฏการณ์ที่โลกทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ อาจเรียกว่าเป็นการปะทะระหว่างอารยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก”

การมีเข็มทิศ (ชีวิต) ที่ชี้ดิ่งสู่เส้นทางวรรณกรรมของศิริวร กับการเดินทางมากว่า 10 ปีแล้ว คงเพียงพอเป็นระยะเวลาที่พิสูจน์ความตั้งมั่น การเดินทางของคนคนหนึ่งได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่พออยู่ดีในความคิดของศิริวร ด้วยเพราะปณิธานในวิถีนี้ยังทอดอีกยาวนัก 

ดังเช่นบทกวีที่ชื่อว่า “ฉันจะเชื่อเธอได้อย่างไร (สนทนาก่อนลงเรือ)” จากกวีนิพนธ์เรื่อง “ลงเรือมาเมื่อวาน”

“...ที่สุด วิถีชีวิตฉันย่อมคือกวีนิพนธ์ของฉัน และเราจะร่วมกันเล่าเรื่องของโลกเรา จากกรอบประตูและบานหน้าต่าง ของเคหสถานแห่งวิญญาณฉัน” 

 

 

โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net