วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยูเอ็นร่วมวงทวงเงินคนโกงชาติ


พาดหัวข่าวของนิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายปักษ์ TheCityJournal ปักษ์หลังเดือนกรกฎาคม 2550

ที่ว่า

'Against Corruption ลายแทงล่าสมบัติ'

ท่ามกลางความสับสนว่าทาการไทย จะสามารถขอตัวำ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้หรือไม่

มีปัญหาว่า การกระทำของทักษิณ ชินวัตร ตลอด 5 ปี 7 เดือนที่เป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายความผิดตามอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชัน United Nation Convention Against Corruption ที่ประเทศไทยลงนามรับรองเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ.2003 หรือไม่

ประเทศไทยลงนามรับรองแต่ไม่ได้ลงสัตยาบัน เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา และจีน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้ลงสัตยาบัน แต่นับจากวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.2005 ประเทศทั้ง 143 ปรระเทศที่ลงนามรับรองอนุสัญญาฯ ถือว่ามีผลบังคับใช้แล้วโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นไปตามข้อ 68 ที่ระบุถึงการมีผลใช้บังคับ ไว้ดังนี้

1. อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อครบกําหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่มีการยื่นเอกสารการให้สัตยาบัน การยอมรับ การเห็นชอบและการภาคยานุวัติครบสามสิบฉบับแล้ว

2. สําหรับแต่ละประเทศหรือแต่ละองค์การว่าด้วยการรวมกันทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่ได้ให้สัตยาบัน การยอมรับ การเห็นชอบและการภาคยานุวัติในอนุสัญญาฉบับนี้ภายหลังจากวันที่มีการยื่นเอกสารหลักฐานดังกล่าวครบสามสิบฉบับนั้นแล้ว ก็ให้อนุสัญญาฉบับนี้ใช้บังคับกับประเทศหรือองค์การดังกล่าวนั้นเมื่อครบกําหนด สามสิบวันนับแต่วันที่ประเทศหรือองค์การดังกล่าวนั้นได่ยื่นเอกสาร

ชาติที่ 30 คือ เอลกวอดอ ได้ลงนามรับรองสัตยาบันเมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ.2005

อนุสัญญาฯ นี้ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติให้ส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ อาจมีข้อโต้แย้งว่า แล้วอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชัน จะบังคับกับชาติอธิปัตย์อื่นๆ รวมถึงประเทศไทยได้หรือไม่

ในสวนของข้อ 42 (6) บอกว่า

อนุสัญญาฯ นี้เคารพอธิปัตย์ในดินแดนตามที่เขียนในข้อ 4 และ 5 และยังคงเคารพอธิปัตย์ศักดิ์ศรีความเป็นชาติเอกราช แต่มีข้อยกเว้นคือ อธิปัตย์จะต้องตีความในหลักการตีความกฎหมายระหว่างประเทศ (translational law) นั่นคือการ เอาหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในมาหาจุดที่จะเกิดประโยชน์มากในทางที่จะสร้างสันติสุขให้กับมวลมนุษยชาติ

สหประชาชาติ หรือยูเอ็น ได้ย้ำให้เห็นในหลัก translational law เมื่อ ยูเอ็นจับมือธนาคารโลก เปิดแผนช่วยชาติกำลังพัฒนาเรียกคืนเงินที่ผู้นำขี้ฉ้อนำออกไปซ่อนในต่างแดน

นั่นคือ หลักการใช้กฎหมายภายในมาหาจุดที่จะเกิดประโยชน์มากในทางที่จะสร้างสันติสุขให้กับมวลมนุษยชาติ

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และธนาคารโลกเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (17 ก.ย.) ว่า ได้เปิดแผนริเริ่มเพื่อช่วยรัฐบาลชาติกำลังพัฒนาทวงคืนทรัพย์สินที่ผู้นำขี้ฉ้อนำออกไปฝากไว้ในชาติร่ำรวย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ United Nation Convention Against Corruption

แผนดังกล่าวมีชื่อว่า "แผนริเริ่มเพื่อเรียกคืนทรัพย์สินที่ถูกขโมย" หรือ สตาร์ มุ่งเป้าที่การกระตุ้นให้ชาติร่ำรวยคืนทรัพย์สินที่ชิงมา และช่วยชาติกำลังพัฒนานำทรัพย์สินที่ได้คืน ไปใช้ในโครงการแก้ปัญหายากจนหรือโครงการทางสังคม

"ไม่ควรมีแหล่งซ่อนทรัพย์สินสำหรับคนที่ฉกฉวยมาจากคนจนอีกต่อไป" นายโรเบิร์ต โซลเอลลิก ประธานธนาคารโลก กล่าว

จนถึงปัจจุบัน ชาติกำลังพัฒนาหลายชาติต้องเผชิญการต่อสู้ทางกฎหมาย และอุปสรรคอื่นๆ ในการตามรอยทรัพย์สินที่ถูกยักยอกออกนอกประเทศ อาทิเช่น ฟิลิปปินส์ใช้เวลา 18 ปี ตามทวงเงิน 624 ล้านดอลลาร์ ที่อดีตผู้นำเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส นำไปฝากในธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ ขณะเมื่อปีที่แล้ว ไนจีเรียสามารถปิดฉากการต่อสู้เพื่อเรียกคืนเงิน 500,000 ล้านดอลลาร์ ที่อดีตเผด็จการซานี อาบาชา นำไปฝากไว้ที่ธนาคารสวิตเซอร์แลนด์

ธนาคารโลกคาดว่า เงินจากการกระทำมิชอบ การฉ้อฉล และการหนีภาษี ซึ่งถูกส่งข้ามชาติมีมูลค่า 1-1.6 ล้านล้านดอลลาร์ และพบว่า 25% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของชาติแอฟริกา ต้องสูญไปกับพฤติกรรมยักยอก คิดเป็นมูลค่า 148,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

เงินทุก 100 ล้านดอลลาร์ที่ทวงคืนมาได้ สามารถนำไปใช้เป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์กว่า 600,000 คน หรือใช้ซื้อยารักษาโรคมาลาเรียให้ประชาชนได้ถึง 100 ล้านคน

นายโซลเอลลิกหวังว่า แผนริเริ่มของยูเอ็นและธนาคารโลกจะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างชาติร่ำรวยและชาติยากจนเกี่ยวกับกระบวนการเรียกคืนเงินที่ถูกขโมยออกนอกประเทศ โดยสถาบันการเงินต้องดำเนินการเพิ่มความโปร่งใสและปรับใช้มาตรการที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการรับเงินจากนอกประเทศ

ผู้นำธนาคารโลกเผยว่า การทวงคืนเงินที่ถูกขโมย ไม่เพียงเป็นประเด็นความยุติธรรม แต่ยังเป็นประเด็นพื้นฐานด้านการพัฒนา และว่าธนาคารโลกกำลังร่วมมือกับประเทศไฮติเพื่อเรียกคืนเงินที่ถูกนายฌอง-เคลาด์ ดูวาเลียร์ หรือ เบบี ด็อค ผู้ปกครองไฮติในปี 2514 นำออกนอกประเทศ

สิ่งที่ยูเอ็น และธนาคารโลกกำลงดำเนินการนั้นถือว่าได้ยืดตามแบบแผนของ United Nation Convention Against Corruption

อัยการไทยควรตื่นจากกรหลับไหลและเลิกไปงมหากฎหมายโบราณตั้งแต่ปีร.ศ.130 มาจัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำผิดในยุค ค.ศ.2000 แล้ว 

โลกก้าวไปไกลแล้วแต่เราละ

โดย รักษ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net