วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"ISO พรรคการเมืองและการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 87"





ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550 07:49 น.

ขณะนี้ดูจะมีความวิตกกังวลกันอยู่ทั่วๆ ไป ว่าการเมืองจะย่ำเท้าเข้าวงจรเดิมๆ มีการใช้เงินซื้อเสียง แล้วก็เข้ามาโกงกินกันอีก แล้วก็วิกฤตทางการเมืองซ้ำซากๆ อยู่อย่างนั้น

ความวิกฤตกังวลดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้ช่วยกันทำให้การเมืองดีขึ้น อย่าลืมว่า

การเมืองดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง

ลำพังนักการเมืองจะพัฒนาตัวเองก็คงจะได้บ้างแต่ยาก สังคมต้องเข้ามาเอาใจใส่ดูแลการเมืองจึงจะดีขึ้น

ขนาดพระสงฆ์ที่มีพระบรมศาสดาเป็นครูและมีพระธรรมวินัยเป็นเครื่องกำกับก็ยังเอาดีด้วยตัวเองได้ยาก

ถ้าอุบาสกอุบาสิกาไม่มาเอาใจใส่ดูแล หรืออย่างพระสงฆ์ที่กรุงโกสัมพีทะเลาะกัน พระศาสดาเสด็จไปห้าม ยังไม่ยอมหยุด ประชาชนต้องเข้ามาจัดการ จึงหยุดทะเลาะกัน นี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสอนเรื่องดีๆ แล้วจึงไม่ได้ผล ก็ขนาดพระพุทธเจ้าห้ามพระยังไม่หยุดทะเลาะกัน เราจึงควรจำไว้เสมอว่า

ประชาธิปไตยจะดีขึ้นอยู่ที่ประชาชน อย่าไปมองเป็นเรื่องของนักการเมืองโดดๆ

นักการเมืองที่ลงเลือกตั้งทั้งประเทศมีรวมกันประมาณ 3,000 คน เท่านั้นเอง ประชาชนทั้งประเทศมีหลายสิบล้านคน และยังมีองค์กรสถาบันต่างๆ อีกมาก ซึ่งรวมกันเรียกว่าสังคม

ถ้าสังคมเข้มแข็งเศรษฐกิจจะดี การเมืองจะดี และศีลธรรมจะดี
ข้อนี้เราควรจำไว้เสมอว่า เศรษฐกิจจะดีไม่ได้อยู่ที่ตัวเศรษฐกิจเอง หรือการเมืองจะดีไม่ได้อยู่ที่นักการเมือง หรือศีลธรรมจะดีไม่ได้อยู่ที่พระสักเท่าใด แต่อยู่ที่สังคมเข้มแข็ง

เพื่อยกระดับคุณภาพการเมือง กระบวนการทางสังคมควรทำเรื่องเฉพาะหน้า 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

1.ทำให้การเลือกตั้งยุติธรรม

ความยุติธรรมทำให้เรื่องยุติลงได้ แต่ถ้าขาดความยุติธรรมแล้วจะเกิดความยุ่งยากตามมา
ความไม่ยุติธรรมเกิดจากอำนาจเงินหรืออำนาจรัฐหรือทั้งสองอย่างร่วมกัน
การใช้เงินจำนวนมากซื้อตัวผู้สมัครและซื้อเสียงทำให้การเมืองบิดเบี้ยวและในที่สุดเข้าไปสู่ทางตัน
การใช้อำนาจรัฐให้คุณให้โทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็เช่นเดียวกัน
บางคราวอำนาจเงินถืออำนาจรัฐด้วย ทำให้การแข่งขันขาดความเป็นธรรม ทำให้ไม่มีใครอยากแข่งขันด้วยในเกมที่ไม่ยุติธรรม การแข่งขันจะต้องแข่งกันที่นโยบายและความดี ไม่ใช่ด้วยเงินหรือด้วยอำนาจรัฐ

กกต. องค์กรกลาง สถาบันพระปกเกล้า สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย รวมทั้งกลุ่มและองค์กรอื่นๆ ที่สนใจพัฒนาการเมือง ควรรวมตัวกันเป็นภาคีพัฒนาการเมือง สร้างกรอบ กติกา และกลไกการควบคุมดูแลให้การเลือกตั้งมีความถูกต้องเป็นธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้

2.ปฏิรูปพรรคการเมือง

พรรคการเมืองต้องปฏิรูปไปสู่ความเป็นสถาบัน หากพรรคการเมืองมีความเป็นสถาบันแล้วบ้านเมืองจะเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ภาคีพัฒนาการเมืองควรเข้ามาส่งเสริมตรวจสอบพรรคการเมือง อาจจัดให้มีการทำ ISO พรรคการเมือง ไม่ใช่เพื่อประณาม แต่เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพ

พรรคการเมืองที่มีคุณภาพ น่าจะมีลักษณะ 5 ประการ หรือเบญจสัญลักษณ์ ดังต่อไปนี้

(1) เป็นองค์กรสาธารณะที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่บริษัทค้ากำไรส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง นั่นคือพรรคการเมืองต้องมีโครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการโดยเจ้าของพรรค พรรคการเมืองมีหน้าที่สร้างประชาธิปไตย ฉะนั้นตัวเองต้องมีประชาธิปไตยเสียก่อน

(2) มีความโปร่งใสทางการเงิน ให้สาธารณะตรวจสอบที่มาและที่ไปของเงินของพรรคได้

(3) มีปัญญาและความดี ในสังคมที่ซับซ้อนและมีปัญหายากๆ
ถ้าพรรคการเมืองขาดปัญญาแล้วไม่มีทางจะแก้ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองได้
พรรคการเมืองจะต้องเป็นองค์กรเรียนรู้ (Learning Political Party)
พรรคควรมีสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องมือให้พรรคสามารถทำนโยบายสาธารณะที่ดี
พรรคต้องตั้งอยู่ในความถูกต้อง เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เยาวชนและคนทั่วไป หากพรรคการเมืองมีปัญญาและความดีแล้ว ประชาชนจะมีคุณภาพเพิ่มขึ้นโดยรวดเร็ว

(4) มีนโยบายที่สะท้อนเป้าหมายและวิสัยทัศน์ใหญ่ในการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งมาตรการที่จะบรรลุความสำเร็จ

(5) สามารถให้การศึกษาแก่ประชาชน เพื่อนำสังคมไปสู่แสงสว่างทางปัญญา
พรรคการเมืองที่ประกอบด้วยเบญจลักษณ์ดังกล่าวข้างต้น น่าจะถือว่ามีความเป็นสถาบันได้

ภาคีส่งเสริมการพัฒนาการเมืองควรสนับสนุนส่งเสริมตรวจตรารับรองคุณภาพพรรคการเมือง ควรจะช่วยกันผลักดันให้พรรคการเมืองหลุดเข้าไปสู่พื้นที่แห่งความถูกต้องดีงามที่สาธารณะตรวจสอบได้


ควรเชิญให้พรรคการเมืองพูดคุยกับประชาชนทั้งประเทศในเรื่องนโยบายที่แสดงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของพรรค การรับรู้โดยคนทั้งประเทศจะทำให้พรรคการเมืองระมัดระวัง และพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

พรรคการเมืองจะรักใครก็ได้ แต่ต้องรักประเทศไทยเหนือสิ่งอื่นใด และทำให้พรรคมีความเป็นสถาบัน

3.ร่วมสร้างสังคมเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็งทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดีและศีลธรรมดี (Robert Putman: Making Democracy Work)

รัฐธรรมนูญมาตรา 87 คือมาตราที่ส่งเสริมสังคมเข้มแข็ง มีความว่า

มาตรา 87 รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนดังต่อไปนี้

(1) ส่งเสริมให้มีประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

(2) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะ

(3) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ ในรูปแบบองค์กรทางวิชาชีพหรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลายหรือรูปแบบอื่น

(4) ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมืองและจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบ ให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่

(5) ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรานี้ ต้องคำนึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน


รัฐธรรมนูญมาตรา 87 คือบทส่งเสริมประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุด

เพราะส่งเสริมความเป็นประชาสังคมหรือสังคมเข้มแข็งและการเมืองของพลเมือง สังคมเข้มแข็งและการเมืองของพลเมืองจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี

ควรรีบศึกษารัฐธรรมนูญมาตรา 87 กันอย่างทั่วถึง หากปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้กันอย่างจริงจัง บ้านเมืองจะเกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะแก้ความยากจนได้ เศรษฐกิจดี เกิดความเป็นธรรมทางสังคม

อย่าไปรอรัฐบาลหน้า รัฐบาลนี้ควรนำการเคลื่อนไหวปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ได้เลย โดยเฉพาะกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะสังคมเข้มแข็งคือการพัฒนาสังคมอย่างยิ่งคือความมั่นคงของมนุษย์อย่างยิ่ง

แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 87 จะกำหนดให้มีการออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่การออกกฎหมายเป็นเรื่องช้ากว่าจะทำความเข้าใจกันได้และตั้งแล้วอาจทำงานไม่เป็นอีก ควรให้องค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสังคมเข้มแข็งอยู่แล้ว มีความชำนาญมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ เช่น

สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) เข้ามาช่วยขับเคลื่อนโดยที่สุขภาพเป็นผลจากการพัฒนาทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม สุขภาพจึงเกี่ยวข้องกับสังคมเข้มแข็งอย่างเต็มตัว
ถ้าพิจารณางานของ สสส.ให้ลึกๆ จะเป็นการช่วยสร้างสังคมเข้มแข็งทั้งเนื้อทั้งตัว รัฐบาลเผด็จการจะไม่ชอบให้สังคมเข้มแข็ง รัฐบาลประชาธิปไตยจะอยากให้สังคมเข้มแข็ง เพราะสังคมเข้มแข็งคือประชาธิปไตย

ฉะนั้น ในยามที่บ้านเมืองติดขัดเช่นนี้ สสส.ควรจะเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 87 หรือกระบวนการสังคมเข้มแข็งอย่างเต็มตัว การแก้ความยากจนและเศรษฐกิจพอเพียงจะอยู่ในบริบทนี้

รัฐบาลควรจะขอให้ สสส.สนับสนุนการขับเคลื่อนตามมาตรา 87 โดยจะจัดงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ก็ตามที งานของ สสส.ในเรื่องสนับสนุนสังคมเข้มแข็งนี้จะปูทางให้ว่าในที่สุดเมื่อมีการออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองจะทำงานกันอย่างไรให้ได้ผล

ขอให้ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 87 สร้างสังคมเข้มแข็ง

สังคมเข้มแข็งจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี

สังคมเข้มแข็งหรือประชาสังคมคือสาระของประชาธิปไตย

...........................................

ผมเจ้าของบล็อค น.พ.สำเริง ไตรติลานันท์ ขอเสริมบทความของท่านอาจารย์ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ ว่า
รัฐบาลรักษาการโดยเฉพาะกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์



พณฯท่านไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง น่าจะสร้างภาพพจน์ของรัฐบาลรักษาการที่ถูกประเมินว่าไม่ผ่านการสอบ"ให้สอบตก"

ถ้าทำตามแนวทางของบทความศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ นี้ ควรวางกรอบให้รัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง ต้อง

พัฒนาปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2550 มาตรา 87 สร้างสังคมเข้มแข็ง ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข าพ (สสส.) สนับสนุนทุน ให้สามารถสร้างสถาบันรับรองและพัฒนาพรรคการเมือง ให้เกิดขึ้น เป็นองค์กรอิสระเป็นกลางไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของใคร เป็นสถาบันคุณภาพมาตรฐาน

ทำหน้าที่รับประกันคุณภาพพรรคการเมือง เหมือน สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล(พรพ.)ตามบทความที่ผมโพสท์ไว้ในบล็อกแก็งค์เรื่อง
"กว่าจะได้ป้าย"ร.พ.คุณภาพ"มาประกาศและมีประโยชน์ต่อผู้มาใช้บริการอย่างไร"

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&group=1

โดยให้พรรคการเมืองที่จะเสนอตัวให้ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ต้องมีใบรับรองคุณภาพพรรคการเมืองจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพพรรคการเมืองก่อนจึงจะเสนอตัวให้ประชาชนเลือกได้เหมือนโรงพยาบาลที่จะเข้ามารับงบประมาณรักษาฟรี จะต้องมีใบประกาศรับรองคุณภาพ ตามบทความข้างบน

"กว่าจะได้ป้าย"ร.พ.คุณภาพ"มาประกาศและมีประโยชน์ต่อผู้มาใช้บริการอย่างไร"

จะทำให้มีกรรมการตรวจสอบภายในพรรคคอยตรวจสอบการดำเนินการของแต่ละหน่วยย่อยของพรรคว่าทำตามเอกสารอ้างอิงที่เขียนโดย ผู้ดำเนินการเอง ที่ผ่านการเห็นชอบจาก กรรมการสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพพรรคการเมือง เป็นเอกสารอ้างอิง และ กรรมการตรวจสอบภายนอกพรรคการเมือง จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพพรรคการเมือง มาตรวจสอบตามระยะเวลา เพื่อให้การยินยันว่าใบรับรองยังมีคุณภาพรับรองต่อได้

ถ้าสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพการเมือง ตรวจสอบว่าไม่ทำตามเอกสารอ้างอิง ก็จะตัองให้ใบแก้ไข(CAR)ให้ถูกตามเอกสารอ้างอิง ถ้าแก้ไม่ได้ ก็จะถูกถอดถอนจากการเป็นสถาบันพรรคการเมือง เหมือน ถ้าโรงพยาบาลไม่ทำตามเอกสารที่เขียนไว้อ้างอิง ก็จะถูกตัดออกจากการเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับงบรักษาฟรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็จะต้องถูกพิจารณา หา ผู้ที่สามารถทำให้มีคุณภาพมาทำงานแทน


 

โดย samrotri

 

กลับไปที่ www.oknation.net