วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โลกในดวงตาข้าพเจ้า เล็กๆ ลึกๆ โดย จรูญพร ปรปักษ์ประลัย


                                            Little Lamb and Duck by Hol


โลกในดวงตาข้าพเจ้า เล็กๆ ลึกๆ  โดย จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

 

หลังจากคลื่นกวีซัดสาด กลายเป็นกระแสร้อนไปทั่ววงการได้ไม่นาน ชาววรรณกรรมก็ได้แสดงความยินดีกับกวีซีไรต์คนที่ 10 นามว่า มนตรี ศรียงค์

“โลกในดวงตาข้าพเจ้า” เป็นงานกวีนิพนธ์ชุดที่ 3 ของเขา นับจาก “ดอกฝัน : ฤดูฝนที่แสนธรรมดา” ในปี 2541 และ “การพังทลายของทางช้างเผือก” ในปี 2549 แต่หากเราพลิกดูรายชื่อบทกวีที่อยู่ในงานชุดนี้ เราจะพบว่าจริงๆ แล้ว “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ก็คืองานที่พัฒนามาจาก “การพังทลายของทางช้างเผือก” นั่นเอง เพียงแต่มีการถอด – เพิ่มบางบทเข้าไป และจัดเรียงใหม่ให้เนื้อหามีลำดับต่อเนื่องกันมากขึ้น 

  หากมองโดยภาพรวม มนตรี ศรียงค์ ก็ไม่ต่างจากกวีรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ งานของเขาไม่ได้มุ่งเสนอความคิดเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้ง สะท้อนแง่มุมทางสังคมที่คมคาย ใช้บทกวีเป็นเสมือนอาวุธในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือเสกสร้างบทกวีให้งานศิลป์อันเลอเลิศ

  บทกวีเป็นเพียงเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็น ที่เขามีต่อสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ตัวเขาเอง

  แต่ถึงกระนั้น มนตรี ศรียงค์ ก็มีบางสิ่งที่แตกต่างไปจากกวีร่วมรุ่น ด้วยการเขียนที่มีลักษณะเป็นมินิมอล หรือ การเขียนน้อย น้อยทั้งวัตถุดิบในการเขียน และคลังคำที่หยิบมาใช้ ดูเหมือนเขามีสองสิ่งนี้อย่างจำกัดจำเขี่ย ทว่าก็สามารถจัดการกับข้อจำกัดนี้ได้เป็นอย่างดี

  สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ งานกวีของ มนตรี ศรียงค์ อิงแอบแนบชิดอยู่กับชีวิตประจำวันของเขา ซึ่งแต่ละวันจะซ้ำซากอยู่ ณ สถานที่เดิม ผู้คนกลุ่มเดิมๆ และกิจวัตรแบบเดิมๆ นั่นก็คือ ตื่นเช้าขึ้นมา เตรียมข้าวของสำหรับการเปิดร้านบะหมี่เป็ด เปิดขายจนถึงเย็น ปิดร้าน พักผ่อนด้วยการร่ำสุราและเล่นอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็เข้านอน วนเวียนอยู่เช่นนี้เป็นเวลาสิบปี นับจากที่เขาตัดสินใจกลับไปสานต่อธุรกิจของพ่อที่บ้านเกิด  

  โลกในมุมมองของ มนตรี ศรียงค์ คืออาณาบริเวณที่อยู่รายรอบร้าน และจากจุดนี้เองที่เขาใช้เฝ้าดูผู้คนอย่างพินิจพิเคราะห์ และถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวี

  น่าสังเกตว่างานของเขามักนำเสนอภาพที่แจ่มชัด ให้รายละเอียดอย่างถี่ถ้วน นั่นคงเป็นเพราะการอยู่ที่เดิมนานๆ ย่อมเปิดโอกาสให้ได้มองอะไรๆ อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่มองอย่างผ่านเผิน แล้วสรุปเอาอย่างง่ายๆ แค่ความรู้สึกเพียงชั่ววูบ   

นี่แหละคือลักษณะการเขียนแบบมินิมอล น้อยแต่มาก ไม่ได้มีอะไรเยอะเยาะ แต่ลึกซึ้งในสิ่งที่เขียน

เห็นได้ชัดจากงานชุด “ถนนละม้ายสังเคราะห์” และชุด “ถนนละม้ายสังเคราะห์ - ตัดใหม่” ที่บอกเล่าถึงผู้คนและเรื่องราวบนถนนสายนี้อย่างละเอียดลออ ทั้งหญิงชราที่อยู่บ้านหลังตรงข้าม, เด็กสาวที่เพิ่งเริ่มรู้เดียงสา, คนที่เดินผ่านหน้าร้านไปมา, ชายคนรักของหญิงสาวในร้านเสริมสวย จนถึงคนขายของเล่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งการแต่งตัวและลีลาการขาย 

นอกเหนือจากโลกที่อยู่เบื้องหน้าในระยะไม่ไกลนัก วัตถุดิบที่สำคัญยิ่งสำหรับ มนตรี ศรียงค์ ก็คือตัวเขาเอง บ่อยมากกว่าบ่อย ที่เขาเขียนถึงอารมณ์ความรู้สึกภายใน ทั้งความทุกข์ท้อ ผิดหวัง เบื่อหน่าย และร่วงโรย ราวกับว่าในตัวเขาอัดแน่นด้วยความหม่นเศร้า

เขามักตั้งคำถามผ่านบทกวีถึงความหมายของชีวิต ว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราอยู่บนโลกใบนี้ มันมีความหมายอย่างไรหรือ? หรือเพียงแค่เกิดมาเพื่อที่จะตายไป?

หลายครั้งที่เขาทำให้เราเห็นว่าชีวิตช่างว่างเปล่า ไม่ต่างจากเถ้าของบุหรี่ที่เพียงในเวลาไม่นาน ก็มอดไหม้และสลายไปในอากาศ

แต่บางขณะ เขาก็ค้นพบว่าแต่ละวันของชีวิตไม่ได้เสียเปล่าอย่างสิ้นเชิง ในบท “นิพพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์” เขาเล่าถึงการทำงานในห้องทำบะหมี่ ที่ต้องทุ่มเทแรงกายไปกับการนวดแป้ง และรีดให้บางก่อนที่จะซอยออกเป็นเส้น ช่วงเวลานี้เอง ที่เขารู้สึกไม่ต่างจากนักบวชขณะปฏิบัติธรรมเลย

“...เพราะจิตขณะนั้นได้ดำดิ่ง

ภาวะสงบนิ่งมิติงไหว

จึงคล้ายคล้ายการงาน – การหายใจ

กำหนดกันและกันไว้อยู่ในที...”

(หน้า 62)

      นอกเหนือจากเนื้อหา ที่เล่นกับวัตถุดิบเพียงน้อยนิดได้อย่างคุ้มค่าแล้ว ในส่วนของลีลาการเขียนและการใช้ภาษา ก็ต้องบอกว่านี่แหละมินิมอลของแท้

  มนตรี ศรียงค์ เลือกใช้ฉันทลักษณ์ที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือ กาพย์และกลอน โดยไม่ได้เคร่งครัดกับจำนวนคำในแต่ละวรรคมากนัก ถึงกระนั้น แต่ละบทก็ดูมีการจัดวางที่เป็นระเบียบพอสมควร ไม่มั่วซั่วแบบตามใจฉันเสียทีเดียว

เขามักใช้คำพื้นๆ ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ไม่มีศัพท์แสงที่หรูหรา หรือคำที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ นอกจากนี้ คำของเขายังประกอบเข้าด้วยกันอย่างง่ายๆ ไม่พยายามผสมคำให้เกิดความหมายใหม่ หรือสรรหาคำมาใช้จนดูแพรวพราวไปหมด

แต่การใช้คำแต่เพียงน้อย จนดูเหมือนไม่ค่อยหลากหลายนี้ กลับสร้างจังหวะที่โดดเด่นและแตกต่างให้กับบทกวีของเขา สังเกตได้ว่าเขามักเล่นกับการซ้ำย้ำคำเดิม  คำที่พ้องรูปพ้องเสียง รวมถึงการสัมผัสโดยใช้คำๆ นั้นเอง อาทิเช่น ยางมะตอยก็เริ่มจะเยิ้มยาง, มิกล้าทักมิกล้าเรียกมิกล้าเลย, กึ่งกึ่งกล้ากล้ากลัวกลัว, เป็นความเงียบที่เงียบยิ่งกว่าเงียบ  และเย็นเยียบแสนเยียบไปทุกเบื้อง, ทีละภาพทีละภาพเป็นฉากฉาก  ทีละหลากทีละหลากเป็นช่วงช่วง, โยกเยกเอยโยกเยกเจ้าเมฆฟอง กระต่ายล่องลอยเมฆโยกเยกมา ฯลฯ

  การเล่นคำตามแบบฉบับของ มนตรี ศรียงค์ ทำให้คลังคำที่อาจมีไม่มากนัก ไม่ใช่อุปสรรคในการเขียน หากแต่กลับกลายเป็นจุดเด่นที่สร้างเสน่ห์ให้กับงานเหล่านี้

  “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” เป็นงานกวีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อจำกัดใดๆ ก็ตาม ไม่สามารถจะหยุดยั้งการทำงานของมนุษย์ที่มีพลังสร้างสรรค์ได้เลย

  ไม่เพียงเท่านั้น การทำงานภายใต้กรอบที่คับแคบ ก็มิใช่ว่าผลที่ออกมาจะต้องคับแคบตามไปด้วย ทั้งหมดอยู่ที่การจัดการกับข้อจำกัดที่มีอยู่ และทะลุทะลวงมันออกไปให้ได้   

  นี่เป็นชัยชนะของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องมีรางวัลใดๆ มารับรองเสียด้วยซ้ำ.

 

*จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โดย หมี่เป็ดสิวะ!

 

กลับไปที่ www.oknation.net