วันที่ อังคาร กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิทานพื้นบ้าน(9) ตำนานการสร้างโลก


          กาลครั้งหนึ่งนานที่สุด  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกเสร็จใหม่ๆ อันประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม และไฟ เป็นธาตุพื้นฐาน พระองค์ทรงสังเกตอยู่เป็นเป็นเวลานานหลายล้านปี ไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากการหมุนรอบตัวเองของโลกทำให้เกิดกลางวันกลางคืน เกิดน้ำขึ้นน้ำลงตามแรงดึงดูดของดวงจันทร์ เกิดพายุตามการแปรเลี่ยนของอุณหภูมิโลก และคลื่นทะเลตามความรุนแรงของกระแสลมบกลมทะเล ฯลฯ

          พระองค์ทรงครุ่นคิดหานวัตกรรมใหม่ไว้ดูเล่น จึงคิดสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในโลก พระองค์จึงคิดกระบวนการสร้างสิ่งมีชีวิต ที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยโซ่อาหาร ดังนั้นพระองค์จึงดำริห์เสกสรรพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่สามารถดูดซับเกาะกินธาตุอาหารจากธาตุพื้นฐานที่พระองค์ทรงสร้างมา อันมีน้ำ อากาศ แสงแดด และธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยม ทั้งหมดอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันด้วยร่มเงา และการยึดเกาะ

          กาลเวลาผ่านมาหลายล้านปี โลกอันประกอบไปด้วย ธาตุและพืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ดี เขียวขจีปกคลุมโลก โดยป่าไม้สามารถป้องกันการชะล้างหน้าดินที่เกิดจากฝนที่ตกลงมา ช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ไม่ให้ไหลหลาก และปล่อยลงมาอย่างช้าๆ ทำให้เกิดแม่น้ำ ลำธาร น้ำตกสวยงามตระการตา ส่วนชายทะเลได้เกิดป่าชายเลนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เมื่อคลื่นสาดซัด โลกจึงดูงดงามในสายตาของพระองค์

          อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์มองดูโลกแล้วรู้สึกเบื่อที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตจำพวกพืชเป็นไปอย่างช้าๆ และเคลื่อนที่ไม่ได้  จึงทรงครุ่นคิดหานวัตกรรมใหม่ ใช้เป็นตัวละครในโลก จึงสร้างโมดุล (Model) สัตว์ต่างๆ ขึ้นมามากมายหลายชนิด มีทั้งประเภทกินพืชและกินสัตว์ด้วยกัน ทั้งอาศัยอยู่บนบก และในน้ำ เมื่อพระองค์ทรงออกแบบเสร็จสิ้นแล้ว จึงบรรดาลให้โมดุลของพระองค์มีชีวิตลงมาอาศัยในพื้นพิภพ

          หลายล้านปีต่อมาพระองค์จึงคิดตรวจสอบดูว่าสัตว์โลกที่พระองค์ทรงสร้างและปล่อยมาอยู่อาศัยในโลกนั้นเป็นอยู่กันอย่างไร ผลปรากฏว่า บางสายพันธุ์ได้สูญหายไปจากโลกด้วยไม่สามารถปรับตัวได้ บางสายพันธุ์ก็ดำรงอยู่ ที่แปลกก็คือ เกิดมีสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมามากมาย พระองค์จึงตั้งสมมติฐานว่าอาจเกิดการวิวัฒนาการหรือการผสมข้ามสายพันธุ์ เพื่อให้สมมติฐานได้รับการพิสูจน์ จึงเริ่มทำการวิจัย

          ขั้นแรกพระองค์ทรงส่งกระแสจิตเป็นแบบสอบถาม ปัญหาพบว่า ประการแรกเกิดจากสัตว์ที่ฉลาดกว่านำสัตว์ชนิดอื่นมาใช้งาน ประการที่สองเกิดจากการสืบพันธุ์ที่ขาดกฎเกณฑ์

          เมื่อได้ปัญหามาพระองค์ทรงคิดหาแนวทางแก้ปัญหาประการแรกด้วยการทดลองที่ 1  โดยการสุ่มตัวอย่างสัตว์ที่มีปัญหามากที่สุด มากลุ่มหนึ่งได้แก่ มนุษย์ ควาย ลิงและสุนัข เพื่ออสอบถามความพึงพอใจที่พระองค์ตัดสินใจกระทำลงไปกับสัตว์ทั้งสี่ โดยข้อมูลเบื้องต้นทราบว่ามนุษย์ได้บังคับพวกมันมาใช้งาน จนสิ้นอายุไข (เดิมพระเจ้ากำหนดให้มาชนิดละ 40 ปี)

พระองค์ทรงสัมภาษณ์ควายเป็นลำดับแรก “เป็นอย่างไรบ้างเจ้ามหิงสา เราให้ชีวิตเจ้าไปอยู่บนโลก” “ไม่ไหวเจ้าข้า พระองค์มอบอายุให้มากเกินไป ข้าทำนาเหนื่อยหลังขดหลังแข็ง ตั้งแต่อายุ 3 ปี จนแก่เฒ่า ขอพระองค์จงลดอายุหน่อยเถอะ ขอข้าเพียง 20 ปีก็พอ” ควายกล่าว

 “ไม่ได้หรอก เราตรัสสิ่งใดไปแล้วมิสามารถคืนกลับได้” พระเจ้าตรัส มนุษย์นั่งฟังอยู่ก็กราบทูลว่า “ให้ข้าพเจ้าก็ได้พระเจ้าข้า” 

                         

ได้ช่องทางดังนั้น พระเจ้าก็เลยยกอายุ 20 ปีให้มนุษย์ (รวมของเดิมเป็น 60 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่า มนุษย์วัยนี้ คือ อายุ 40 – 60 ปีจะทำงานหนักเหมือนควาย)

เมื่อเป็นเช่นนั้น สุนัขก็ขอลดอายุเช่นกัน “ข้าเจ้าเห่าเฝ้าบ้านจนเสียงแหบเสียงแห้งอายุมากเกินไป ข้าเจ้าขอลด 20 ปีเช่นกัน” มนุษย์จึงรับเอาอีก (รวมเป็น 80 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่า คนอายุ 60 – 80 ปีหรือหลังเกษียณ แล้วจะมานั่งเฝ้าบ้านด่าลูกด่าหลาน)

ลิงได้โอกาส จึงทูลขอเช่นเดียวกันกับสัตว์ทั้งสอง มนุษย์จึงรับมาอีก 20 ปี รวม 100 ปี (เป็นที่น่าสังเกตว่า คนวัย 80 – 100 ปี จะนั่งจับเจ่าคลำๆ จ้องๆ มองๆ หรือนั่งหลังคู้คล้ายลิง

จบ (ภาค 1) ติดตามภาค 2 ต่อไป

                                         

โดย ครูควนฮาย

 

กลับไปที่ www.oknation.net