วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บนเส้นทางสายฝันของนักเขียนศิลปาธร 2550 ศิริวร แก้วกาญจน์ (มติชน)


บนเส้นทางสายฝันของนักเขียนศิลปาธร 2550

ศิริวร แก้วกาญจน์


 

ทุกคนต่างก็มีวิถีทางของการก้าวเดินที่ผิดแผกกัน บางคนเดินอย่างสบายเท้าบนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอันนุ่มละไม บางคนก็เจอทั้งกิ่งและหนามของกุหลาบทำเนื้อตัวถลอกปอกเปิก จนต้องขอยกธงขาวขอยอมแพ้พ่ายไป

แต่ก็มีอีกหลายคนที่แปรเปลี่ยนสารพัดอุปสรรคให้กลับกลายเป็นแรงใจคอยผลักดัน เพื่อก้าวไปสู่วันที่งดงาม

เหมือนนักเขียนหนุ่มหนวดงามผู้ซึ่งใช้เวลากว่า 15 ปีของการเดินทางในถนนวรรณกรรม สลักเสลาตัวอักษรเยี่ยงผู้ทรงศิลป์ สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนสะเทือนสังคมไว้มากมายทั้งบทกวี เรื่องสั้น และนวนิยาย จนได้รับการ คัดสรร จากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในศิลปะหลากสาขา ให้ได้รับรางวัล ศิลปาธร ประจำปี พ.ศ.2550 ในสาขาวรรณกรรม และเขาก็เป็นนักเขียนรางวัลศิลปาธรคนแรกที่ยังไม่ได้รับรางวัลซีไรต์ (แต่เข้ารอบสุดท้ายมา 4 สมัยติดต่อกัน กับผลงาน 5 เล่มในทั้ง 3 ประเภท!)

เขาคือ ศิริวร แก้วกาญจน์

1.แรกก้าว...

ศิริวรเริ่มหลงใหลในกลิ่นน้ำหมึกมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เพราะได้รับการปลูกฝังจากครูศิลปะคนหนึ่งคือ อ.สมทรง ฝั่งชลจิตร ซึ่งเป็นน้องชายของนักเขียนชื่อก้อง จำลอง ฝั่งชลจิตร ซึ่งชอบนำวรรณกรรมดีๆ มาให้ลูกศิษย์อ่าน ส่วนถ้าใครจะมองว่าเริ่มช้าไปนิด นั่นก็เป็นเพราะว่า...

'ในหมู่บ้านชนบทของประเทศโลกที่สามที่ผมเติบโตมา ไม่เคยมีศัพท์คำว่านักเขียนในการรับรู้เลย เด็กรู้จักแต่ทหาร ครู ตำรวจ พยาบาล สังคมไทยไม่ได้ให้ค่ากับการคิดการเขียนไง' 

แต่ศิริวรก็ยังไม่ได้ก้าวสู่เส้นทางอักษรอย่างเต็มตัว เพราะความสามารถที่ฉายแววชัดเจนในช่วงขณะนั้น คืองานศิลปะ และด้วยความเป็นเด็กเรียนดีคนหนึ่งหลังจากจบมัธยมจึงได้โควต้ามาเรียนที่วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช 

ซึ่งระหว่างเรียนนอกจากจะมุ่งมั่นในการสะบัดแปรงพู่กันแล้ว ศิริวรยังใช้เวลาที่ว่างจมอยู่กับตัวอักษรของหนังสือในห้องสมุด และนั่นก็เปรียบเสมือนประตูที่นำเขาเข้าสู่โลกวรรณกรรมอย่างจริงจัง

'การเขียนรูปมันมีอุปกรณ์ มีเฟรม สี พู่กัน เราสามารถเขียนมิติ แสงและเงาได้ไม่ยาก แต่การเขียนหนังสือมีแค่ตัวอักษร 40 กว่าตัว คุณจะทำให้เกิดแสงเงา เกิดมิติได้ยังไง สำหรับผม นี่คือโจทย์ที่ท้าทายและน่าลิ้มลองอย่างยิ่ง รู้เลยว่าจะต้องเป็นนักเขียนให้ได้' ศิริวรนึกย้อนไปถึงความรู้สึกเริ่มแรก

หลังจากเรียนจบ ปวส.ศิริวรได้ไปรับใช้ชาติเป็นทหารอยู่ 1 ปี และที่นั่นชื่อ ศิริวร แก้วกาญจน์ ก็ได้รับการจารึกในบรรณพิภพเป็นครั้งแรก และปรากฏพร้อมกันใน 2 ฉบับ คือ บทกวีในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม และเรื่องสั้นในหนังสือพิมพ์มาตุภูมิรายสัปดาห์ และหลังจากปลดประจำการเมื่อปี 2534 ศิริวรก็เข้ามาเผชิญโลกที่เมืองหลวง

'ตอนนั้นก็ถือบทกวีของคาลิล ยิบราน มาเล่มหนึ่งกับกีตาร์ตัวหนึ่ง' ศิริวรเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนที่จะบอกต่อว่า...

'ช่วงนี้แหละที่ผมเขียนแบบบ้าระห่ำเลย เพราะเจอเพื่อนๆ กวีที่เคยอ่านผลงานกันและกันมาตามหน้านิตยสาร พวกหน้ารามนี่รู้จักกันเพราะผลงานเขียนทั้งนั้น จนมาทำงานประจำที่มาตุภูมิรายสัปดาห์'

ถึงจะเรียนศิลปะมา แถมเรียนได้ดีซะด้วย แต่ศิริวรก็ไม่เคยเสียดายที่ละเลยงานด้านศิลปะ เพราะในมุมมองของเขา ทั้ง 2 สิ่งเป็นเรื่องเดียวกัน

'ต่างแค่รายละเอียด วิธีการ ศิลปะใช้เส้นใช้สี เขียนหนังสือใช้ตัวอักษร แต่แก่นแกนคือสร้างมิติแสงเงาเหมือนกัน'

แต่ด้วยความเป็นคนหนุ่มที่รักจะโบยบินอย่างอิสระ ไม่ยึดติดกับระบบ ประกอบกับขัดอกขัดใจที่หนังสือพิมพ์การเมืองอย่างมาตุภูมิรายสัปดาห์ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (ปี 2535) ซึ่งเพิ่งจะจบลงไปไม่นานนัก เขาจึงตัดสินใจลาออกเพื่อเติมเต็มความใฝ่ฝันของตัวเอง

2.เรียนรู้...

เวลากว่า 15 ปีบนถนนสายอักษร ได้หล่อหลอมศิริวรให้กลายเป็นคนคุณภาพของวงวรรณกรรม ผลงานของเขาทุกชิ้นในทุกประเภทล้วนแต่มีอักษรที่บรรจงสลักเสลาอย่างเห็นจินตภาพ และที่สำคัญคือมีเรื่องราว มุมมอง วิธีคิดซึ่งทั้งแหวกและแตกต่างน่าลิ้มลอง

เพราะงานวรรณกรรมในความหมายของศิริวรคือ ต้นตอบ่อเกิดของคำถาม มากกว่าจะเป็นการให้คำตอบแก่คนอ่าน โดยเฉพาะคำตอบแบบสำเร็จรูป

'วรรณกรรมต้องย่อยข้อมูลดิบๆ เป็นแท่งๆ ที่ได้มาให้ละเอียดก่อนเอามาใช้ ทุบหรือบดมันให้ละเอียด แล้วปั้นมันขึ้นมาใหม่ด้วยกลวิธีของวรรณกรรม' ศิริวรอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ภาพของศิริวรอาจทำให้หลายคนมองว่าเขาคือกวีหนุ่ม แต่เมื่อศิริวรรู้เข้า เขากลับส่ายหน้าหวือปฏิเสธคำกล่าวนี้ทันควัน และบอกทันทีว่าเขาเป็น คนเขียนหนังสือ ก่อนที่จะขยายความอีกนิดหลังจากเห็นหน้าเอ๋อๆ ของเราว่า 'คนที่พยายามเขียนทุกรูปแบบ ที่พื้นที่วรรณกรรมสามารถเอื้อให้สร้างงานได้ไง' ศิริวรยังวิเคราะห์ให้ฟังอีกด้วยว่าที่หลายคนมองว่าเขาเป็นกวีนั้น น่าจะเป็นเพราะช่วงแรกๆ เขาเขียนกวีเยอะมาก ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของคนมอง

'เมื่อเราหันด้านไหนให้โลกโลกก็จะรู้จักเราด้านนั้นๆ หลายคนชี้นิ้วว่าศิริวร คุณคือกวี แต่จริงๆ แล้วยังมีสิ่งที่คุณมองไม่เห็นอีกหลายด้าน' ส่วนสาเหตุที่เขียนครบทุกด้าน แถมดีทุกประเภทอย่างนี้ก็เพราะเขาเชื่อว่า

'โดยศักยภาพของมนุษย์ เราน่าจะทำอะไรได้หลายๆ อย่างในตัวคนคนเดียวกัน แต่ต้องเรียนรู้ ค้นคว้า และตั้งใจจริง' เป็นความเชื่อที่ขอปรบมือให้เลยนะเนี่ย

ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศิริวรจะพบเจออุปสรรคมากมาย ทั้งคำสบประมาท คำเสียดสีเยาะหยัน ความอยุติธรรมในการพิจารณางาน (แบบมีการเมืองเข้าแทรก) แต่ศิริวรก็ไม่เคยทดท้อ กลับมองว่าเป็นความท้าทายชนิดหนึ่งที่ยอมอ่อนข้อให้ไม่ได้ แถมนำสิ่งเลวร้ายพวกนี้มาแปรเป็นพลังให้วิถีของการขีดเขียนแข็งแกร่งขึ้นด้วย 

'เรื่องพวกนี้ส่งผลด้านบวก ไม่เคยมีส่งผลด้านลบเลย ผมรู้อย่างเดียวว่าต้องมุ่งไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง' ศิริวรยืนยันความคิดด้วยแววตาที่มุ่งมั่น

3.มุมมอง...

ทรรศนะต่อไปนี้คือมุมมองต่อแวดวงวรรณกรรมที่ประมวลมาจากประสบการณ์ของคนเขียนหนังสือคนนี้

'ที่เคยบอกว่าวงการวรรณกรรมต้วมเตี้ยมเหมือนเต่า เป็นเพราะหวังจะกระตุ้นวงการว่า เฮ้ย! เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมไม่มองข้างหลัง เพื่อเป็นทิศทางมุ่งไปข้างหน้า ทำไมต้องยึดติดกับความคุ้นชินเดิมๆ จนเกินไป โลกได้เดินทางมาถึงศตวรรษที่ 21 แล้ว แต่คุณยังยืนงงงวยในศตวรรษที่ 20 งานวรรณกรรมต้องเคียงคู่ไปกับโลก สอดคล้องกับอารมณ์ร่วมสมัย แม้คุณจะเขียนงานประวัติศาสตร์ก็ตาม

แล้วพอไปเทียบกับวรรณกรรมประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย วรรณกรรมบ้านเราถือว่ายังเดินตามหลังเขาอยู่เลย ผมเองเขียนได้แค่นี้ก็ไม่ภูมิอกภูมิใจเลย 

'ที่เป็นอย่างนี้เพราะระดับหนึ่งนักเขียนบ้านเรามุ่งมองต่อความเป็นไทยมากเกินไป ยังติดกรอบอยู่กับความเป็นอีสาน ใต้ เหนืออยู่เลยจนขาดความเชื่อมโยงกับบริบทอื่นในสังคมที่กว้างออกไป แล้วคุณจะเติบโตได้อย่างไรล่ะ นักเขียนควรมุ่งมองบริบทที่กว้างกว่าพื้นที่ที่มองเห็นด้วยสายตา

'แต่ทุกสังคมเป็นแบบนี้นะ ไม่ใช่แค่สังคมไทย การเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ๆ ต้องเจอกับแรงปะทะ ซึ่งแรงปะทะนี้ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความกลัว เพราะแน่นอนว่าพื้นที่ของคุณเจอกับการสั่นสะเทือนที่คุณไม่รู้จัก แล้วคุณไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง กลัวสูญเสียความเชื่อมั่น คุณค่าที่เคยมี' 

ชัดเจนทางความคิดจริงๆ

4.รางวัล...

'รู้สึกดีมากที่ได้รางวัลที่มาจากการคัดสรรอย่างศิลปาธร ดีกว่าการส่งประกวด เพราะการส่งประกวดรางวัล แง่หนึ่งคือการแข่งขัน แม้เราไม่อยากเรียกว่าอย่างนั้นก็ตาม แต่กรณีศิลปาธรต่างออกไป

'ไม่เคยนึกเลยว่า การทำงานเงียบๆ ของเราจะมีสายตาคู่ใดคู่หนึ่งมองอยู่ จนถึงวันหนึ่งรางวัลศิลปาธรถูกโยนลงในมือเรา ก็เฮ้ย! สิ่งที่ทำอยู่ก็มีคุณค่า มีคนเห็นเหมือนกันนี่หว่า' เขาเผยถึงความรู้สึกต่อศิลปาธร และเมื่อเราตั้งข้อสังเกตว่าเห็นรายชื่องานเขาส่งเข้าประกวดในเวทีต่างๆ ค่อนข้างบ่อย เขาก็รีบปฏิเสธทันทีว่า ไม่บ่อยหรอก อย่างซีไรต์เขาเพิ่งจะส่งไม่กี่ปีนี้เอง

'ก่อนหน้านี้ผมเฉยๆ กับรางวัลด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้แอนตี้นะ แค่เราทำงานของเราไป จนถึงวันหนึ่งกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า พอไม่สังฆกรรมกับรางวัล งานมันจะเงียบหายไปจากการรับรู้ของสังคม สื่อก็ไม่พูดถึง เลยต้องเอากระแสมาใช้ให้เป็นประโยชน์' ศิริวรยอมรับตรงๆ ก่อนที่จะจำกัดคำนิยามให้รางวัลว่า

'รางวัลก็เป็นแค่สปอตไลท์ ที่ช่วยทำให้ขอบเขตการรับรู้งานของคุณเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง ยังไงซะแก่นของเนื้องานก็มีอยู่เท่าเดิม'

ศิริวรเป็นบุคคลประเภทที่ไม่ให้ความสำคัญกับรางวัลมากนัก (หายากนะเนี่ย) เพราะเขาเชื่อว่า

มนุษย์ที่มีแก่นมีราก ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเปลือกจะหนาหรือบาง 

'คนเขียนหนังสือต้องเข้าใจธรรมชาติของรางวัล คุณค่าที่เป็นนามธรรม เป็นคุณค่าที่ลื่นไหล หากเข้าใจตรงนี้ได้เราก็จะไม่มีปัญหากับการประเมินค่าใดๆ เลย' ศิริวรกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง และเสริมอีกว่า การได้รางวัลเป็นเพียงก้าวแรกๆ ในชีวิตเท่านั้น เพราะการเขียนหนังสือต้องประเมินค่ากันตลอดชีวิต แถมยังต้องประเมินค่ากับนักเขียนทั้งโลกด้วย

'คุณเขียนหนังสือ คุณมีสิทธิที่จะภูมิใจเมื่อใครๆ บอกว่าคุณเจ๋งที่สุดในหมู่บ้าน แต่สำหรับผมไม่ได้คิดอย่างนั้น เวลาเขียนหนังสือ ผมจินตนาการถึงพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของโลกวรรณกรรม และเราน่าจะเป็นจุดใดจุดหนึ่งในนั้น นี่อาจเป็นความทะเยอทะยานที่ไม่เข้าท่าก็ได้นะ'

นั่นไม่ใช่ความทะเยอทะยานหรอก แต่เป็นความมุ่งมั่นต่างหาก

ไม่แปลกใจเลยกับความสำเร็จในวันนี้ของศิริวร แก้วกาญจน์.

โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net