วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รถซอกแซก ลาทีประเทศไทย


วันนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงกฎหมายเรื่องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า ขอสารภาพตามตรงว่าผมรู้สึกท้อแท้ และเริ่มจะหมดหวังกับความสามารถต่อการยืนหยัดและต่อสู้ทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงในอนาคต
..แค่กฎหมายข้อเดียว อะไรมันจะร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ ?
ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆครับ มันสะท้อนให้เห็นระบบและหลักการวิธีคิดของการพัฒนาบางส่วน เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ..ตะปูขึ้นสนิมอันนิดเดียว ยังอาจทำให้ต้องตัดขาทิ้งกลายเป็นคนพิการได้ ถ้าไม่ตระหนักหรือไม่สนใจที่จะรักษาบาดแผลหรือรักษาผิดๆถูกๆตามความคิดของตัวเอง
..มันจะเป็นไปได้ยังไง ?
ผมจะขอเสนอในตอนท้ายของเรื่องนี้แล้วกันนะครับ ลองมาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้กันก่อนครับ

"รถซอกแซก" ทั้งสองคันในรูปข้างล่างนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งในหลายร้อยยี่ห้อที่ผลิตในประเทศจีน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเพียง 3 kw. วิ่งได้เร็วกว่า 55 กม./ชม. ทั้งคู่ ราคาต่างกันประมาณหนี่งแสนบาท อยากใช้คันไหนมากกว่ากันครับ

ทั้งสองแบบวิ่งได้ในประเทศจีน อินเดีย ยุโรปและในสหรัฐอเมริกาด้วย แต่สำหรับประเทศไทยเราสามารถใช้ได้แต่แบบสามล้อครับ (ต้องเปลี่ยนมอเตอร์เป็น 4 kw. ก่อน) แบบสี่ล้อผิดกฎหมายไทย เพราะใช้มอเตอร์ขนาดเล็กกว่า 15 kw. ตามที่กรมการขนส่งทางบกบังคับถึง 5 เท่า (แต่ก็ยังวิ่งได้เร็วกว่าที่กรมฯกำหนด) ซึ่งผมขอบอกตรงๆว่าไม่เข้าใจหลักการวิธีคิดและเหตุผลของการออกกฎหมายข้อนี้ ทำไมต้องทำให้แตกต่างอย่างมากกับประเทศอื่นๆที่ว่ามาข้างบนนี้และอีกหลายประเทศด้วย

ส่วนข้างล่างนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสี่ล้อที่ผลิตในจีนเช่นกัน แต่คันนี้เข้าเกณฑ์ของกรมการขนส่งฯที่ให้จดทะเบียนได้ เพราะใช้มอเตอร์ขนาด 15 kw. พอดีเป๊ะ สามารถวิ่งได้เร็วกว่า 80 กม./ชม. ถ้านำเข้ามาขายในไทยราคาคงตกเกือบๆล้านบาท เพราะต้องบวกด้วยสารพัดภาษีเช่นเดียวกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แต่ถ้าบริษัทใหญ่ๆนำเข้าอาจต่อรองราคาได้จนสามารถตั้งราคาขายแข่งกับรถยนต์ขนาดเล็กในตลาดปัจจุบันได้ (หรือว่าเจรจาเสร็จไปแล้วก็ไม่ทราบ) ถ้าเดือนหน้านำเข้ามาขายก็วิ่งบนถนนได้เลย ยิ่งถ้าทำให้กรมศุลกากรลดภาษีนำเข้าได้อีก รถแบบนี้จากประเทศจีนก็จะไหลเข้ามาในประเทศไทยสวนกับเงินของเราที่ไหลออกไปที่ประเทศจีน

..ถ้าอย่างนั้นเราก็ผลิตเองไม่ได้หรือ? จะได้ไม่ต้องบวกราคารถด้วยภาษีนำเข้า ประชาชนจะได้สามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ได้..
ก็ขอตอบแบบฟันธงเลยว่า ถ้าเป็นสองแบบแรก เราผลิตได้แน่ เพราะโครงสร้างตัวถังไม่ต้องใช้เทคโนโลยี่สูงมาก แต่ถ้าผลิตแบบสี่ล้อต้องส่งออกเท่านั้น ถ้าขายในประเทศก็ต้องวิ่งหลบๆซ่อนๆแบบรถซาเล้งติดเครื่อง ออกมาวิ่งบนถนนไม่ได้ เพราะไม่มีทะเบียนโดนตำรวจจับแน่ เหลือแต่แบบสามล้อเท่านั้นที่คนไทยสามารถนำมาวิ่งบนถนนได้ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าสวยๆแบบคันสุดท้าย ตอบแบบฟันธงอีกทีว่าเราผลิตเองไม่ได้แน่ เฉพาะน้ำหนักมอเตอร์บวกแบตเตอรี่ก็ร่วมครึ่งตันเข้าไปแล้ว บวกกับความเร็วของรถที่มากกว่า 80 กม./ชม. ถ้าจะให้ตัวรถมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ต้องมีโครงสร้างตัวถังและระบบรองรับที่แข็งแรงแบบรถยนต์ทั่วไป แต่เราไม่เหมือนประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลี ที่พวกเขามีโรงงานผลิตตัวถัง ผลิตรถในยี่ห้อของเขาเอง แต่เราไม่มีเลย เราแค่ประกอบตัวรถให้ญี่ปุ่น สหรัฐ เยอรมัน และสวีเดน เท่านั้น เราไม่มีรถยี่ห้อของเราเองเลย ไม่มีโรงงานและเทคโนโลยี่ผลิตตัวถังของเราเอง แล้วเราจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้เองได้ยังไง ถ้าจะเริ่มออกแบบเริ่มวิจัยกันตอนนี้ก็คงต้องรออีก 5 ปี อาจจะเริ่มผลิตได้

สรุปคือ วันนี้ เราไม่มีทางได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆราคาถูกเหมือนประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้แล้ว ยังไม่ต้องไปเทียบกับยุโรปและอเมริกาหรอกครับ ในขณะที่ทั่วโลกเขากระตือรือล้นในการลดการใช้เชื้อเพลิงและทำทุกทางเพื่อแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนอย่างเข้มข้น เราก็ทำกับเขาเหมือนกัน แต่เราทำแบบไทยๆ จัดงานเชิญผู้ใหญ่ ปล่อยลูกโป่ง ตัดริบบิ้น หยุดใช้รถปีละหนึ่งวัน ดับไฟสองชั่วโมงอีกปีละหนึ่งวัน หรือออกสปอตโฆษณาทีวีสัก 7 วัน แต่การกำหนดนโยบาย การปฎิบัติงาน การสร้างกฎเกณฑ์ข้อบังคับสำคัญๆหลายเรื่อง กลับเป็นไปอีกแบบหนึ่ง

ในที่สุด รถยนต์ที่ประหยัดที่สุดของคนไทยตอนนี้ก็คือ Toyota Vios หรือ Honda City แล้วต่อไปอีก 3 ปีก็รอ Eco-Car ของ Toyota และ Honda ในอนาคตถ้าโชคดี เราอาจได้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจาก Toyota และ Honda และอาจจะมียี่ห้ออื่นๆของจีน อินเดีย มาเลเซีย เกาหลีเข้ามาขายด้วย อาจร่วมทุนกับบริษัทคนไทยก็ได้ แต่ก็คงเฉพาะกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับพันล้านด้วยกันเท่านั้น และก็เพื่อระบายขายสินค้าเอาเงินส่วนใหญ่กลับประเทศเขาไป ก็เหมือนบริษัทรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทยตอนนี้

ในอนาคตอีก 10-20 ปี รถยนต์จะเปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์แบบปัจจุบันไปใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนแทน ประเทศต่างๆที่กล่าวมานั้น ใช้เวลานับสิบปีก่อนหน้านี้ เพื่อพัฒนาผู้ผลิตรถยนต์รายเล็กรายน้อยขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในยี่ห้อของตัวเองได้สำเร็จ จนสามารถส่งไปขายได้ทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่จนสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ออกไปขายทั่วโลกแล้ว

สำหรับประเทศไทย ที่เรียกตัวเองว่าเป็น Detroit of Asia กลับไม่เคยพัฒนาผู้ผลิตรถยนต์ของตัวเองได้สำเร็จเลย ดูเหมือนจะพอใจกับการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบปลีกย่อยและการรับจ้างประกอบรถให้กับบริษัทต่างชาติเท่านั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังออกแบบทำตัวถังเองไม่ได้ สร้างเครื่องยนต์ไม่ได้ ผลิตระบบเกียร์ไม่ได้ ทำได้แต่ชิ้นส่วนบางอย่างเท่านั้นตามแต่ผู้ผลิตรถจะสั่งให้ทำอะไร ชิ้นส่วนหลักๆที่สำคัญเขาก็ไม่ถ่ายทอดความรู้มาให้และเก็บไว้ทำเอง

แต่นับจากนี้ไปเทคโนโลยี่และพันธุกรรมของยานยนต์จะถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปัญหาเรื่องเชื้อเพลิงและสิ่งแวดล้อม จนทำให้การออกแบบและผลิตระบบขับเคลื่อนของรถยนต์เกือบจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้วในรอบร้อยปีที่คนไทยหรือบริษัทคนไทยจะสามารถสลัดพ้นพันธนาการและสามารถจะเริ่มต้นยืนหยัดด้วยการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง แต่โอกาสนี้ได้ถูกปิดลงแล้วอย่างรวดเร็ว โดยราชการไทย คนไทยหรือบริษัทไทยที่พอจะมีขีดความสามารถที่จะออกแบบและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้ ก็ถูกคุมกำเนิดและทำหมันไปเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นโอกาสที่จะสะสมทุนและเทคโนโลยี่เพื่อพัฒนาต่อไปสู่การผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบด้วยชื่อยี่ห้อของตัวเองในอนาคต ก็ได้ถูกตัดตอนไปแล้วเช่นกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทยส่วนนี้ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลก็ยังมีความเสี่ยงที่จะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทรถยนต์ต่างชาติเพียง 3-4 บริษัทต่อไป วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อข้อตกลงทางภาษีของ WTO และ AFTA มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ ถ้าเวียดนามหรือมาเลเซียหรืออินโดนิเซียให้ข้อเสนอหรือมีสภาพแวดล้อมที่จะช่วยสร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทเหล่านี้ได้ดีกว่า มีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่หยุดการลงทุนหรือทิ้งประเทศไทยไป ผมไม่คิดว่าเขาจะผูกพันอะไรลึกซึ้งกับประเทศไทยมากไปกว่าผลกำไรของบริษัท ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเหล่านี้จะพูดภาษาไทยได้บ้างหรือเปล่า ฐานใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง ทั้งวัตถุดิบหลัก ความรู้ที่จำเป็น และบุคคลากรระดับมันสมอง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน นอกจากช่วยเพิ่มจำนวนตัวเลขทางสถิติให้อย่างน่าตื่นเต้น

ผมจึงยังมองไม่ออกว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไรกับกฎหมายข้อนี้ ตรงกันข้าม กลับเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับบริษัทรถยนต์ต่างชาติหรืออย่างดีก็เป็นบริษัทไทยขนาดยักษ์สองสามบริษัทเท่านั้น ทั้งหมดนี่ยังไม่ต้องพูดถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการแก้ไขปัญหาเรื่องพลังงานและเรื่องโลกร้อนซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนของโลกร่วมกับประชาคมโลกอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดวิธีหนึ่งอีกด้วย ผมก็หวังว่ากฎหมายข้อนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว อาจต้องรอให้บริษัทที่พัฒนารถแบบนี้(เท่าที่ผมรู้จักก็มีประมาณ 5-6 บริษัท และน่าจะมีที่ซุ่มๆทำอยู่อีก) เข้าไปล๊อบบี้กรมการขนส่งฯให้ได้สำเร็จเสียก่อน หรืออาจต้องรอความหวังจากอธิบดีคนใหม่หรือรัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่ที่จะออกประกาศแก้ไขกฎหมายเรื่องนี้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็คงต้องเอาเงินบาทไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนมาใช้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าเศร้าใจเป็นอย่างมาก เพราะเราสามารถผลิตได้แต่กลับใช้เองไม่ได้ ต้องไปซื้อรถอีกแบบหนึ่งจากประเทศอื่นมาใช้ คิดไปคิดมาเหมือนราชการของเราทำงานให้ประเทศอื่นยังไงไม่รู้

ทำยังไงได้ล่ะครับ? เรามันคนธรรมดาตัวเล็กๆ ไม่มีเรี่ยวมีแรงเท่าไหร่ ถ้าประเทศไทยจะออกไปสู้กับประเทศยักษ์ใหญ่ข้างนอก ก็มีทางเดียว คือเราต้องสามัคคีกันทั้งหมดทุกส่วน ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้ออกกฎ แต่ถ้าผู้ผลิตพยายามทำ ผู้ซื้อไม่เห็นประโยชน์ส่วนรวม ผู้ออกกฎไม่ให้ความสำคัญ ก็ตอบได้คำเดียวว่า จบ.


photo by Thermos

โดย mr.zakkman

 

กลับไปที่ www.oknation.net