วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระหว่าง “ไฮเทค” ของอินเดีย กับ วัวล้านตัว ของนักการเมืองไทย


 

                    สัปดาห์ก่อนเขียนถึงบทบาทของนักการเมืองในการพัฒนาอุตสาหกรรมไอทีของอินเดีย   และบทเรียนที่คนไทยควรได้จากอินเดีย ในฐานะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกและปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไอทีและแหล่ง outsourcing ของโลก

 

                ความสำเร็จทางอุตสาหกรรมไฮเทคของอินเดียไม่ใช่เกิดจากปาฏิหาริย์  แต่เกิดจากวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของนักการเมือง

          ย้อนหลังไปกว่าสิบปีที่แล้ว ผู้บริหารบ้านเมืองเขาตระหนักถึงกระแสยุคไอทีที่กำลังถาโถมใส่โลก และมองเห็นโอกาศที่อินเดียจะเกาะกระแสนี้

          สิ่งแรกที่รัฐบาลในขณะนั้นทำคือการวางนโยบายที่จะผลักดันให้อินเดียเป็นฐานรองรับการขยายฐานการผลิตและการบริการของบริษัททางด้านซอฟต์แวร์และอุตสาหกรรมไอที    ตามมาด้วยการลงทุนในการสร้างระบบสาธารณูปโภคและโครงข่ายพื้นฐาน    

           แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือการปรับระบบการศึกษาเพื่อรองรับความต้องการบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักลงทุนจากต่างประเทศ   

           ความที่คนอินเดียได้เปรียบในเรื่องภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้อินเดียมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบนี้ในการดึงดูดการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตจากบริษัทไฮเทคทั้งหลายในประเทศตะวันตก

           ทุกวันนี้เมืองที่เป็นศูนย์กลางไอทีอย่างบังกะลอร์จึงได้รับฉายาว่าเป็น “ซิลิคอน วัลเล่ย์”  ของอินเดีย   พร้อมด้วยจุดขายที่หาประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก  เพราะอินเดียมีแรงงานมีฝีมือ โดยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมและอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ค่าตัวถูกกว่าคนในตะวันตกเป็นเท่าตัวและในปริมาณที่ไม่มีใครเทียบ

           หันกลับมาดูบ้านเราแล้วก็อดถอนหายใจดังๆ ไม่ได้   เพราะนักการเมืองของเราดีแต่ปาก และเก่งแต่การเล่นการเมือง

           นักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่ร่วมคณะไปเยือนบังกะลอร์กับผมเที่ยวนี้ มีความเห็นตรงกันว่า ถ้าผู้มีอำนาจบ้านเรายังไม่เอาใจใส่ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไอที เชื่อได้เลยว่าเราจะถูกเพื่อนบ้านทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่น

            อินเดียนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเขานำหน้าเราไปโขแล้ว   แต่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามก็มีแนวโน้มจะแซงหน้าไทยด้วยซ้ำถ้าเรายังย่ำอยู่กับที่   เพราะทั้งสองประเทศนี้รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนและมีความแน่วแน่ในการผลักดันอุตสหากรรมด้านนี้ เพราะรู้ดีว่านี้คืออนาคตของประเทศ

             คุณมนู อรดีดลเชษฐ์ ประธานกรรมการนโยบาย ICT ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งร่วมคณะไปด้วยเปรียบเทียบระดับการพัฒนาทางด้านไอทีระหว่างไทยกับอินเดียได้อย่างเห็นภาพชัดเจน

 

             “ถ้าเทียบอุตสาหกรรมไอทีเหมือนกับการก่อสร้าง   เมืองไทยกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างตึกแถวซึ่งก็ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือความซับซ้อนทางวิศวกรรมอะไรมากมาย  แค่มีช่างรับเหมา พร้อมช่างอิฐช่างปูนก็พอแล้ว    แต่อินเดียกำลังสร้างตึกระฟ้า ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่พร้อมบุคลากรที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม”

 

            ถ้าจะให้แปลกันตรงๆ ก็คือ ประเทศไทยคงไม่ต้องคิดจะไปแข่งกับอินเดียเพราะเขานำหน้าเราไปแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว

 

           แต่ประเทศไทยต้องหันมาดูตัวเองอย่างจริงจัง เพราะโลกแห่งเทคโนโลยีไม่รอเรา

 

           และทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่นักการเมืองและผู้บริหารบ้านเมือง   คนเหล่านี้ต้องเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมไอทีก่อน

 

            แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่ได้ยินนักการเมืองคนไหนหรือพรรคการเมืองพรรคไหนออกมาแสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้แม้แต่น้อย   เห็นแต่ออกมาเย้วๆ ว่าจะไปผสมกับใครหรือจับมือกับกลุ่มไหน

 

           วิสัยทัศน์ที่เลอเลิศที่สุดเท่าที่แสดงออกมาก็ได้แค่โครงการวัวล้านตัว

 

            ถ้าเป็นเสียอย่างนี้ก็พอจะมองออกว่าอนาคตบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร

 

            (จากเนชั่นสุดสัปดาห์)  

โดย เทพชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net