วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพราะฉะนั้นฉันจึงอ่าน ลงเรือมาเมื่อวาน (โพสต์ทูเดย์)


ลงเรือมาเมื่อวาน หมู่เราล้วนมวลนกที่ไม่มีชื่อ

เรื่อง จรูญพร ปรปักษ์ประลัย


 

คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ใครจะมีผลงานเข้ารอบซีไรต์ถึง 3 ปีติดต่อกัน เพราะนั่นหมายถึงคนๆ นั้นต้องมีงานที่โดดเด่นถึง 3 ประเภท คือ กวีนิพนธ์ เรื่องสั้น และนวนิยาย แต่คงยากยิ่งกว่า ถ้าคนๆ เดียวกันนั้นจะมีผลงานเข้ารอบต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 และคงยากที่สุด หากในปีที่ 4 นี้ เขามีผลงานเข้ารอบถึง 2 เล่ม

            แน่ละ ผมกำลังหมายถึง ศิริวร แก้วกาญจน์ กวีนักเขียนซึ่งสร้างสถิติที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และที่พิเศษไปกว่านั้น ปีนี้เขายังได้รับรางวัลศิลปาธรสาขาวรรณกรรม โดยเป็นนักเขียนซึ่งมีอายุน้อยที่สุดที่เคยได้รับรางวัลนี้ด้วย 

            ในขณะบรรยากาศความขัดแย้งในแวดวงกวียังคงร้อนระอุ ผมหยิบผลงานทั้ง 2 เล่มของศิริวร แก้วกาญจน์ ที่ผ่านเข้ารอบซีไรต์ปีนี้ขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด

เมื่อ 2 ปีก่อน ผมเคยเขียนถึง “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” ไว้ในคอลัมน์นี้ ด้วยน้ำเสียงชื่นชม และสรุปไว้อย่างหนักแน่นว่า

 

“...หลายครั้งที่กวีรุ่นใหม่ถูกข้อกล่าวหา ว่าหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป ทำให้งานวนเวียนอยู่ในโลกส่วนตัวอันคับแคบ และยากที่ผู้อื่นจะเข้าถึง แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนแบบ  ศิริวร ที่แหวกออกมาจากกรอบนั้น ทำให้กวีนิพนธ์ในปัจจุบัน ไม่ใช่ผลผลิตของกวี โดยกวี และเพื่อกวีอีกต่อไป ทว่ามันคืองานสร้างสรรค์สำหรับมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง...” (โพสต์ทูเดย์ 1 ก.ค. 2548) 

 

มาปีนี้กับผลงานชุดล่าสุด “ลงเรือมาเมื่อวาน” ความแตกต่างปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ในขณะที่ “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” เป็นกลอนเปล่าที่ซ่อนสัมผัสไว้เบาๆ “ลงเรือมาเมื่อวาน” กลับเป็นงานฉันทลักษณ์เกือบทั้งหมด มีกลอนเปล่าสอดแทรกอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” เป็นงานเขียนที่สะท้อนภาพสังคมโลก ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งแยกผู้คนออกจากกันด้วยเหตุผลต่างๆ นานา อันนำมาซึ่งความเกลียดชัง รังเกียจ และเบียดเบียนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

      “ลงเรือมาเมื่อวาน” กลับเป็นการสะท้อนตัวตนของผู้เขียน ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน เขาต้องต่อสู้กับตัวเอง ในขณะดั้นด้นไปบนเส้นทางฝันอันขรุขระ ลำบากลำบน แถมยังมองไม่เห็นปลายทางของความสำเร็จ

กวีนิพนธ์ชุดนี้จึงเป็นเสมือนบันทึกส่วนตัว ซึ่งกินเวลายาวนานถึง 15 ปี นับแต่งานยุคแรกในปี 2536 จนถึงงานที่เขียนขึ้นเมื่อปี 2549 ในห้วงเวลา 15 ปีนี้ ก้อนสมองของเขาเต็มไปด้วยความสับสน ระหว่างก้าวเดินไปตามความฝัน หรือละทิ้งมันไปเช่นที่เพื่อนซึ่งเคยร่วมฝันได้กระทำ แต่สุดท้าย เขาก็ไม่อาจละจากเส้นทางสายนี้ได้ หากยังคงมุ่งหน้าต่อไปจนถึงทุกวันนี้

            ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเชื่อมั่นในหนทางที่เลือก เขามองว่าคนส่วนใหญ่ติดอยู่ในกรอบกรงของสังคม จนไม่ยอมเปิดประตูก้าวออกไปสู่โลกกว้าง หรือกล้าสวนกระแสสร้างสรรค์ชีวิตให้มีค่ายิ่งกว่า ดังที่เขาได้ตั้งคำถามไว้ในบท “ท่วงทำนองเพลงนกไร้ชื่อ : เวิ้งชะตา” ว่า

“...หมู่เราล้วนมวลนกที่ไม่มีชื่อ

ว่ายเวิ้งชีวิตยื้อ คือสิ่งไหน 

ว่ายเวิ่งชะตา เสาะหาอะไร 

ผ่านฟ้ากว้างสักครั้งไหมได้เห็นฟ้า?...” (หน้า 27) 

            ในกวีบทเดียวกันนี้ เขายังตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ในระยะเวลาอันแสนสั้นของชีวิต ก่อนที่เราจะละสังขารจากไป เราหวังทิ้งสิ่งใดไว้ให้โลกบ้าง หรือเพียงเกิดมา ใช้ชีวิต แล้วตายไปก็เท่านั้น 

            บทกวีของศิริวร มักเรียกร้องคนหนุ่มสาวให้สลัดพันธนาการของสังคม และค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตอยู่เสมอ ในบท “ความชราของทารก” เขาเปรียบเปรยคนรุ่นใหม่ที่ยังติดอยู่กับวิถีสังคมเดิมๆ แม้ภายนอกอาจดูอ่อนวัย แต่ภายในกลับไร้พลังของคนหนุ่มคนสาว ที่จะพลิกโลกให้เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ ว่าแท้จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์

“...ยังตีหินเพื่อฉายประกายไฟ

สูดลมหายใจในปีเดือนของเถื่อนถ้ำ 

เบื้องนอก, ศตวรรษใหม่ไหวนาฏกรรม

ใครจองจำ ณ คุกหิน กินตัวเอง?” (หน้า 99) 

            ทั้งหมดทั้งมวลที่ศิริวร เรียกร้องต่อคนหนุ่มสาว ก็คือสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอด หรืออาจบอกได้ว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงของกวีนักเขียนผู้นี้นั่นเอง 

          แม้การก้าวมาบนเส้นทางสายวรรณกรรมของศิริวร จะนับรวมเวลาได้ถึง 15 ปีแล้ว ทว่าตัวเขาเองกลับคิดว่ายังไปไม่ไกลเท่าไรนัก ชื่อหนังสือที่มาจากบทกวี “ลงเรือมาเมื่อวาน” สะท้อนความรู้สึกที่เขามีต่อตัวเอง การทำงานเขียนเปรียบได้กับการล่องเรือ มุ่งสู่จุดหมายใดจุดหมายหนึ่ง เขาเพิ่งเริ่มออกเดินทางมาเมื่อวาน ดังนั้น คงอีกนานทีเดียวกว่าจะถึงปลายทางที่ฝันไว้

            ไม้เด็ดของงานชุดนี้อยู่ที่ชั้นเชิงกวีอันแพรวพราว ใช้คำง่ายๆ ไทยๆ มาประกอบกันให้เกิดท่วงทำนองที่สวยงามพลิ้วไหว ในขณะเดียวกัน แต่ละวรรคก็หนักแน่นด้วยความหมาย และฉายภาพที่คมชัดไม่คลุมเครือ 

          ศิริวร มักใช้ฉันทลักษณ์ที่ไม่เคร่งครัดทั้งสัดส่วนและจำนวนคำ หากแต่กลับจริงจังอย่างยิ่งกับการสร้างสัมผัสภายในวรรค โดยเฉพาะสัมผัสอักษรที่เห็นได้ในแทบทุกบท เช่น

“...สาดมืดสู่มิดสมัย ว่ายเวียนวังวนวันวัย...” ในบท “ณ ซอกมุมสมัยและใครเหล่านั้น” และ “...ทักทายทางเท้า ทอดเท้า ย่ำเงาเยียบเหงา, ยิ้มหัว-...” ในบท “ข้าและเธอในเดือนธันวาคม” เป็นต้น

            อย่างไรก็ตาม การที่งานชุดนี้พูดถึงตัวผู้เขียนเสียเป็นส่วนใหญ่ และน้ำเสียงที่ใช้ก็มักเป็นไปในทางทุกข์ท้อ สิ้นหวัง และหม่นเศร้าแทบทั้งสิ้น ถึงแม้เป็นการรวบรวมงานอย่างมีแนวทางชัดเจน แต่จำนวนงานมากมายที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน ด้วยอารมณ์ความรู้สึกและความเปรียบคล้ายๆ กันแบบนี้ ก็อาจสร้างความเบื่อหน่ายให้แก่ผู้อ่านได้ 

         เพราะแม้เราอาจรู้สึกสะเทือนใจไปกับเขา ทว่ามากเกินไปก็กลายเป็นซ้ำซาก คล้ายฟังเพื่อนขี้บ่นพร่ำบ่นถึงความทุกข์ของตัวเอง ครั้งเดียวพอไหว แต่หลายๆ ครั้งต่อเนื่องเป็นสิบปี ก็คงไม่มีใครอยากฟังอย่างแน่นอน 

            โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ศิริวร ไม่ได้ตั้งใจให้งานชุดนี้เป็นมาสเตอร์พีซ แต่นำเสนอในฐานะบันทึกอันเป็นก้าวผ่านของชีวิต เป็นความทรงจำที่มีค่ายิ่งสำหรับตัวเขาเอง ก่อนที่จะเดินหน้าสู่การสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริงต่อไป. 

ข้อมูลหนังสือ

ลงเรือมาเมื่อวาน 

เขียน : ศิริวร แก้วกาญจน์

สำนักพิมพ์ : ผจญภัย 

จำนวนหน้า : 160 หน้า

ราคา : 135 บาท

 

โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net