วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพราะฉะนั้นฉันจึงอ่าน เก็บความเศร้าฯ (โพสต์ทูเดย์)


เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย


 

ในการทำงานสร้างสรรค์ใดๆก็ตาม อิสระย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา ทว่าอิสระก็เป็นเสมือนดาบสองคม ใช้ดีก็ดีไป แต่ถ้าใช้ไม่ดี ก็อาจถูกบาดเอาได้ ตั้งแต่ขั้นเบาะๆ แค่เลือดซิบ จนถึงหนักหนา เลือดไหลไม่หยุด ล้มลงไปนอนตายอนาถ

หลายปีบนถนนหนังสือ ศิริวร แก้วกาญจน์ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการทำงานที่เป็นตัวของตัวเอง งานของเขาเขียนเองพิมพ์เองอย่างไม่งอนง้อต่อนายทุนหน้าไหน ใช่! วิธีทำงานเช่นนี้เสี่ยงสำหรับนักเขียนอ่อนหัด แต่ในกรณีของนักเขียนหนุ่มผู้นี้ รางวัลรวมเรื่องสั้นดีเด่น ประจำปี 2547 ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติมอบให้กับรวมเรื่องสั้น “เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง” พร้อมด้วยการเป็นเจ้าของผลงานกวีนิพนธ์ 1 ใน 7 ซึ่งเข้ารอบซีไรต์ในปีเดียวกัน ได้แก่ “ประเทศที่สาบสูญ” ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาไม่ธรรมดา และการตัดสินใจยืนบนขาตัวเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ในงานชุดล่าสุด “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” ศิริวร ยังคงทำงานด้วยวิธีเดิม การพิมพ์หนังสือโดยไม่ผ่านระบบของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เหมือนเป็นการประกาศความคิดบางอย่างที่อยู่นอกเหนือจากตัวหนังสือ นี่คือคลื่นปฏิกิริยาเล็กๆ ซึ่งอาจไม่ทำให้ใครสะดุ้งสะเทือน แต่เชื่อว่าคงมีบางคนที่รู้สึกได้

ถึงวันนี้ ศิริวร นับเป็นกวี-นักเขียนที่มีสุ้มเสียงของตัวเองชัดเจน แต่เขาก็ไม่ได้หยุดตัวเองไว้แค่นั้น ดูเหมือนเขาสนุกที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ หลังจากกวีนิพนธ์ในยุคแรก เขาได้ขยายขอบเขตตัวเอง ด้วยการทำงานที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น จนมาถึงงานชุดล่าสุด ซึ่งเขียนในรูปแบบของกวีนิพนธ์กลอนเปล่า 

ครั้งหนึ่ง ศิริวร เคยบอกเล่าความในใจเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ไว้ในหน้า AUTHOR’S NOTE ของหนังสือ “ประเทศที่สาบสูญ” ว่า “โดยส่วนตัว, ข้าพเจ้าเชื่อว่ากวีนิพนธ์มิได้มีนิยามอื่นใด เว้นแต่เพื่อเพาะพันธุ์และขัดเกลาบางสิ่งบางอย่างซึ่งกระด้างร้างเรื้อ ‘ภายใน’ ของเราให้งอกงามอ่อนโยน และเอื้อความงดงามอ่อนโยนนั้นสู่ชีวิตรอบข้าง...”

 

ย่างเข้ามาสู่งานชุดใหม่ “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” ทัศนะที่เขามีต่อกวีนิพนธ์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มันสะท้อนเด่นชัดอยู่ในงานชุดนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยการมองโลกในมุมที่ละเมียดละไม และการแสดงความรักที่เต็มเปี่ยมต่อเพื่อนมนุษย์

งานชุดนี้ต่างจากชุดก่อนๆของเขา ตรงที่เนื้อหาทั้งหมดเป็นเหมือนบันทึก ซึ่งสะท้อนภาพที่เขาเห็นจากการเดินทางและการใช้ชีวิตอยู่ในที่ต่างๆ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละห้วงขณะ ทั้งความประทับใจ ความสะเทือนใจ และแง่มุมที่น่าขบคิด

ในขณะที่ “ประเทศที่สาบสูญ” โดดเด่นด้วยการนำเสนอแบบบุคคลาธิษฐาน โดยถ่ายทอดความคิดผ่านสิ่งของต่างๆ เสมือนสิ่งเหล่านั้นมีชีวิต มีอารมณ์ความรู้สึก และเรื่องราวที่จะบอกเล่าออกมา แต่สำหรับใน “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” ศิริวร กลับแทบไม่ได้ใช้กลวิธีนี้เลย ทั้งหมดนำเสนออย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่ทำให้งานชุดนี้เปล่งประกาย คืออารมณ์และน้ำเสียงของผู้เขียน ซึ่งเขย่าใจเราให้ต้องสั่นไหวตาม

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” คือการเขียนกลอนเปล่าที่ไม่เปล่าจนโล่งโจ้ง หากแต่หลายๆบทมีสัมผัสอยู่บางๆ สอดร้อยให้เกิดจังหวะการอ่านที่ลื่นไหลและสละสลวยขึ้น แต่ก็ไม่ถึงกับเคร่งครัดจนเกินไป จนเสียความอิสระแบบกลอนเปล่าไป

สำหรับเนื้อหานั้น ศิริวร ได้ขีดเส้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งแรก “บทเพลงของเจ้ากล่อมความเศร้าของเจ้าเอง” ให้ภาพของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมือง ความเติบโตของเมืองที่เบียดบังชีวิต ทำให้ผู้คนกลายเป็นแค่มดปลวกไร้ค่า ส่วนครึ่งหลัง “ใต้ฝ่าเท้าของเหล่าฝูงลิงสีเหลือง” สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆของโลก สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด การแบ่งแยกผู้คนออกจากกัน การกดขี่ที่ประเทศใหญ่มีต่อประเทศน้อย ความอดอยากหิวโหยของผู้คน และ ฯลฯ

แม้มีคำว่า “เด็ก” อยู่ในชื่อหนังสือ แต่ “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” ก็ไม่ได้จำกัดเนื้อหาอยู่แค่ที่เกี่ยวกับเด็ก สิ่งที่ ศิริวร เขียนเกี่ยวข้องกับทุกคนบนโลกใบนี้ โลกที่พวกเราต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยไม่มีสิทธิ์เลือก

ในภาค “บทเพลงของเจ้ากล่อมความเศร้าของเจ้าเอง” ศิริวร เน้นให้เห็นภาพชีวิตอันหลากหลายในสังคมเมือง ตั้งแต่เด็กเล็กๆ อย่าง ฟาง ใน “บ้านเกิดของเด็กหญิงฟาง : โลกสี่เหลี่ยมหมายเลข 408” ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่บนตึกสูง ท่ามกลางผู้คนที่ล้วนแต่แปลกหน้า, คนวัยทำงานอย่างผู้หญิงใน “ขอค่ำคืนและแสงเช้ายืดยาวออกไปอีกหน่อย...” ซึ่งแต่ละวันผ่านไปอย่างเร่งรีบ จนไม่เคยมีเวลาเป็นของตัวเอง จนถึงคนแก่อย่างผู้เฒ่าชาวเขาใน “ความเศร้ายืนยิ้มอยู่ริมถนนหลวง” ซึ่งหากินด้วยการเต้นรำพื้นเมือง แลกการเศษเงินของผู้ผ่านไปมา ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเศร้า!

เช่นเดียวกับในภาค “ใต้ฝ่าเท้าของเหล่าฝูงลิงสีเหลือง” ซึ่ง ศิริวร บอกเล่าถึงโลกที่เลวร้ายผ่านเรื่องราวของผู้คนอันหลากหลาย แม้รู้สึกว่าเนื้อหาออกจะกระจัดกระจายอยู่บ้าง แต่หากนำมาชั่งน้ำหนักเทียบกับครึ่งแรกแล้ว ผมว่าครึ่งหลังดูน่าสนใจกว่ามาก โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึงความโง่เขลาของมนุษย์ ในการแบ่งแยกคนออกจากกัน ด้วยเส้นแบ่งบนแผนที่ เชื้อชาติ ศาสนา และอื่นๆ เขาพาเรามองย้อนกลับไปเมื่ออดีตอันไกลโพ้น ว่าที่แท้ต้นกำเนิดของคนเรามาจากจุดเดียวกัน เราล้วนเป็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ หากแต่เรายังทำร้าย เบียดเบียน และดูถูกดูแคลนกัน ด้วยจิตใจอันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

หลายครั้งที่กวีรุ่นใหม่ถูกข้อกล่าวหา ว่าหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป ทำให้งานวนเวียนอยู่ในโลกส่วนตัวอันคับแคบ และยากที่ผู้อื่นจะเข้าถึง แต่หากใครที่ติดตามอ่านกวีนิพนธ์มาโดยตลอด ผมเชื่อว่าคงเห็นต่างออกไปแน่ งานของคนรุ่นนี้ใช่จะเป็นอย่างข้อกล่าวหาเสมอไป อย่างน้อยก็ยังมีคนแบบ ศิริวร ที่แหวกออกมาจากกรอบนั้น ทำให้กวีนิพนธ์ในปัจจุบัน ไม่ใช่ผลผลิตของกวี โดยกวี และเพื่อกวีอีกต่อไป ทว่ามันคืองานสร้างสรรค์สำหรับมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง 

“เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” คือหนึ่งในผลงานที่คงเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดี.  

 ข้อมูลหนังสือ 

ชื่อเรื่อง:          เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก

ผู้เขียน:           ศิริวร แก้วกาญจน์

สำนักพิมพ์:       แสงเงา

จำนวนหน้า:      160 หน้า

        ราคา:            130 บาท


โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net