วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แง่งามจากความตาย(1)


ภารกิจยื้อชีวิตแม่ของผมได้ปิดฉากเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2550  หลังจากเผาศพในวันเสาร์ และเก็บกระดูกเช้าวันอาทิตย์ พร้อมทำบุญกระดูก

                ผมเคยคิดว่าเมื่อถึงวันที่แม่สิ้นใจ  ผมจะรู้สึกอย่างไร  จะคิดอย่างไร  จะอยู่ในอารมณ์ไหน  จะร้องไห้ฟูมฟายเพียงใด  แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วผมกลับไม่ร้องตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย  และก็ยังปลอบใจญาติๆที่ร้องห่มร้องไห้ได้อีก

                อาจจะเป็นเพราะว่าตลอดเวลาแม่มักจะบอกว่า  ถ้าแม่ตายไม่ต้องเสียใจ  เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องตาย  และอีกประการผมคิดว่าถ้าผมร้องไห้  ญาติๆอีกจำนวนไม่น้อยคงต้องร้องกันระงม  เพราะสงสารผมพอๆกับอาลัยแม่

                แม้จะอดทนอดกลั้นน้ำตาไว้ได้แค่ไหน  ก็หนีไม่พ้นครับ  ตอนเผา  ผมวางดอกไม้จันทน์ลงหน้าโลง  พลันก็รู้สึกถึงอารมณ์โศกสุดประมาณตีขึ้นมาจุกคอ  น้ำตาทะลักจนปริ่มล้น  ยืนอยู่ตรงนั้นก็คงจะพรั่งพรู  ต้องรีบวางรีบวิ่งลงจากเมรุ  เข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำชั่วครู่แล้วออกมาเผชิญความจริงตรงหน้าอีกครั้ง

                ตลอดระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันแรกจนวันเผา  ผมเองนั่งนึกถึงแง่งาม ที่ได้รับจากความตายของแม่  ซึ่งก็ได้รับหลายอย่างที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟัง

                ผมมองว่าคนโบราณ “เก่ง”  ที่เขาพยายามคิดกุศโลบายต่างๆ ให้คนที่ต้องโศกเศร้าด้วยการสูญเสียมีกิจกรรม  มีเรื่องราวที่ต้องทำ จนทำให้คลายความเศร้า อย่าเรียกว่า “คลาย” เลยครับ  แต่ควรเรียกว่า “ลืมไปชั่วขณะ”

                อย่างจุดสะเทือนใจที่สุดจุดหนึ่งก็คือ ตอนที่ต้องอุ้มโกศบรรจุกระดูกกลับเข้าบ้าน  มันรู้สึกปวดร้าวพอดูที่ตอนพาแม่ออกไปยังมีเลือดเนื้อมีลมหายใจ  แต่พากลับมาอีกครั้งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของชิ้นส่วนร่างกาย

                ทางผู้ดำเนินพิธีก็บอกว่าห้ามพูดอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่ออกจากวัดจนกว่าจะนำรูปและโกศวางในที่ซึ่งจัดไว้ที่บ้าน  และให้นึกบอกเส้นทางกลับบ้านให้แม่ด้วย

                การไม่พูด  และระวังไม่ให้พูด  อีกทั้งยังต้องนึกบอกทางนั้น  ทำให้เกิดสมาธิ  และลืมไปว่าสิ่งที่อยู่ในมือนั้นคือเพียงธุลีของร่างแม่ผู้ล่วงลับ

                หรือกระทั่งการที่ต้องนำเอาอาหารไปให้ศพ  แล้วต้องไปเคาะโลงเรียกให้กินข้าว สำหรับผมนั้นเป็นลูกคนเดียว  ดังนั้นจึงต้องเป็นภาระหาข้าว  หาอาหารไปทุกมื้อ  เช้า  กลางวัน  เย็น  ก็ทำให้ต้องมานึกคิดหาเมนูที่แตกต่างทุกวัน

                ในแต่ละวันสิ่งที่ต้องคิดก็คือการเตรียมการงานศพ  และนึกไล่เรียงทุกวันว่ายังไม่ได้บอกญาติสนิทมิตรสหายคนใดบ้าง  พอจะว่างความคิดก็ต้องไปหาอาหาร วิ่งไปวัดเพื่อไปไหว้ศพให้ตรงเวลา

                ก็มีอยู่วันหนึ่งครับ  ผมเจอปลาทอด  แม่ชอบกินปลาทอด  ผมซื้อข้าวกับปลาทอดไปให้  พอเอาอาหารตั้งเสร็จ  เดินลงจากที่ตั้งศพไปเอาน้ำมาให้..โอ้โฮ..ต้องเป็นปลาที่แม่ชอบมากๆ  เพราะอันตรธานไปทั้งชิ้นเลยครับ  เหลือไว้แต่ข้าวเปล่า

                หันซ้ายหันขวา  ไม่มีร่องรอยใดๆ  เผอิญลมพัดผ้าที่กั้นเป็นฉากเผยอขึ้น จึงได้เห็นว่าแมวตัวเขื่องกำลังโซ้ยปลาของแม่อย่างเพลิดเพลิน  เป็นอันว่ามื้อนั้นแม่ก็ต้องกินข้าวเปล่าไปพลางๆ

                เห็นแมวแย่งอาหารของแม่แล้วก็เลยนึกถึงเรื่องหนึ่ง “ผีข้าวมันไก่”

                หนุ่มหนึ่งพ่อตาย  แล้วก็ต้องมีภาระจัดหาอาหารไหว้ศพเช่นนี้แหละครับ  พ่อชอบกินข้าวมันไก่  ซื้อมาให้พอเปิดกล่องข้าวที่ข้างโลง  ปรากฏว่าเหลือแต่ข้าวไก่ไม่เหลือสักชิ้น  ไอ้หนุ่มได้แต่รู้สึกถึงความเฮี้ยนของพ่อว่ากินไก่ซะหมดตั้งแต่ยังไม่ทันจุดธูปไหว้

                วันแรกก็เข้าใจว่าร้านข้าวมันไก่โกง  ไม่หั่นไก่ใส่มา  แต่วันที่สองก็เห็นจะจะว่าเขาใส่  แต่ก็ยังหาย  จึงเล่าให้ญาติฟังถึงความเฮี้ยนของพ่อ

                วันที่สามญาติก็ขอร่วมพิสูจน์ความเฮี้ยน กะจะขอหวยให้ถนัด  พอเปิดกล่องภาพที่ปรากฏ  เหลือเพียงข้าวเปล่าจริงๆด้วย

                “ผั๊วะ”

                ญาติตบหัวไปหนึ่งทีก่อนที่จะด่าไอ้หนุ่มสำทับ... “โง่จริงนะเอ็ง  ทำไมไม่หงายกล่องแล้วเปิดอีกด้านล่ะ  นี่มันด้านล่าง  เปิดอย่างงี้ข้าวก็ทับไก่มองไม่เห็นซีวะ.....”

 

////////////////////////////

 

***  ขอขอบพระคุณในน้ำใจของเพื่อนๆชาวบล็อกทั้งหลายที่แวะเวียนมาให้กำลังใจ  และร่วมส่งความปรารถนาดีตลอดช่วงเวลาภารกิจยื้อชีวิตแม่***

โดย khunrin

 

กลับไปที่ www.oknation.net