วันที่ อังคาร กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บางเชือกหนัง - บางระมาด - นางเลิ้ง ชื่อนี้ที่กรุงเทพฯเพี้ยนมาจากภาษาเขมรจริงหรือ ?


บางเชือกหนัง - บางระมาด - นางเลิ้ง  ชื่อนี้ที่กรุงเทพฯเพี้ยนมาจากภาษาเขมรจริงหรือ ?  

            ท่านผู้อ่านเคยทราบเเหล่งที่มาของสถานที่ดังกล่าวหรือไม่ครับ  ชึ่งข้าพเจ้าได้หยิบยกความน่าสนใจในแหล่งที่มาของชื่อเรี่ยกสถานที่ดังกล่าวในมุมมองของนักวิชาการและในมุมมองประสปการณ์ความเข้าใจในฐานะเจ้าของภาษาถิ่นเขมรอีสานใต้มาผนวกเเละวิเคราะห์ความน่าเป็นไปได้   ชึ่งจะขอกล่าวในมุมมองทัศนะในแบบฉบับของตนเองบวกกับข้อมูลที่เกิดขึ้นมาแล้วมาประกอบ

             บางเชือหนัง   เป็นชื่อชุมชนและคลองตั้งอยู่ในเขตตลิ่งชันฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร  

ในอดีตชุมชนแห่งนี้น่าจะมีความเก่าแก่ไปถึงสมัยต้นๆกรุงศรีอยุธยาดังปรากฏหลักฐานจากโคลงกำศรวลสมุทรหรือกำศรวลศรีปราชญ์กวีแห่งกรุงศรีอยุธยา  ความว่า

           เยียมาแส้วไส้หย่อน         บางฉนัง

           ฉนังบ่อมาทันสาย            แสบท้อง

           ขนมทิพย์พงารัง              รจเรขมาแม่

           ยินข่าวไขหม้อน้อง           อิ่มเอง ฯ

        ( ตัดมาเฉพาะตอนที่ปรากฎคำว่า  บางฉนัง  ในบทที่  62  นิราศกำศรวลสมุทรหรือกำศรวลศรีปราชญ์)

ในโคลงดังกล่าวมีการบรรยายให้ทราบถึงราบละเอียดพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯริมแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมชวนให้นึกถึงสภาพบรรยากาศชุมชนพื้นที่สมัยนั้นได้อย่างพอเห็นภาพ  จนกระทั่งในโคลงได้บรรยายเรี่ยกชื่อสถานที่ดังกล่าวเมื่อมาถึงดังที่กล่าวมาข้างต้น

          บางฉนัง    ฉนัง หรือ ชนัง  เป็นภาษาเขมร  แปลว่า   หม้อ    บางฉนัง จึงหมายถึง บ้านหม้อ 

ทั้งนี้เมื่อมาทำความเข้าในความหมายของคำว่าบางฉนังแล้ว  พอจะสันนิฐานได้ว่า  ชุมชนแถบนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคำว่าหม้อเมื่อครั้งสมัยโบราณ  ไม่ว่าจะเป็นแหล่งผลิตหม้อ   ขายหม้อ   หรือมีความเกี่ยวโยงไปถึงความเป็นชุมชนโบราณเมื่องครั้งเขมรมีอิทธิพลในพื้นที่แถบนี้    หรืออาจเป็นชุมชนใหม่ที่ก่อตัวขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาครั้งเมื่อกรุงศรีไปตีเมืองพระนครได้แล้วอาจจะกวาดต้อนชาวเขมรเข้ามาในแถบนี้จึงก่อตัวเป็นชุมชนและบวกกับความสามารถมีฝีมือในการผลิตหม้อ  จากสถาพทางพื้นที่มีความน่าเป้นไปได้เพราะเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมติดริมสายน้ำเจ้าพระยาเดิมมีแหล่งวัตถุดิบในการคิดค้นทำหม้อโดยใช้ดินจากบริเวณสายน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้      แต่หลักฐานที่แสดงออกมาสนับสนุนของชื่อว่า   ฉนังหรือหม้อ   ไม่ปรากฎหลักฐานที่เป็นตัวหม้อเหลือให้เห็นมีเพียงก็แต่โคลงชื่อเรี่ยกชุมชนนี้

และนอกจากนั้นยังมีข้อความของนักวิชาการจากการสรุปการสัมนา   โครงการส่งเสริมศักยภาพของการพัฒนาเเหล่งท่องเที่ยว  หลักสูตร "  การฟื้นฟูชุมชนโบราณให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน " โดย  รศ.ศรีศักร   วัลลิโภดม   เมื่อวันที่  7  กันยายน  2545  ณ  โรงเเรมราชพฤกษ์   จังหวัดพิษณุโลก   ความว่า 

"การเกิดของสุโขทัยนั้นอยู่บนเส้นทางการค้า เช่น จากแควน้อย จากพิษณุโลกอาจจะขึ้นไปทุ่งยั้ง อุตรดิตถ์ ตัดไปศรีสัชชนาลัย ลงสุโขทัย นี่คือเส้นทางโบราณ นอกจากเส้นทางแม่น้ำแควน้อยแล้วยังมีลำน้ำจรที่สามารถไปทุ่งยั้ง ไปศรีสัชชนาลัยได้ด้วย

ต่อคำถามที่ว่าพ่อขุนผาเมืองมาจากไหนนั้น พ่อขุนผาเมืองนั้นมาจากนครไทย ผ่านทุ่งยั้ง ไปศรีสัชชนาลัย จากศรีสัชชนาลัยผ่านเมืองบางฉนังเข้าตีสุโขทัย นี่คือเส้นทางโบราณ พ่อขุนผาเมืองไม่ได้มาจากเพชรบูรณ์ แต่มาจากนครไทย ในขณะเดียวกันทุ่งยั้งอาจเป็นเมืองของพ่อขุนบางกลางหาว ซึ่งมาผนวกกำลังกันเข้าตีศรีสัชชนาลัยและสุโขทัย "

ที่มา : http://www.lek-prapai.org/activity/activity7.htm

ซึ่งท่านรศ.กล่าวถึงสถานที่ดังกล่าวคือเมืองบางฉนังซึ่งน่าจะมีความหมายเดียวกับที่บางฉนังแต่ในข้อความดังกล่าวที่พูดถึงการเป็นเมืองของบางฉนัง  ซึ่งถ้ามีความเป็นไปได้ว่าสองแห่งนี้มีความสอดคล้องกัน  บางฉนังก็น่าจะมีความเก่าแก่ลงไปถึงสมัยกรุงสุโขทัยหรือก่อนการก่อตั้งกรุงสุโขทัยหรือหมายลงไปถึงสมัยเมืองพระนครก็เป็นได้

          แม้จะประการใดก็แล้วแต่ในความจริงของที่มาว่าคนกลุ่มใดของบางฉนังเป็นผู้ก่อตั้งชื่อเป็นชุมชนนี้ขึ้น    บางชนังนั้นที่สำคัญน่าจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวโยงอะไรบางอย่างกับคนเขมรและหม้อที่ยังปรากฎออกมาจากการออกเสียงและรูปแบบการเขียนในโคลงดังกล่าว    กระทั่งถึงแม้นการเวลาและวิวัฒนาการณ์ทางภาษาได้ดำเนินมาเรื่อยๆการเรี่ยกขานมีความเพี้ยนไปนี่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการการแทนที่ที่แสดงถึงความเป็นจริง   จากบางฉนัง ในที่สุดก็กลายมาเป็น   บางเชือกหนัง   ในปัจจุบัน  

ที่มา : ศรัณย์  ทองปาน และวิชญดา  ทองแดง.ชุมชนทางตลิ่งชัน.วารสารเมืองโบราณ :ฉบับที่  4  ตุลาคม -ธันวาคม 2549 .43 - 55

 http://www.onep.go.th/misc/topic0004-01.asp

             บางระมาด   เฉกเช่นเดียวกับบางฉนัง   ซึ่งปรากฎชื่อในโลงกำศรวลสมุทรหรือกำศรวลศรีปราชญ์ สมัยอยุธยาความว่า

                กล้วยอ้อยเหลืออ่านอ้าง    ผักนาง

                 จรหลาดเล็กคนหนา         ฝั่งเฝ้า

                 เยียมาลุดลบาง                ระมาด

                 ถนัดระมาดเต้นเต้า           ไต่เฉนียนฯ

 ( ตัดมาเฉพาะตอนที่ปรากฎคำว่า  บางระมาด   ในบทที่  57  นิราศกำศรวลสมุทรหรือกำศรวลศรีปราชญ์)

และนอกจากนั้นยังปรากฎการกล่าวถึงสถานที่ดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในโคลงนิราศสุพรรณ  นิราศพระประธม  แสดงให้ถึงความเก่าแก่ของชุมชนบางระมาดนับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาหรือเก่าแก่กว่าก่อนหน้านั้นถ้ามองในแงอิทธิพลของเขมรโบราณหรือการถูกกวาดต้อนมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาตีเมืองพระนครหรืออาจเป้นชุมชนเขมรดั้งเดิมในสมัยเขมรมีอิทธิพลในแถบนี้

       และนอกจากนั้น ว่ากันว่าพื้นที่แถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของผื้นป่าอยู่และมีชุมชนประกอบอยู่ด้วย  ซึ่งในป่าแถบนี้มีแรดชุกชุมมาก  นี่เป็นมุมองหนึ่ง

       บางระมาด     ระมาดนั้นเป็นภาษาเขมร ภาษาเขมรเขียนว่า   รมาส เวลาอ่านอ่านว่า  ระเมีย๊ะส์ ออกเสียงอาเป็นเอีย  แปลว่า  แรด    ซี่งลักษณะการเขียนยังคงรูปแบบ  เดียวกับเขมร   แต่การออกเสียงอย่างเขมรต้องเป็นสระเอีย 

คำว่า  ระเมี๊ยะส์     นั้นยังปรากฎในการใช้เรี่ยกสถานที่ที่เป็นโบราณสถานในกัมพูชาและเรี่ยกชื่อชุมชนในปัจจุบันเช่น

กลุ่มปราสาท   โรบังโรเมี๊ยะส์   แปลว่า    รั้วเเรด    ปราสาท  เกราโรเมี๊ยะส์  แปลว่า    คอกเเรด    ซึ่งกลุ่มปราสาทเหล่านี้อยู่ในหมู่ปราสาทสมโบไพรกุก  ชื่อที่นำมาเรียกปราสาทชาวเขมรนำมาเรี่ยกประกอบภายหลัง(ป่าปราสาทที่สมโบไพรกุก: วารสารเมืองโบราณ ฉบับบที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2545  .64-78.)

ส่วนในประเทสไทยมีชุมชนชื่อ   ปรือคัน  หรือ เปร็ยโรเมี๊ยะส์  หมายถึง  ป่าเเรด   ปรือ  หมายถึง   ป่า    เป็นภาษาส่วย   ปรือคันนั้นคนสมัยใหม่รุ่นหลังเข้าใจว่า  โรเมีย๊ะส์  หมายถึง  ระเมี๊ยะส์   ที่แปลว่า  คัน     ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงที่คล้ายกับคำว่าเเรด   ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้มีการออกเสียงที่คล้ายกับคำว่าโรเมี๊ยะส์แต่คนละความหมาย   คือ   ระเมียด (ขมิ้น)   ระเมื๊อ (คัน)  เมี๊ยะ(ทอง)

ถึงอย่างไรก็ดีบางระมาดนั้นบอกได้เลยว่าเป็นภาษาเขมรแต่การออกเสียงนั้นเป็นแบบไทย  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนเขมรในเรื่องของภาษาแต่ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าบางระมาดนั้นเป็นชุมชนคนเขมรเดิมที่ก่อตั้งชุมชน  ซึ่งต้องรอการศึกษาและค้นคว้าเพื่อให้ทราบเรื่องราววิวัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมภาษาที่หลงเหลืออยู่ในสังคมไทยสมัยอดีตจนกระทั่ง

ที่มา : ประภัสสร์  ชูวิเชียร.วัดโบราณในคลองบางระมาด .วารสารเมืองโบราณ :ฉบับที่  4  ตุลาคม -ธันวาคม 2549 .73 - 87.

         ส่วนอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานครที่ทุกคนอาจมองข้ามคือ   ย่านนางเลิ้ง 

        นางเลิ้ง  นั้น ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน2525ปรากฎคำว่า  ฉนังชึ่งหมายถึงหม้อเป็นภาษาเขมร และบางท่านให้ความเห็นที่สอดคล้องกับคำความหมายในพจนานุกรรมว่า  น่าจะเพี้ยนมาจาก  ภาษาเขมร  จากคำสองคำคือ   ฉนัง  แปลว่า  หม้อ  เพี้ยนมาเป็น   นาง   ในภาษาไทย     เลิง  แปลว่า  ขึ้น   เพี้ยนมาเป็นเลิ้ง     จริงๆแล้วถ้ารวมคำเรี่ยก  ฉนังเลิง  แปลว่า  ขึ้นหม้อ  น่าจะหมายถึง  การปั้นหม้อ  การเอาหม้อขึ้น  การส่งหม้อ   ขึ้นหม้อ 

          และปรากฎพระราชพงศาวดารที่กล่าวถึงความเกี่ยวข้องของชุมชนเขมรในกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์(ขำบุญนาค)  ในตอนหนึ่ง กล่าวถึงรัชกาลที่3  ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้   ไพร่หลวงเกณฑ์บุญ  มาอาศัยอยู่บริเวณสนามกระบือ ซึ่งเป็นบริเวณวัดสุนทร ธรรมทาน หรือ วัดแคนางเลิ้งในปัจจุบัน 

      ซึ่งรายละเอียดในพงศาวดารดังกล่าวได้กล่าวถึงรายละเอียดของเจ้านายเขมรที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยนี่อาจเป็นประเด็นสนับสนุนว่าชุมชนในย่านนี้มีความสัมพันธ์ในด้านอิทธิพลการเข้ามาของภาษาเขมรที่ใช้เรี่ยกย่านนี้  ทำให้สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งวังของเจ้านายเขมรที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยได้รับอิทธิพลการเรี่ยกชื่อย่านนี้   และเป้นอื่นไปไม่ได้ย่านนี้มีคลองผ่านอาจเป้นแหล่งดินที่สำคัญในการนำดินมาปั้นหม้อ  จนอาจเป็นแหล่งค้าขายหม้อ จนเป้นที่เรี่ยกชื่อนี้ว่า  ฉนังเลิง  จนกระทั่งในที่สุด ก็เพี้ยนมาเป็นนางเลิ้งในปัจจุบัน   แต่อย่างไรก็ดีถ้าเป็นได้ว่าชุมชนแถบนี้มีความเกี่ยวโยงกับหม้อดังคำเรี่ยก แล้วทำไมไม่ปรากำหลักฐานสิ่งที่แสดงถึงตัวหม้อลงเหลือไว้ให้เห็น หรือมีความเกี่ยวโยงในแง่อื่นใดของชื่อที่มาในสถานที่แห่งนี้เล่า

ที่มาข้อมุลประกอบการเขียนhttp://www.culture.go.th/knowledge/pculture/bangkok1/1_1.html

 นิตย์    คำอุไร.เรื่องเล่าชาวกรุง: เด็กวังนางเลิ้ง..วารสารเมืองโบราณ :ฉบับที่  4  ตุลาคม -ธันวาคม 2549 .134- 140.

         เรื่องราวที่นำเสนอต้องการที่จะนำเสนออิทธิพลของภาษาวิวัฒนาการของชุมชนที่มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณจนกระทั่งเป็นปัจจุบันเพื่อให้เกิดการตระหนักและเรียนรู้ในความเป็นของชุมชนที่มีความเกี่ยวโยงทางประวัติศาสตร์สังคมของตนเองและรอบข้าง   เพื่อในมาซึ่งความเข้าใจและหวงแหนเกิดความรักความสามัคคีในสังคมของตนเองและสังคมประเทศในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

โดย บรรณาลัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net