วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานแห่งปอเนาะ(จบ)


สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ (ฉ.796)


 ดังที่ร่ายยาวเรื่องของโลกอิสลามจนออกจะไปไกลสักนิด ด้วยเกรงว่าจะกว้างเกินขอบเขตสามจังหวัดไปไกล แต่ที่พูดมาเยอะแยะ ก็เพื่อโยงภาพให้ท่านที่สนใจ มองเห็นชัดขึ้น พิจารณาง่ายขึ้นต่อเรื่องอิสลามที่เข้าสู่ปาตานี

 ระบบปอเนาะที่กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว ก็มีพัฒนาการแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ขอพูดถึงเพียงประเด็นที่เป็นภาพกว้างเท่านั้น

 เมื่อปอเนาะมีการเกิดด้วยเหตุผลของยุคสมัยและเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์แล้ว ต่อมาเมื่อปาตานีผนวกดินแดนกับสยามเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงจึงมีกลิ่นอายของอำนาจสยามเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้น รวมทั้งการผ่านยุคคลั่งชาติยุคหนึ่ง ความเข้าไปเกี่ยวข้องและคุกคามไปถึงเรื่องของการศึกษาศาสนา ก็ประดังเข้ามา จนทำให้ปอเนาะแบบดั้งเดิม ถูกปรับตัวไปสู่การเรียนการสอนสมัยใหม่ ที่มุ่งให้ความรู้ด้านอื่นๆ มากขึ้น

 จากเดิมเมื่อรัฐสนับสนุนผลักดันให้สามจังหวัดมีโรงเรียน มีการเรียนการสอนสามัญ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา อุดมศึกษา แต่ทางฝ่ายความมั่นคงยังติดใจปอเนาะ ซึ่งรัฐรู้สึกว่ายังไม่สามารถควบคุมได้ และเข้าไปเกี่ยวข้องได้ไม่มากนัก และยังเห็นว่า เป็นแหล่งบ่มเพาะการต่อต้านอำนาจรัฐ

 ทั้งที่สมัยนั้น เด็กๆ มุสลิมเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างศาสนิกมากขึ้น เพราะเมื่อเรียนสูงขึ้น โรงเรียนมัธยมในตัวจังหวัดจะเป็นแหล่งรวมพหุวัฒนธรรมจริงๆ เมื่อมีเทศกาลหรือประเพณีใดของใคร ก็มักมีขนมติดไม้ติดมือมาโรงเรียน ทำให้มุสลิมได้รู้ว่า วันนี้วันชักพระ วันชิงเปรต วันเวียนเทียน วันตรุษจีน วันอีดวันรายอ รู้จักขนมเข่ง รู้จักขนมเทียน ขนมลาเดือนสิบ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหาร รู้จักหัวไชเท้า รู้จักกะหล่ำดองกินกับข้าวต้ม รู้จักแกงส้มหน่อไม้ดอง รู้จักซาลาเปา เพราะเมื่อมีการแลกเปลี่ยน ก็มีมุสลิมเรียนรู้ทำออกมาขาย

 ขณะเดียวกัน สถาบันปอเนาะก็จะเป็นส่วนเฉพาะสำหรับผู้ที่จะเอาดีทางศาสนาจริงๆ จะใช้ชีวิตแบบสมถะ ดูแลสังคมด้วยศาสนา เป็นการแยกทางโลกทางธรรมกลายๆ ตามภาษาชาวพุทธ

 แต่เมื่อนานวันเข้า ปอเนาะก็เริ่มเสื่อม เริ่มกลายเป็นสถานที่ดูแลเด็กที่เกเร พ่อแม่ควบคุมดูแลไม่ไหว หรือไม่ก็เรียนในระบบสามัญไม่รอด หัวไม่ค่อยดี และได้รับความนิยมน้อยลง

 โชคดีประจวบเหมาะกับฝ่ายรัฐต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะยังไม่ค่อยไว้ใจ จึงผลักดันให้บรรจุหลักสูตรสามัญ ให้งบสนับสนุน ขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นโรงเรียนราษฎร์ เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ให้เงินอุดหนุนตามจำนวนรายหัวเด็กนักเรียน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับวิชาการ จึงเกิดระบบการศึกษาใหม่แห่งเดียวในโลก คือภาคเช้าเรียนศาสนา ภาคบ่ายเรียนสามัญ เรียนกันวันละแปดเก้าชั่วโมง สัปดาห์ละหกวัน เรียนกันไปเรียนกันมาเกิดกระแสนิยมจากประชาชน เพราะถือว่าลูกหลานได้ทั้งสามัญ ได้ทั้งศาสนา ผู้คนจึงนิยมส่งเข้าโรงเรียนแบบนี้มากขึ้น

 กระทั่งวันนี้โรงเรียนสามัญของรัฐเริ่มว่างเปล่า มุสลิมเรียนน้อยลง ปฏิสัมพันธ์ที่เคยมีขาดหายระหว่างศาสนา ระหว่างวัฒนธรรม ค่อยๆ หันหลังให้กัน ความรู้สึกแปลกแยกเริ่มมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมันต่างกันมากกับอดีต

 ที่สำคัญคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาน้อยมากในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะด้านสามัญ ก็ต่อไปให้ไกลกว่ามัธยมลำบาก ทางด้านศาสนาก็ไม่แตกฉาน กลายเป็นเป็ดตัวใหญ่ ที่บินได้บ้าง แต่ไม่เท่านก ว่ายน้ำได้ไม่เท่าปลา เดินได้ก็แค่ต้วมเตี้ยม

 ในห้วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะที่สังคมไทยโดยรวมเปลี่ยนสถานะเปลี่ยนชนชั้นผู้คนด้วยความสำเร็จทางการศึกษา แต่สามจังหวัดกลับไม่เป็นเช่นนั้น การศึกษาไม่ใช่ความหวังในการเปลี่ยนแปลงอนาคต เด็กที่นี่จบมัธยมปลายด้วยการเขียน ไทย อังกฤษ อาหรับ หรือแม้แต่มลายู เพียงแค่ตัวอักษร อ่านออกเขียนได้ทุกภาษา แต่เขียนเรียงความได้น้อยมาก ใช้ภาษาในทางวรรณคดี หรือคำกวีไม่ได้ ไม่ว่าภาษาใด

 ถ้าหากเรานั่งคุยกับเด็กนักเรียนที่เรียนค่อนข้างดี ให้เขายกชื่อหนังสือเล่มล่าสุดที่เขาอ่าน และอ่านเมื่อใด หรือให้เด็กนักเรียน พรรณนาโวหารด้วยภาษาใดก็ได้ที่ถนัดที่สุด เราจะได้ข้อมูลที่น่าตกใจมาก ถึงแม้อาจจะไม่เป็นเช่นนี้ทั้งหมด แต่ถ้าดูงานวิชาการของประเทศที่ว่าด้วยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จะเห็นได้ว่า สามจังหวัด อยู่อันดับหนึ่งสองสามจากท้ายสุดของตารางเลยทีเดียว

 ถ้าเรานับรวมการศึกษาในระบบปอเนาะแบบเดิม ที่เรียกกันในปัจจุบันว่า สถาบันปอเนาะ เข้ามาด้วยก็คงน่าสนใจ และดูไม่จืดเลยทีเดียว

 สรุปสุดท้ายที่ผู้เขียนพูดมาทั้งหมด เพียงต้องการชี้ว่า ถ้ามองเผินๆ อาจรู้สึกว่าปัจจัยภายนอกเป็นหลัก แต่อย่าลืมว่าสังคมไทยหรือสยามก็มีมุสลิมมาร่วมวงในการปกครองมาอย่างยาวนานเช่นกัน ไม่ใช่เพิ่งมารู้จักกันตอนผนวกปาตานีเท่านั้น

 ดังนั้น ใช่ว่าจะมีเพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้นที่มีบทบาทเปลี่ยนแปลงสังคมสามจังหวัด แต่ปัจจัยภายในก็มีความสำคัญไม่น้อย ปัจจัยภายในที่ว่านี้ มีทั้งมุมมองในเชิงปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ยึดถือ กันแบบอิสลาม ซึ่งยังแบ่งออกไปอีกหลายแขนง หรือแบบมีกลิ่นอายวัฒนธรรมจีน เช่น คำทำนายฮวงจุ้ย หรือแม้แต่แนวผสมตะวันตก เช่น นุ่งลีวายส์ ใส่สูทผูกเนกไท ล้วนมีอยู่ในตัวตนคนมลายูทั้งสิ้น
 แต่ก็ยังมีบางคนบางกลุ่มอึดอัดที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง หรือยอมรับโลกที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรม จึงพยายามอธิบายอดีตให้สวยหรู และโยนบาปให้ 'ปัจจัยภายนอก' เป็นเหตุที่ทำให้สังคมล้มเหลว

 นี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สามจังหวัด ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และยากที่จะแก้ไขได้ตรงจุด

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net