วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องจีน ต้อนรับด้วยน้ำชา


  ฉิ่งจั๊ว  ฉิ่งจั๊ว .... คำเชื้อเชิญ ให้แขกนั่ง ดื่มชา ....รู้จักกันแนะนำตัวกัน ก็ในวงน้ำชานี่แหละ  ผู้เป็น เจ้าบ้าน ซึ่งบรรจง จัดแจงอุปกรณ์เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว ก็จะเริ่ม ต้มน้ำ  ในระหว่างรอ ก็พูดคุยกันไปเรื่อย

""

..

 วันนี้ เรามาคุยกันเรื่องเมืองจีนบ้าง  ออกตัวไว้ก่อน ว่าเรื่องราวที่เขียน เก็บเกี่ยวมาจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอประจำวัน....นำมาบันทึกไว้เพื่อไม่ให้ หลงลืมไปตามกาลเวลา...ส่วนสำนวนการเขียน ก็ต้องปรับไปตามสภาพแวดล้อม  ทำให้ไม่สามารถโลดโผนได้มากนัก ...หุ หุ หุ

...

""

มณฑลฟุเจี้ยน ดูตามแผนที่ จะเห็น อยู่ตรงข้าม เกาะไต้หวัน  ทางเหนือติด มณฑลเจ้อเจียง..ทางใต้ ติดมณฑลกวางตุ้ง ทางตะวันตก ติดมณฑล เจียงซี ตะวันออกติด ทะเล ระยะทางเรียบชายฝั่ง ยาวเป็นที่ สาม ของประเทศจีน คือ 5,443 กม.พื้นที่ ทั้งหมด  123,000 ตร.กม.ประชากร 34 ล้านคน 

..

ฟุเจี้ยน มีภูเขา มากกว่าพื้นที่ราบ ความเจริญ จะเอียงมาทางฝั่งติดทะเล มากกว่า สินค้าพื้นเมือง ที่ขึ้นชื่อ มีหลายอย่าง

""

หนึ่งใน นั้น ก็คือ ชา...

 

การดื่มชา และการชงชา เป็น ทั้งศาสตร์ เป็นศิลป์ และ เป็นแหล่งรวมของ ปรัชญา ในคราวเดียวกัน ทำไม ถึงว่าอย่างนั้น เพราะว่า  ในช่วงค้นหา ยาอายุวัฒนะให้กับ จักรพรรดิจีน (ยุคจักรพรรดิชิน-นัง ) เชื่อว่า การดื่มน้ำอุ่น น้ำเปล่าอย่างเดียว จะไม่เพียงพอ แต่ถ้าเสริมปัจจัยจากพืช จากดินและธาตุอื่นให้ครบ จะสามารถ ยกระดับให้เครื่องดื่มนั้น มีสรรพคุณเป็นทั้งยา เป็นทั้งเครื่องดื่มประจำวันที่ทานได้ แล้วไม่เกิดอาการเป็นโทษต่อร่างกายรวมทั้งทำให้ โรคต่างๆ ลดน้อยลง เป็นผลให้อายุยืนขึ้น

..

ด้วยความพยายาม ให้จักรพรรดิ  มีอายุยืนนาน ( ในทีวี หนังจีนโบราณ เวลา จักรพรรดิ ขึ้น นั่งบันลังก์ มังกร ซึ่งเป็นจุดสูงสุด ของหลังคาโลก จะได้ยิน บรรดา ขุนนาง ร้องพร้อมๆกัน ว่า  ว่านซุย ว่านซุย ว่าน ว่าน ซุย + หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี ) จึงสามารถค้นพบต้นชา และนำใบชามาบ่มตากแห้ง นำมาชงใส่น้ำร้อนตามกระบวนการปรับดุลหยิน-หยาง ในที่สุด

""

""


       ต่อมาชาได้รับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการเซ่นไหว้ เทวดาฟ้า-ดิน และบรรพบุรุษในพิธีกรรมต่างๆ
ชาวราชสำนักเริ่มนิยมกันในหมู่ขุนนางและราชวงศ์ ไม่นานก็ยิ่งแพร่หลายวงกว้างลงสู่สาธารณชนโดยทั่ว

 


      ""

""

และพิธีกรรมรูปแบบการชงชา  แบ่งออกเป็น หยินและหยาง

ชาจีน เป็นหยิน เกิดขึ้นจากสภาวะแวดล้อมแผ่นดินใหญ่ กว้างขวาง ไม่เร่งรีบ    รูปแบบของจีนมี โต๊ะหรือเสื่อหรือบริเวณว่าง รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  กาที่ใช้เมื่อล้างนำมาคว่ำควรจะเรียบราบแนบกับพื้นล่างพอดีไม่เอนเอียง เจ้าภาพหรือผู้ชงชา นั่งหนึ่งด้านของโต๊ะถือเป็นศูนย์กลาง  แขกรับเชิญนั่งซ้าย-ขวาและด้านหน้าอีกหนึ่งท่านรวมเป็น คน  กาน้ำชา ถ้วยน้ำชา จึงมีขนาด 4 ใบเทได้พอดีจากกาน้ำชา ชามวางถ้วยชาเป็นชามกลมมีรูระบายน้ำทิ้งอยู่ น้ำชาเกินจะลงส่วนล่างของชาม

ชาญี่ปุ่น คือชาเขียว ( ไม่นับ โออิชิ เน้อ) เป็นชาหยิน  แต่ได้พัฒนา เป็น ชาหยาง คือชาแบบต้มเรียก บัน-ชา
คือใช้กิ่งชาแทนใบชา ถือกันว่าสมดุลและหยางกว่าชาธรรมดา เพราะทุกฤดูกาลคนจะเด็ดใบชาไปหมดเหลือไว้แค่กิ่ง กิ่งนั้นจะผ่านหนาวร้อนหลายฤดูกาลกว่า มีสรรพคุณที่อาวุโสกว่า เป็นการถูกบ่มโดยธรรมชาตินานกว่าใบชา  ขั้นตอนการปรุงให้นำมาใส่ลงน้ำเย็นแล้วต้มบนเตาไฟจนเดือดประมาณ 5-10 นาทีแล้ว หรี่ไฟปล่อยให้กิ่งชาจมลง เทน้ำกิ่งชามาดื่ม แล้วยังเก็บกากกิ่งชามาต้มต่อได้อีก 2-3 ครั้ง เพียงแค่คอยเติมกิ่งใหญ่เพิ่มบางส่วน

ไม่ว่าจะดื่มชาแบบใด ชา ก็เป็นเครื่องดื่มที่ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพราะไม่ก่อให้เกิดอาการท้องผูก และช่วยการย่อยอาหารได้ดีมาก ( แก้แฮงค์ด้วย ขอบอก..)

  เฮ้อ พักหายใจก่อน ...เหนื่อยแล้ว

..

..

 ความหมายแฝง ในปัจจุบันของชาคือ

ชาร้อนๆ  เปรียบได้กับ การต้อนรับที่อบอุ่น

โต๊ะสี่เหลี่ยมจัตตุรัส เปรียบได้กับ ขนบธรรมเนียม ที่มีมาช้านาน

รูน้ำที่ล้น ของชามวามถ้วยชา เปรียบได้กับ  มนุษย์ เรา ที่ไม่มีใครสมบูรณ์ เต็มร้อยเปอร์เซ็น

การเสริฟน้ำชา และการชงชา เปรียบได้กับ  การอ่อนน้อมถ่อมตน ระลึกถึงบรรพบุรุษ

และอีก มากมายปรัชญา..ในชาเพียง จิบเดียว
..

..


นอกเหนือจากนั้น หาก บ้าน หรือที่ทำงานใด ไม่มีชุดน้ำชา รับแขก หรือไม่ชวนแขก ดื่มชาแล้ว ก็เปรียบได้กับ คนแล้งน้ำใจ นั่นเอง

....

เอ้า พวกเรา มา ดื่มชา กันเถอะ...

                                                                                     หยาง ตง เลี่ยง

                                                                                     19 Sep.2007

 

..

 ..

 

..

 ..

 

โดย หยางตงเลี่ยง

 

กลับไปที่ www.oknation.net