วันที่ พุธ ธันวาคม 2549

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิกฤติ19ธันวาฯสอนเราสร้างพลังภายในเพื่อต้านภัยแร้ง


วันอังคารที่ 26 ธันวาฯ
             กรณี "ธันวาฯ ทมิฬ" อย่างน้อยก็มีผลดีตรงที่ทำให้คนไทยในวงการต่างๆ ได้นั่งลงถกแถลงกันว่าทิศทางของประเทศไทยในเวทีสากลโลก ควรจะต้องเดินไปทางไหน?
            ระหว่างการส่งเสริมการส่งออกด้วยการให้เงินบาทอ่อนกับการยอมให้กองทุนเก็งกำไรต่างชาติเข้ามา "ปั่นตลาด" ให้เงินบาทแข็งขึ้นตามเป้าหมายของเขา ธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐบาลไทยจะต้องชั่งน้ำหนักให้เหมาะสมอย่างไร?
           ที่เป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับชาวบ้านทั่วไป ก็คือว่าเหตุของ "วิกฤติต้มยำกุ้ง" เมื่อ 10 ปีก่อนนั้นเกิดจากการที่เงินจากข้างในไหลออกไปข้างนอกมากเกินไป แต่คราวนี้เพราะเรากลัวเงินจากข้างนอกไหลเข้ามากเกิน
          ที่แปลกกว่านั้นก็คือว่าวิกฤติครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะต่างประเทศเห็นว่าเศรษฐกิจของไทยเข้มแข็งและน่าจะเป็นสนามสำหรับให้พวกเขาเข้ามา "เก็งกำไร" ได้อย่างดี
          ย่อมจะเกิดคำถามว่าถ้าเศรษฐกิจไทยเราดี ทำไมเราต้องเจอปัญหา? ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องทำเศรษฐกิจให้ดีนัก เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกเก็งกำไร มิดีกว่าหรือ?
          นี่คือความแปลกประหลาดของโลกโลกาภิวัตน์...ที่ไม่มีทางเลือกไหนเป็นทางเลือกที่ไม่มีปัญหาเพราะพฤติกรรมของ "เงิน" ในระบอบทุนนิยมสุดขั้ว (บางคนเรียกมันว่า "casino capitalism" หรือทุนนิยมกาสิโน) อันหมายถึงการที่มหาอำนาจอย่างมะกันใช้ตลาดทุนและตลาดเงินของโลกมาปั่นให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่สนใจว่าการ "เล่นเกมพนัน" กับเงินอย่างนั้น จะไปก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีความสามารถในการป้องกันตัวเองอย่างไรเลย
         กลายเป็นสัจธรรมแล้วว่า บรรดากองทุนเก็งกำไรค่าเงินข้ามชาติเหล่านี้ จะหอบเงินจำนวนมหาศาลไปรอบโลก เพื่อจ้องหาช่องว่าง และจังหวะหรือจุดอ่อนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอ่อนแอในการกำกับดูแลระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
         เขาเห็นช่องโหว่ที่จะโจมตีตรงไหน เขาก็จะโยนเงินของตัวเองเข้าไป...โดยมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือการทำกำไรสูงสุดไม่ว่าจะเป็นตลาดตราสารหนี้หรือตลาดหุ้น...เพราะเขาพูดกันในแวดวงการลงทุนระหว่างประเทศว่า "เงินไม่ผูกโบ" ซึ่งแปลว่าเมื่อเงินไม่มีสีแยกแยะตัวเองออกมา ก็ย่อมไม่สามารถจะบอกได้ว่า เงินส่วนไหนจะเข้าไป "เจาะ" หรือ "ปั่น" ในตลาดไหน
         เงินนอกจากจะไม่ผูกโบ ไม่แยกสีแล้วก็ยังไม่เคารพพรมแดนภูมิศาสตร์หรือการเมืองอีกด้วย
         เพราะแนวโน้ม "ทุนนิยมบ้าเลือด" อย่างนี้ จึงทำให้เราต้องกลับมานั่งตรึกตรองอย่างหนักว่านโยบายการบริหารเศรษฐกิจของไทยนั้น จะเปิดจุดอ่อนให้เงินทุนต่างชาติเข้ามาทำลายล้างหรือปั่นให้เกิดความเสียหายไม่ได้...แน่นอนว่า เราไม่ปฏิเสธความเป็นโลกาภิวัตน์ของสังคมโลก แต่เราก็ไม่ควรจะเปิดทางให้เกิดความอ่อนไหวที่ใครจะโจมตีเราได้ง่ายๆ
         ทางออกจริงๆ ก็คือการสร้างประเทศให้มีประสิทธิภาพที่เป็นเนื้อๆ อย่างแท้จริง ที่ทำให้เราสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ เพราะเรามีบุคลากรที่เก่ง ฝึกปรือตลอดเวลา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทันกับเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงในยุคอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง
          เราต้องไม่โตด้วยการ "เก็งกำไร" และต้องไม่อาศัยเพียงแต่ความได้เปรียบทางด้านค่าแรงต่ำ หรือความได้เปรียบที่ไม่ยั่งยืนทั้งหลายทั้งปวง
 เราจะยั่งยืนได้จริงๆ ต้องไม่อยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยนอย่างเดียว ผู้ส่งออกของเราจะต้องไม่อาศัยเงินบาทอ่อนเพื่อแข่งกับคนอื่น เพราะเงินบาทอ่อนก็จะนำปัญหาเงินเฟ้อตามมา และเมื่อเงินบาทอ่อนโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจ ก็จะกระทบต่อการนำเข้าและต้นทุนของสินค้าที่ผลิตในประเทศอีกเช่นกัน
           ฉะนั้นความเข้มแข็งจริงๆ ของเราต้องอยู่ที่การไม่พึ่งพาปัจจัยจากต่างประเทศมาก จนเกิดอาการแตกตื่นทุกครั้งที่ต่างชาติ "เทขาย" หุ้นหรือตราสารหรือการลงทุนใดๆ
           ต้องไม่ลืมว่า เขาเข้ามาลงทุนในไทยไม่ใช่เพราะเขารักเราเป็นพิเศษ แต่เพราะว่า ณ จังหวะนั้นๆ เขาประเมินว่า เขาสามารถทำกำไรมากกว่าที่จะทำในประเทศอื่นเท่านั้นเอง
            เราต้องมีวาระแห่งชาติและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ ที่ "พึ่งพาตนเอง" และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจอย่างถาวรและมั่นคงด้วยความเข้าใจว่า เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าออกนั้น ต้องไม่มีผลกระทบมากจนต้องแตกตื่นทุกครั้ง ที่เขาตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอะไรในประเทศไทย
            แน่นอนว่า นโยบายของเราจะต้องมีความต่อเนื่องและรับผิดชอบ ต้องศึกษาปัจจัยทั้งหลายอย่างรอบคอบ และที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องมีนโยบายกรอบใหญ่ที่มีดุลถ่วงพอดีระหว่างการรักษาการส่งออก ปกป้องเสถียรภาพค่าเงิน และการดูแลภาวะเงินเฟ้อไม่ให้ดัชนีตัวใดตัวหนึ่งต้องถูกกระทบหนักหน่วงเกินไป
           ไม่แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่จำเป็นจะต้องตกเป็น "ตัวประกัน" ของ "นักเก็งกำไร" ที่ทำตัวเป็น "พรานล่าเหยื่อ" ที่ไร้ความรับผิดชอบ และต้องไม่ถูกบรรดา "แร้ง" การเงินระหว่างประเทศกำหนดชะตากรรมของเราอย่างที่เห็น
           แท้จริง แนวทางที่จะช่วยให้เรายืนอยู่บนขาตัวเองอย่างแข็งแกร่ง ต้านแรงกระชากของโลกาภิวัตน์ และได้ประโยชน์จากความคล่องแคล่วของระบบตลาดทุนและการเงินระหว่างประเทศ ก็คือแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียงเชิงรุก" นั่นเอง

โดย กาแฟดำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net