วันที่ ศุกร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บนเรือสินค้าสัญชาติจีน (1)


บ น เ รื อ สิ น ค้ า สั ญ ช า ติ จี น  [1]


เรือสินค้าสัญชาติจีนเปิดหวูดกังวานเหนือลำน้ำโขง จากระเบียงชั้นสองของท้ายเรือ พวกเราโบกมือลาพี่วัชระแห่งตำมิละ เดือนวาด นักเขียนสาว และพี่ประกาย กวีหนุ่ม ทั้งสามโบกมือตอบมาจากท่าเรือเชียงแสน...

เสียงพูดคุยภาษาจีนจากบรรดาลูกเรือของเรือซึ่งกำลังล่องทวนน้ำขึ้นไปทางทิศเหนือ ฟังดูแปลกแยกแปลกหน้า ผิดกับตอนที่ได้ยินก่อนเรือจะออกจากท่า ทั้งที่จะว่าไปแล้ว นั่นก็เป็นสำเนียงภาษาเดียวกันจากคนกลุ่มเดียวกัน หรือว่าห้วงขณะนั้นผมรู้สึกว่าเรายังยืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทย อันเป็นอาณาเขตประเทศของตัวเอง บวกกับที่ท่าเรือ นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีคนอื่นๆ ที่พูดคุยภาษาเดียวกันกับเราอีกด้วย เสียงพูดภาษาจีนของบรรดาลูกเรือจึงฟังดูแผ่วแว่ว ห่างไกล และไม่ส่งผลใดๆ ต่อความรู้สึกของผม

หรือไม่ก็อาจเป็นไปได้ว่า ตอนอยู่ที่ท่าเรือ บรรดาลูกเรือเหล่านี้พูดคุยกันอย่างไม่เต็มเสียงจริงๆ เพราะที่นั่นพวกเขาคือคนกลุ่มน้อยบนดินแดนอื่น ทว่าพอเรือออกจากท่า แล่นล่องในแม่น้ำที่พวกเขาคุ้นเคย โลกทั้งโลกจึงกลับคืนเป็นของพวกเขา และนิยามความหมายของคนกลุ่มน้อยบนพื้นที่อื่น ก็ถูกโยนลงมาในตักเรา ฉะนั้นเหล่าลูกเรือชาวจีนจะส่งเสียงตะโกนหรือพูดคุยกันอย่างไรก็ได้ ในเมื่อเรือลำนี้มีสัญชาติเดียวกับพวกเขา

หรือกล่าวอีกแบบ อาจเป็นไปได้ว่า นี่คือสัญญาณแรกที่บอกว่า ผมกำลังก้าวล่วงสู่โลกอีกใบที่ไม่เคยรู้จัก และไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง ระหว่างวันเวลาที่ยอดยาวอยู่เบื้องหน้า...

แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่า ภาษาจีนของผมไม่กระดิกเอาเสียเลย นอกจากนั้น "พวกเรา" จะยังคงพักอาศัยอยู่ภายใต้ดาดฟ้าเรือลำเดียวกันกับ "พวกเขา"

หากเป็นไปตามโปรแกรมปกติ การเดินทางทวนแม่น้ำโขงในช่วงฤดูแล้งเช่นนี้ กว่าจะถึงผืนแผ่นดินยูนนาน อย่างน้อยๆ เราคงต้องใช้เวลาประมาณสามหรือสี่วัน และการร่วมกินอยู่หลับนอนกับความแปลกหน้าในโลกเคลื่อนที่กลางแม่น้ำใบนี้กระมัง ที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลในนาทีแรกๆ

ท่าเรือเชียงแสนเลือนจางอยู่ในแดดสายเดือนเมษายน ลูกเรือชาวจีนคนหนึ่งก็ชี้ไม้ชี้มือเป็นสัญญาณบอกให้เราเอาสัมภาระเข้าไปเก็บในห้องพักบนชั้นสอง

โถงทางเดินเล็กๆ แบ่งห้องพักออกเป็นสองฟาก ลูกเรือหนุ่มคนเดิมชี้มือบอกว่าฝั่งซ้ายมือนั้นสำหรับผู้หญิง ส่วนอีกฝั่งสำหรับพวกผู้ชาย

ห้องพักห้องหนึ่งมีสองเตียง เตียงหนึ่งมีสองชั้น

ผมและเพื่อนรุ่นพี่อีกสองคนเดินเข้าไปชะโงกดูห้องห้องหนึ่ง เราปรึกษาหารือกันในความเงียบ ก่อนตกลงกันว่าเราจะพักในห้องนี้

ขณะกำลังปรึกษาหารือกันว่าใครจะนอนเตียงไหน ด้านล่างหรือข้างบน จู่ๆ ใครคนหนึ่งก็โยนสัมภาระผ่านหัวผม โครมลงบนเตียงชั้นสองด้านขวามือซึ่งผมยืนพิงอยู่ วินาทีนั้นผมรู้ว่าตัวเองสูญเสียพื้นที่ซึ่งกำลังจะตัดสินใจเลือกให้กับเจ้าของสัมภาระก้อนนั้นไปแล้ว

ผมไม่รู้ว่าลูกเรือและผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรือลำนี้มีกี่คนกันแน่ เพราะนอกจากพวกเราชาวไทยแล้ว คนอื่นๆ ที่เห็นเดินไปเดินมาอยู่ในเรือก็มีหน้าตาแบบคนเอเชียทั้งนั้น

เว้นแต่ชายวัยกลางคนร่างอ้วน ผิวขาว ขนดกคนหนึ่ง ซึ่งแวบแรกที่เห็น ทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่า เขาคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และผมเดาว่าเขาน่าจะเป็นชาวยุโรป

และเจ้าฝรั่งอ้วนๆ ขนดกคนนี้นี่เองที่เป็นเจ้าของสัมภาระบนเตียงชั้นสองก้อนนั้น

หลังจากโยนทุกอย่างลงบนเตียง เจ้าจมูกแดงขนดกก็หันหลังเดินจากไป สีหน้าท่าทางไร้ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น

เราสามคนมองหน้ากันเงียบๆ ด้วยทีท่างงๆ ก่อนที่จะหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน

สารภาพตามตรงว่า ตอนนั้นผมรู้สึกไม่พอใจพฤติกรรมของเจ้าหมอนั่นสักเท่าไหร่ แน่นอน ผมคิดว่าเขาแล้งน้ำใจไปหน่อย

ผ่านไปสักพัก ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง ว่านั่นอาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนอีกซีกโลกหนึ่ง ซึ่งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแตกต่างไปจากคนเอเชียโดยรวม

แต่เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่า ผมจะต้องนอนในเรือโดยมีเจ้าจมูกแดงนั่นอยู่ชั้นบนไปตลอดเส้นทางอย่างนี้ จนกว่าจะถึงเชียงรุ่ง ความรู้สึกไม่พอใจก็วาบเข้ามาอีก ผมคิดในใจว่า ในฐานะมนุษย์ด้วยกัน เจ้าจมูกแดงนั่น ควรจะมีวิธีสื่อสารที่ดูเป็นมิตรและนุ่มนวลกว่านี้สักหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร

ไม่กี่นาทีต่อมา ผมเดินออกจากห้อง กะว่าจะออกไปทักทายทิวทัศน์สองฟากแม่น้ำโขงให้โปร่งโล่งใจ

สุดโถงทางเดินแคบๆ จะมีพื้นที่ว่าง ซึ่งน่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ด้านหนึ่งมีโซฟาวางอยู่สามสี่ตัว ด้านตรงข้ามมีทีวีขนาดเล็กๆ ตั้งอยู่เครื่องหนึ่ง  อีกด้านคือประตูซึ่งผ่านไปยังระเบียงท้ายเรือ

เพียงโผล่พ้นประตูห้องนั่งเล่นออกมา ผมก็เจอเจ้าอ้วนจมูกแดงนั่งอาบแดดอ่านหนังสืออยู่ที่นั่น เขาจมหายไปในโลกของตัวหนังสือที่กางแผ่อยู่ตรงหน้า

เมื่อเห็นเจ้าอ้วนจมูกแดงดิ่งจมอยู่กับหนังสือกลางแสงแดด ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจซึ่งมีต่อเขาเมื่อครู่ที่ผ่านมา ละลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

แดดยามสายของเดือนเมษายนกำลังอุ่นสบาย

ผมเลี่ยงไปยืนเกาะราวเหล็กอยู่อีกมุมหนึ่งอย่างเงียบๆ ทอดสายตาไปยังทิศตรงข้ามกับที่เรือสินค้ากำลังแล่นทวนน้ำขึ้นไปอย่างอืดเอื่อย

แปลก! แทนที่จะคิดถึงประเทศจีนซึ่งเป็นจุดหมายแรกของการเดินทาง ผมกลับคิดถึงความว้าเหว่ของทะเลจีนใต้ ก่อนไต่ความคิดขึ้นมายังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามตอนใต้ จากนั้นก็ไต่ทวนขึ้นมายังเขมร ทะเลสาบเขมร ลาว ไทย พม่า จีน และไปสิ้นสุด ณ ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต อันเป็นต้นธารของแม่น้ำใหญ่สายนี้

ครู่ต่อมา ผมได้ยินเสียงกดชัตเตอร์ ห่างออกไปจากที่ผมยืนอยู่ไม่มากนัก

หันไปดู...ชายหนุ่มผิวเข้ม ผมยาว โครงร่างสูงใหญ่ หน้าตาคล้ายคนอินเดียนแดงคนหนึ่ง กำลังเก็บฉากและชีวิตของสามเหลี่ยมทองคำไว้ในอุปกรณ์สีดำในมือของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ

พี่ยุทธ เพื่อนร่วมทางหนึ่งในห้าของเรานั่นเอง

คงเพราะเสียงกดชัตเตอร์เช่นกันที่ดึงให้เจ้าจมูกแดงผละจากหน้าหนังสือ กวาดสายตาขึ้นไปยังฝั่งไทยด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพียงครู่เขาก็ลากสายตากลับมายังหน้าหนังสือซึ่งกางอยู่ในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจ้าจมูกแดงหันไปทางฝั่งพม่า จากนั้นก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่ฝั่งลาว ผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร

ระหว่างนั้น เสียงลูกเรือชาวจีนตะโกนโต้ตอบกันดังขึ้นมาจากชั้นล่างเป็นระยะๆ แม้ไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดกันถึงเรื่องใด ทว่าผมก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสำเนียงเหล่านั้นขึ้นมาบ้างแล้ว

...

(อ่านต่อตอน 2)

 

 

 

 

โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net