วันที่ เสาร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

::เชียงคาน - ผ่านพบไม่ผูกพัน::


เสกสรรค์ ประเสิรฐกุล กล่าวว่า ‘คนเราเมื่อเดินทางด้วยอารมณ์นิ่งเงียบ สิ่งที่พบเห็นย่อมแตกต่างออกไป’เช่นนั้นแล้วฉันจึงไม่ลังเลที่จะสลัดตัวออกจากการปลอบโยนของเพื่อนที่บ้านในเมืองเลย นั่งรถสองแถวมุ่งหน้าสู่ อำเภอเล็กๆ ริมฝั่งโขง ‘เชียงคาน’ ตามคำบอกของเพื่อนรุ่นพี่ที่ว่า “เอ็งเคยชอบเมืองปายนักหนา มันก็ไม่ยากที่เอ็งจะตกหลุมรักเชียงคาน” ฉันส่งเสียงหัวเราะใสไปกับคลื่นโทรศัพท์ คนอย่างฉันจะตกหลุมรักอะไรง่ายๆ ได้อีกหรือ

ประวัติศาสตร์-หนุ่มในฝันที่ฉันทั้งคลั่งไคล้และหลงใหล สันนิษฐานให้ฟังว่า เมืองเชียงคานแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ที่ เมืองสานะคาม ของ สปป.ลาว ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นมาในราวปี พ.ศ. ๑๔๐๐ เคยมีความสำคัญถึงขั้นได้เป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรศรีสัตนานุหุต ช่วงปี พ.ศ. ๒๐๑๙-๒๐๒๕ ในรัชสมัยที่สมเด็จพระชัยจักรพรรดิเป็นกษัตริย์ ภายหลังที่เกิดวิกฤติการณ์หลายครั้ง ผู้คนจึงอพยพข้ามฝั่งลำน้ำโขงมาอยู่ที่บ้านท่าจันทร์ หรืออำเภอเชียงคานในปัจจุบันแทน กระนั้นสถาปัตยกรรมของเมืองเชียงคานฝั่งไทยก็ไม่ได้น้อยหน้าฝั่งลาว ด้วยศิลปะแบบล้านนาและล้านช้างของวัดศรีคุณเมือง วัดเก่าแก่คู่เมืองเชียงคานที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตลาด ดังจะเห็นได้จากหลังคาโบสถ์ที่ลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา และพระพุทธรูปไม้จำหลัก ลงรักปิดทองปางประทานอภัยนั้นก็เป็นศิลปะวัตถุแบบล้านช้าง นอกจากนี้ภายในวัดยังมีธรรมมาส์ไม้แกะสลักลงรักปิดทองทุกด้านที่พนักหลังมียอดคล้ายปราสาท เมื่อนั่งสงบนิ่งอยู่ในโบสถ์ ฉันนึกถึง ‘โบสถ์ในบ้าน วิหารในใจ’ ความเรียงชิ้นหนึ่งจากหนังสือ ‘ผ่านพบไม่ผูกพัน’ ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ว่า “ยิ่งเมื่อได้ออกเดินทาง สัจธรรมยิ่งคลี่คลายให้เห็นราวนาฎกรรมแห่งกาลเวลา อยู่ในเรือนเพ่งพินิจเงาไม้ในโอ่งน้ำ บางทีอาจมองเห็นความไร้แก่นสารของตัวตน เหม่อมองห้องหอ บางทีก็เห็นความคับแคบของคุกที่ถูกเรียกว่าบ้าน หรือบางทีแค่เห็นการจากไปของมดสักตัว พลันตื่นรู้ในความเปราะบางของชีวิต แต่ก็อีกนั่นแหละ ภาพที่ทุกคนเห็น  ล้วนเป็นภาพในใจตน”  ฉันยิ้มให้กับการตื่นขึ้นมารับรู้ถึงการจากไปของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘มด’

ประสิทธิภาพของกล้องที่มีระยะซูมภาพได้ไกลของฉัน มีจุดด้อยที่ไม่อาจเก็บภาพมุมกว้างในยามที่ฉันกำลังชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังจากนิทานชาดกชุด พระเจ้าสิบชาติ ซึ่งวาดขึ้นใหม่แทนของเดิมที่หลุด ร่วง เลือนหายตามกาลเวลา เหมือนบางบาดแผลในใจ

ฉันยอมกลับคำกลืนน้ำลายที่พูดไว้ก่อนมาเชียงคานที่ว่าคนอย่างฉันไม่มีวันเสียละที่จะตกหลุมรักอะไรง่ายๆ อีก เพราะตอนนี้ฉันตกหลุมรักความเงียบสงบของเชียงคานเข้าเต็มใจ ใช่หรือไม่ บ่อยครั้งไปที่เราจะตกหลุมรักเพลงใหม่ (อย่างเพลง  ‘ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ’ ที่กลายเป็นเพลงโปรดในชั่วนาทีที่ได้ฟัง) หนังสะเทือนใจบางเรื่อง (สายลับจับบ้านเล็กอาจเป็นหนังตลกในสายตาใคร แต่กับฉันมันสะเทือนใจจนอินไปกับการร้องไห้ของน้ำปั่นในฉากจบ)  หรือความงามในทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่ได้สัมผัส เว้นก็แต่ ตกหลุมรักใคร ที่ฉันมั่นใจว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แน่!!!

‘เดินทางในความเงียบ’ บอกฉันต่อว่า “ความเงียบจากสภาวะภายนอกย่อมมิอาจให้กำเนิดสัมผัสสัมพันธ์อันใด ถ้า ‘ข้างใน’ คนเดินทางยังเต็มไปด้วยเรื่องรกวิญญาณประเภท กลัว เศร้า เหงา รันทด และกดเก็บ” ฉันยิ้มให้กับชีวิตที่รันทดและงดงามของตน จริงอยู่แม้ความเงียบที่ไม่นิ่งได้สร้างความบอบช้ำ อย่างที่อาจารย์เสกสรรค์บอก ทว่าฉันก็มีโอกาสได้ใช้มันเป็นเครื่องมือในการรักษาใจตนเช่นกัน ฉันดีใจที่วันนี้เชียงคานยังไม่ไปทำตัวสนิทชิดเชื้อกับแสงสีและความอึกทึกคึมโครม เหมือนเมืองเงียบสงบเมืองอื่นที่ฉันเคยหลงรัก

‘คนข้างทาง’ ตั้งคำถามอย่างแยบคายชวนคิดว่า “แล้วปุถุชนอย่างเราท่านเล่า ออกนอกบ้านแต่ละครั้ง ได้พบเห็นอะไร? ได้เรียนรู้สิ่งใด?” ฉันจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปทำความรู้จักและเรียนรู้ชีวิตผู้คนริมลำน้ำโขงของเมือง จากนาทีแรกที่คิดจะเช่าจักรยานไปสัมผัสชีวิตผู้คน จึงไถ่ถามคุณยายเจ้าของที่พัก คุณยายใจดีเลยมีน้ำใจให้ยืมจักรยานด้วยประโยคว่า “จะไปเสียสะตุ้งสตางค์ให้เปลืองทำไมล่ะคุณหนู” ความมีน้ำใจยังเป็นสิ่งที่หาได้ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ แม้จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหนาตาในปริมาณเดียวกันกับเมืองริมโขงที่ขึ้นไปทางเหนือ

ที่สวนสาธารณะริมฝั่งโขงยามเย็นฝรั่งสัญชาติเดนมาร์คตั้งคำถามกับฉันที่กำลังรอถ่ายภาพแสงสุดท้ายของวันว่า ฉันใช่คนญี่ปุ่นไหม ฉันยิ้มบางๆ ก่อนตอบปฎิเสธ เขาว่ามันเป็นเรื่องแปลกที่หญิงไทย เอ่อ เขาชมฉันว่า ‘lovely’ (ฮา) อย่างฉันจะเดินทางคนเดียว เราคุยกันหลายเรื่องแบบกระท่อนกระแท่นในภาษาอังกฤษของฉัน แต่ที่น่าโมโหที่สุดคือ ฉันไม่สามารถอธิบายให้เขารู้จักเชียงคานอย่างที่ฉันเรียนรู้จากประวิศาสตร์ มากกว่าที่เขารู้ว่ามันเป็นเมืองสงบเงียบเล็กๆ ริมฝั่งโขงอีกเมืองก็เท่านั้น แสงสุดท้ายจากไปแล้ว ฉันบอกลาเพื่อนใหม่ก่อนถีบจักรยานกลับที่พัก ระหว่างทางฉันนึกถึงหลายต่อหลายครั้งเวลาไปเที่ยวกับคนในอดีต ฉันมักเจอคำถามที่ว่าฉันเป็นคนญี่ปุ่นใช่ไหมเป็นประจำ แต่ก่อนนั้นฉันคิดว่าหน้าตาเขาที่ค่อนข้างไปทางทาเคชินักแสดงหนุ่มสุดกรี๊ดของฉัน (ฮา)  มีส่วนช่วยทำให้ฉันต้องตอบคำถามดังกล่าวเป็นประจำ แต่วันนี้ ที่เชียงคานนี่ ฉันได้รู้แล้ว  ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงเขาในการทำให้ใครเข้าใจผิดในสัญชาติฉันได้ต่อไป (ฮา) อย่างน้อยออกนอกบ้านครั้งนี้สิ่งที่พบเห็นก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้จักตัวเองดียิ่งขึ้น!!!

ห้วงยามที่ชีวิตก้ำกึ่งระหว่างพรุ่งนี้ที่จะมีชีวิตตามลำพังกับการผูกติดตัวเองไว้กับวันวานแสนหวาน ฉันอยู่ตรงกลางระหว่างสองโลกในใจตน รู้ว่าสักวันจะต้องก้าวข้าม แต่ก็ยังไม่ยอมนำพาหัวใจหลุดพ้น เพื่อนบางคนเคยแซวขำขำกับการเดินย่ำไปพึ่งพิงเพื่อนฝูงของฉันว่าช่างเป็นการเยียวยาอาการเจ็บป่วยทางใจที่ loline เสียเหลือเกิน บุรีรัมย์บ้างล่ะ อุบลฯ บ้างล่ะ ลาวบ้างล่ะ แล้วนี่ยังมีน้ำหน้าเล่าให้ฟังว่ากำลังนอนฟังเสียงหัวใจตัวเองอยู่ที่เชียงคาน ชื่อเป็นมงคลเหลือเกินกับชีวิตสาวที่กลับมาเป็นโสดอีกครั้งของฉัน (ฮา) เพื่อนถามในเมื่อยังไม่มีโอกาส hiline ไปต่างประเทศ ทำไมฉันไม่เลือก midiamline ให้กับชีวิตตัวเอง อกหักไปรักษาหัวใจทางเหนือของประเทศดูมีคลาสกว่ากันเยอะ (ฮา)  

“ได้ออกมาสัมผัสสัมพันธ์เพื่อนมนุษย์เหล่านี้ บางทีก็ช่วยให้ท่านเห็นชัดขึ้นว่าใจของตนกำลังรวดร้าวด้วยเรื่องใด และท่านอาจดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีไหน สัมพันธภาพระหว่างเรากับผู้อื่นล้วนมีนัยเป็นย่างก้าวทางจิตวิญญาณ”  อีกหนึ่งถ้อยความจากบท ‘พักใจในโลกกว้าง’ ดูเหมือนจะรองรับเหตุแห่งการกระทำของฉันได้ดีที่สุด แต่ที่สุดแล้วตัวฉันก็ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้อยู่ดีว่าจะหลบพรุ่งนี้ไปได้อีกไกลแค่ไหน

เป็นความจริงที่ว่าหากพบสถานที่ที่เราคิดว่านี่คือที่ทางของใจ เรามักผูกพันโดยอาจตั้งตัวและรู้ตัว หลายเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตสอนฉันว่า อย่าไปผูกพันกับอะไรหรือใครง่ายๆ อีก ถ้าไม่อยากเจ็บปวดอย่างที่เป็นอยู่ กับ ‘บ้านของเรา’ แท้จริงมันก็เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนกายและใจในโมงยามหนึ่งหาใช่ตลอดไป หรือกับ ‘ครอบครัวของเรา’ ท้ายที่สุดในเมื่อเราต่างมาเราเองก็ต้องต่างไปเช่นกัน อย่างที่อาจารย์เสกสรรค์ว่าไว้ในหนังสือเล่มนี้

“ผ่            ม่  ผู    พั 

      ที        ลึ    ซึ้    ยั่    ยื      ว่ 

หั          ข้    กั    ทุ      ย่   

ด้        ซ่          ที่  มั    ตั้    ชื่    ผิ      ว่ า

        รั  ”

 

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net