วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพลงพิณเปี๊ยะ ... เครื่องดนตรีที่กำลังจะสูญหาย และ คำหล้า ธัญยพร ผู้สืบสานวัฒนธรรมล้านนา


.

.

พิณเปี๊ยะ และ คำหล้า ธัญยพร

.

.
อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ ฉันอาจจะต้องยุ่งหัวฟูทั้งอาทิตย์  เนื่องจากงานที่ต้องเร่งทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นผลเสียหายอาจเกิดแก่องค์กรได้มากมาย ดังนั้นต้องขออภัยหากเพื่อนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนในตอนกลางวัน แต่ฉันกลับไปหาในตอนดึก หรือ เป็นอีกวันรุ่งขึ้น แต่ยังไง ๆ ฉันต้องกลับไปหาทุกคนให้ครบแน่นอน น้ำใจที่เพื่อนมีให้ฉัน ถ้าฉันไม่รู้จักที่จะตอบแทนน้ำใจนี้ คงไม่ใช่วิหคพลัดถิ่นแล้วล่ะ

.

วันนี้ฉันนำเพลง "เพลงพิณเปี๊ยะ" เสียงร้องของน้องคำหล้า ธัญยพร และ เสียงพิณเปี๊ยะ ซึ่งหลายคนฉันเชื่อว่า "ไม่เคยฟัง" และ "ไม่รู้จัก" แน่นอน มาให้ได้รับทราบอาจจะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้าได้บ้าง

.

.

น้องคำหล้า ธัญยพร ฉันเองก็ไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่เนื่องจากฉันชอบฟังดนตรีของล้านนา และก็พยายามสืบเสาะหาเพลงของศิลปินล้านนาต่าง ๆ ฟัง ซึ่งนอกเหนือจากที่ชาวบ้านเขารู้จักและฟัง ๆ กัน และพอได้ฟังเสียงของน้องเขา ก็รู้สึกอย่างหนึ่งคือ น้องเขาสามารถเป็นเงาเสียงของพี่แอ๊ด ได้ดีไม่แพ้ น้องอ้อม ไม้เมือง

.

และยิ่งได้ทราบการเดินทางบนเส้นทางสายดนตรี ต้องยอมรับว่าเป็นสาวศิลปิน "ใต้ดิน" เพียงคนเดียว ที่เดินโดยลำพัง ผ่านขวากหนามมาไม่น้อยหน้า ศิลปิน "ใต้ดิน" ผู้ชายคนอื่น ๆ  มาติดตามเรื่องราวของน้องคำหล้ากันค่ะ  ต้องบอกก่อนว่า เรื่องของน้องคำหล้านี้ ละเอียดและยาวมาก ฉันขอตัดทอนนำมา re-write ใหม่ และจะติดตามโดยละเอียดได้จากลิ้งค์ด้านล่างที่ให้เครดิตไว้นะคะ

.

เส้นทางสายดนตรีของ คำหล้า ธัญยพร เริ่มต้นขึ้นในวัยเด็ก เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ขั้นประถม 4 ได้เริ่มหัดเล่นกีต้าร์ โดยมีเพื่อน ๆ ของพี่สาวทั้ง 3 คน แวะเวียนมาช่วยกันสอนให้  และก็ได้เล่นดนตรีมาเรื่อยจนกระทั่งเข้าเรียนที่ ม. รามคำแหง จึงได้เล่นอย่างจริง ๆ จัง ๆ

.

โดยเริ่มแรกเธอเล่นเพลงสมัยนิยมทั่วไป แต่เนื่องจากความที่เป็นชาวล้านนาโดยกำเนิด (เกิดที่เชียงราย แล้วย้ายไปอยู่แพร่ พะเยา (เริ่มหัดเล่นกีตาร์) ไปเรียนที่กรุงเทพฯ กลับมาอยู่ลำปาง) ทำให้เธอไม่เคยลืมตัวว่าเธอเป็นใคร และพูดสำเนียงอะไร

.

คำหล้าเป็นผู้หญิงเหนือที่รักศิลปและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ล้านนามาก เธอเริ่มเขียนเพลงเพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนา ใช้เวลา 3 ปี ผลิตผลงานผ่านบทเพลงโฟล์คซองคำเมือง ด้วยการใช้ดนตรีโฟล์คซองผสมเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากจรัล มโนเพ็ชร จนกระทั่งวันหนึ่ง.....

.

เธอได้เดินเข้าหา "ค่าย" เพื่อนำผลงานอันมีค่าแก่เมืองเหนือ เพื่อออกอัลบั้มแรก ในชุด "เพลงพิณเปี๊ยะ"  แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพลงขายไม่ได้ และโดนเอาเปรียบในเรื่องของสัญญา และเมื่อถึงที่สุดที่เธอจะต้องเลือกที่จะหาเงินเพื่อ "ใช้หนี้" เธอตัดสินใจ "ฉีกสัญญา" นั้นและนำเพลงชุด "พิณเปี๊ยะ" ออกวางขายเอง

.

ด้วยการออกตระเวนขี่รถเครื่องสะพายกีตาร์เล่นดนตรี ชีวิตในเวลานั้นลำบากมากต้องอดมื้อกินมื้อ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อต่อการที่จะต้องเดินทางเกือบทุกวันไปในเส้นทางลำปาง-เชียงใหม่ ที่ทั้งเปลี่ยว ทั้งน่ากลัว ขึ้นเขาลงเขา และในบางวันก็ต้องขี่รถฝ่าสายฝนเปียกโชก สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอคือ "เจ้าพ่อขุนตาล" ที่เธอมักแวะไปกราบไหว้ขอพรให้คลาดแคล้วจากอุบัติเหตุในแต่ละวัน

.

เมื่อเธอออกมาขายเพลงเอง เดินทางเล่น "เปิดหมวก" อัลบั้ม "เพลงพิณเปี๊ยะ" กลับขาวได้ดี ทำให้เธอมีเงินใช้หนี้และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักขึ้นมา จึงหาเงินมาทำอัลบั้มที่ 2 ในชุด "มนต์เสน่ห์เขลางค์นคร"  และทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น มีผู้ให้การสนับสนุนเธอมากขึ้น โรงเรียนต่าง ๆ นำเพลงของเธอไปใช้ประกอบการเรียนเกือบทุกโรงเรียน

.

และผลแห่งความพากเพียร ไม่ย่อท้อต่อการสร้างสรรค์ เผยแพร่ ความเป็นล้านนาแท้ ๆ ของเธอ ทำให้เธอได้รับรางวัล “รางวัลพระพิฆเนศทอง พระราชทาน” สาขา เพลงไทยพื้นบ้านภาคเหนือยอดเยี่ยม” ในบทเพลง “เพลงพิณเปี๊ยะ” (21 พ.ค. 2548)

.

หลังจากได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้แล้ว มีค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ข้ามาชักชวนเธอไปสังกัดค่าย โดยให้คำหล้าไปเป็นคนแต่งเพลงป้อนให้นักร้อง ส่วนเธอก็ให้เป็นคนเบื้องหลังเขียนเพลงป้อนให้ศิลปิน และสิ่งหนึ่งที่ฉันได้อ่านแล้วรู้สึกภูมิใจในตัวน้องสาวคนนี้มากก็คือ

.

เธอไม่ยอมเดินเข้าค่ายเพลง (ใหญ่) ที่จะทำให้เธอมีเงินใช้และมีความอยู่ที่สบายขึ้น แต่เธอเลือกที่จะเป็นศิลปิน "ใต้ดิน" และเดินทางเผยแพร่ผลงานอนุรักษ์ความเป็นล้านนา ด้วยมอเตอร์ไซด์ และ กีต้าร์คู่ชีพ จนทุกวันนี้....

.

ฉันนำเรื่องของน้องคำหล้ามาเสนอด้วยความชื่นชมที่เธอเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตัวเอง และหลายคนอาจจะไม่รู้จัก "พิณเปี๊ยะ" ว่ามีหน้าตา และ เสียงอย่างไร จีงได้นำเพลง "เพลงพิณเปี๊ยะ"  ซึ่งบรรเลงด้วย พิณเปี๊ยะ มาให้ได้ฟังกัน เรื่องของน้องคำหล้า อ่านเพิ่มเติมรายละเอียดได้ที่ลิ้งค์นี้เลยค่ะ

http://www.maeai.com/index.php?pg=showcontent&id=184

.

.

พิณเปี๊ยะ


กล่าวกันว่า เปี๊ยะ เป็นเครื่องดีดตระกูลพิณที่ไพเราะ เสียงเบา และ เล่นยากที่สุดอย่างหนึ่งในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหมดทั้งมวล ช่างดนตรีทางเหนือพูดเปรียบเปรยให้เข้าใจได้ง่ายว่า "หัดเปี๊ยะ 3 ปี หัดปี่ 3 เดือน"
ก็เพราะการจะบรรเลงให้ได้ดีนั้น ต้อง ใช้เทคนิคและความชำนาญเป็นอย่างมากผู้หัดจำต้องมีพื้นฐานทางดนตรีที่ดีมาก่อน

.

การดีดก็ใช่ว่าจะธรรมดา ต้องดีดด้วยเทคนิค ต้องดีดด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า "ป๊อก" เพื่อให้เกิดเสียง คม ใส ดังก้องกังวาลนานกว่าเสียงธรรมดา ไม่เพียงมีวิธีดีดที่พิเศษ เปี๊ยะยังมีโครงสร้างของระบบเสียงที่พิเศษอีกด้วยคือ เสียงที่เกิดจากการ "ป๊อก" จะส่งผ่านตามสายไปยังหัวเปี๊ยะ แล้วไหลผ่าน ตามสายมายังกล่องเสียงซึ่งทำจากกะลามะพร้าวผ่าครึ่งที่แนบอยู่กับหน้าอกผู้เล่น คลื่นเสียงจะผ่านอากาศในช่องของกล่องเสียง ไปสะท้อนกับแผ่นอกผู้เล่น แล้วสะท้อนออกมาทางช่องว่างระหว่างกะลากับหน้าอก ผู้เล่นต้องปรับขนาดช่องว่างนี้ด้วยมือซ้ายเพียง มือเดียว เพื่อให้ได้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและทุ้มแหลม หนัก-เบา หรือโทนเสียงต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง

(บทความเรื่องราวของพิณเปี๊ยะจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=surgery&group=10 )

.

.

ชาวล้านนาสมัยก่อนเรียกพิณเปี๊ยะ (เอกสารโบราญสมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกพเยีย บางเล่มเรียก เพลี้ย, เพียะ) สั้นๆว่า “ เปี๊ยะ ” ในภาษาเหนือแปลว่า อวด หรือ เทียบเชิง คนที่เล่นเปี๊ยะได้จะดูโก้เก๋มากกว่าคนที่เล่นดนตรีพื้นๆ อย่างสะล้อ ซอ ซึง เวลาเล่นแต่ละครั้งจึงเหมือนเล่นอวดกัน เป็นการเล่นประชันขันแข่ง จึงทำให้สันนิษฐานกันว่า ชื่อ “ พิณเปี๊ยะ ” หรือ “ เปี๊ยะ ” อาจจะมีที่มาด้วยเหตุนี้ก็ได้ ส่วนใครเป็นคนคิดประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรก ไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันแน่ชัด

.

.

ได้แต่สันนิษฐานกันว่าพิณเปี๊ยะพัฒนามาจากพิณน้ำเต้าที่พวกพราหมณ์ เป็นผู้ทำขึ้นเล่นก่อน เพื่อประกอบการสวดโองการอ่านภควัตคีตา ต่อมาพราหมณ์ได้เผยแพร่เข้าสู่สุวรรณภูมิเมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว ดนตรีชนิดนี้จึงติดตามเข้ามาด้วยไม่ว่าจะเป็นที่รัฐฉานของประเทศพม่า ประเทศเขมร ภาคเหนือตอนบนของไทย

.

.

แม้กระทั่งในกรุงศรีอยุธยาเองก็มีหลักฐานยืนยันว่ามีการเล่นพิณเปี๊ยะมาก่อน ช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แทบจะไม่ปรากฏว่ามีการเล่นพิณเปี๊ยะในแถบภาคกลางและภาคอีสานอีกเลย แต่ยังคงเล่นอย่างแพร่หลายในภาคเหนือมาจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมจากภายนอกไหลบ่าเข้ามาแทนที่ วิถีชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรมในชนบทเริ่มเปลี่ยนแปลงไป พิณเปี๊ยะเริ่มหายไปเพราะไม่ค่อยมีใครหัดหรือทำขึ้นมาเล่นอีก

.

.

พิณเพียะลักษณะคล้ายพิณน้ำเต้าแต่พิณเพียะทำเพิ่มขึ้นเป็น ๒ สาย และ ๔ สายก็มี คันทวนยาวประมาณ ๑ เมตรเศษ ลูกบิดก็ยาวประมาณ ๑๘ ซม. ใช้เชือกคล้องสายผูกโยงไว้กับทวนสำหรับเร่งเสียงเหมือนกับพิณน้ำเต้า กะโหลกก็ทำด้วยเปลือกลูกน้ำเต้าตัดครึ่งลูกก็มี ทำด้วยกะลามะพร้าวก็มีเวลาดีดก็เอากะโหลกประกบติดไว้กับหน้าอกขยับเปิดปิดเพื่อให้เกิดเสียงก้องกังวานตามต้องการเช่นเดียวกับดีดพิณน้ำเต้า

.

.

ตามที่ปรากฏในท้องถิ่นภาคเหนือผู้เล่นมักจะดีดคลอขับร้องของตนเองและนิยมเล่นในขณะที่ไปเที่ยวเกี้ยวสาวตามหมู่บ้านในเวลาค่ำคืน เดี๋ยวนี้หาผู้ที่เล่นได้ยากแล้วแต่ยังพอมีพี่น้องชาวไทยทางภาคเหนือของประเทศไทยเล่นได้บ้าง ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมีเครื่องสายชนิดหนึ่งบอกไว้ว่า พิณเพียะ แต่ใช้ไม้จริงชนิดเบาทำเป็นกะโหลก ยาวตั้งแต่กะโหลกจนตลอดคันทวนประมาณ ๑.๒๒ เมตร แกะสลักฝังงาลงไปในเนื้อไม้เป็นลวดลายแพรวพราว ตัวกะโหลกกว้างประมาณ ๒๘ ซม. คันทวนแบนใหญ่กว้างประมาณ ๔๘ ซม. มีสายถึง ๕ สาย 

http://www.surasak.ac.th/teacher_accomplishment/Thaimusic/pin_02.htm

.

.

.เรื่องราวของเครื่องดนตรีล้านนาที่เรียกว่า "พิณเปี๊ยะ" ที่กำลังจะสูญหาย เนื่องจากขาดผู้ที่จะรับสืบทอดหรือเผยแพร่ และน้อง คำหล้า ธันยพร ศิลปินรุ่นใหม่ ผู้ต่อสู้เพื่อที่จะเผยแพร่ ศิลปะวัฒนธรรมล้านนา เป็นเรื่องอันเกี่ยวเนื่องมาจากๅ entry ที่แล้ว ซึ่งได้นำเพลง "นิราศพระธาตุลำปางหลวง" ในเวอร์ชั่นเพลงบรรเลง "ขลุ่ยหลิบ" ซึ่งเพลงนี้เขียนคำร้องและทำนอง และร้องเองโดยน้องคำหล้า ...

ในเวอร์ชั่นนี้เป็นการบรรเลง พิณเปี๊ยะ แต่ที่มาก็ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้เล่น  อ่านเรื่องราวของน้องคำหล้าแล้ว คิดว่าหลายคนคง "ได้อะไร" ไปจากเด็กสาวผู้นี้บ้างนะคะ หวังว่าไม่มากก็น้อยค่ะ

.


.

.

เพลง "เพลงพิณเปี๊ยะ"

คำร้อง / ทำนอง / ขับร้อง โดย

คำหล้า ธัญยพร

รางวัลพระพิฆเนศทองคำพระราชทาน

สาขา เพลงไทยพื้นบ้านภาคเหนือยอดเยี่ยม

21 มิ.ย. พ.ศ. 2548

.

(อินโทรเพลง เดี่ยวพิณเปี๊ยะ)

 งาม....หนอไหนมาเปรียบปาน  
สาย...ลมพริ้วพัดผ่าน
กาสะลองดอกน้อยกลีบบาน 
หอมนวลภมวลซาบซ่านดังวิมานเพลงพิณ

.

ใจ .....ข้าเจ้าถวิล 
โบก....โบยบิน..  คิดถึง
บอกเมฆขาว  ลมหนาวตราตรึง
 เสียงพิณประสานซาบซึ้ง เฝ้ารำพึงถึงเธอ

.

****เพลงพิณนี้ดั่งมนต์สวรรค์
มานพหนุ่มน้อยคนธรรพ์แดนสวรรค์ฉิมพลี
ฮ่วมกันบรรเลง เพลงพิณเปี๊ยะตามสายนที
 ล่องลอยเหนือห้วงวารีกล่อมโลกนี้ชื่นบาน

.

.ลม...หนาวครวญแผ่วมา 
แว่ว...พิณเปี๊ยะ ลานนา
มวลบุปผาดอกหอมโรยรา
หมอกเหมยเจ้าเย้ยใจข้า จำต้องลาเพลงพิณ

(เดี่ยวขิมบรรเลง และย้อนไปร้อง **** จนจบ)

(เดี่ยวพิณเปี๊ยะ จนจบเพลง)

.

.

.

.

.

.อุ้ยบุญมา ไชยมะโน (2465-2548)

.
ครูเพลงเปี๊ยะ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

.พ่อครู พิณเปี๊ยะ คนสุดท้าย ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เรื่องราวของป้ออุ้ย ยาวมากจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

.

.

แวะเยี่ยมลานคำลำนำกลอนอีกบ้านด้วยนะคะ

.

http://www.oknation.net/blog/songforlife

.

ช่วงเช้าอาจจะไม่ได้เข้าบล็อคนะคะ เนื่องจากงานเร่งด่วน แต่จะกลับไปหาทุกคนเมื่อจ่ายงานออกแล้วค่ะ ขออภัยทุกท่านด้วยค่ะที่ไม่ได้กลับไปหาในทันทีทันใด

.

.

โดย วิหคพลัดถิ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net