วันที่ จันทร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนไทยในมะลิวัลย์


ตามเส้นทางจากเกาะสองไปสู่มะลิวัลย์    ทิวทัศน์สองข้างทางแทบไม่ต่างกับทิวทัศน์แถวระนอง ชุมพร     ยกเว้นบางช่วงที่มีบ้านเรือนรูปทรงเฉพาะถิ่นพม่าและค่ายทหาร   ซึ่งคนขับรถที่เราเช่าเหมามาบอกอย่างเคร่งเครียดทุกครั้งที่ผ่านที่ทำการหรือค่ายทหารว่า....ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด 

ระหว่างทางเราได้แวะที่เตาเผาอิฐขนาดใหญ่    ดูจากวิธีการเผาน่าจะยังคงความดั้งเดิม   ใกล้เตาเผามีบ้านเล็กๆตั้งอยู่สองสามหลัง   เจ้าของบ้านเยี่ยมหน้าออกมามองพวกเราพลางส่งยิ้มอย่างมีไมตรี   แต่ด้วยภาษาที่สื่อสารกันไม่ได้   จึงไม่รู้รายละเอียดความเป็นมา   เราต่างยิ้มหัวทักทายและหยอกล้อกับเด็กๆ ก่อนจากลา  

 

ทิวทัศน์ริมทางเต็มไปด้วยต้นมะพร้าว หมาก  ยางพารา สลับด้วยสวนปาล์มเกือบตลอดทาง  

ข้อมูลจากหนังสือเยือนไทยพลัดถิ่นในพม่าของอาจารย์ฐิรวุฒิ  เสนาคำ 

ระบุว่าปาล์มในพม่ากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว    มีปลูกมากในเขต

ตะนิ้นตายี   รัฐบาลพม่าต้องการให้มณฑลตะนิ้นตายีเป็นชามน้ำมันปาล์มของพม่า   จึงสนับสนุนเอกชนปลูกปาล์มนับแสนไร่ 

   

 

 

รถสองแถวที่เราเช่ามาแม้จะเก่าและสารถีก็เลยวัยกลางคนไปโข   แต่กำลังวิ่งนั้นไม่ธรรมดาเลย   ไม่นานเราจึงมาชะลออยู่หน้าวัดไทยมะลิวัลย์   เห็นเจดีย์ทรงพุทธคยาตระหง่านมาแต่ไกล      

เราได้เข้าไปกราบมนัสการท่านเจ้าอาวาสซึ่งมีเชื้อสายมอญ   พูดได้ทั้งภาษาพม่า ภาษาอังกฤษและภาษาไทย   เพราะเคยบวชเรียนอยู่ที่วิทยาลัยสงฆ์  วิทยาเขตกำแพงแสน   มาจำพรรษาอยู่ที่มะลิวัลย์ประมาณ 5 ปีมาแล้ว   เจ้าอาวาสบอกว่าปกติจะมีคนไทยทั้งจากระนองและกรุงเทพฯมาทำบุญ

มาทอดกฐินทอดผ้าป่าอยู่เสมอ            

วัดไทยมะลิวัลย์แห่งนี้เพิ่งสร้างใหม่ประมาณไม่เกิน 30 ปี  วัดเก่าตั้งอยู่ริมน้ำ   ทางเข้าทุรกันดารน้ำท่วมขัง   ญาติเจ้าเมืองมะลิวัลย์จึงบริจาคที่ดินให้สร้างวัดใหม่     รายรอบวัดสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นวัดไทย  

ป้ายที่ตอกตรึงกับต้นไม้มีข้อความเตือนใจเขียนเป็นภาษาไทยและพม่า

 

หลังกราบลาเจ้าอาวาส   เราก็ออกไปตระเวณหาบ้านคนไทย   จนไปพบบ้านโกยี   ชาวไทยมะลิวัลย์ที่แต่งงานอยู่กินกับภรรยาชาวพม่านามว่ามะแตะเอ    เธอพูดภาษาไทยพอใช้ได้   และต้อนรับพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

บ้านโกยีค่อนข้างมีฐานะ   ทั้งเปิดเป็นร้านค้า ทั้งรับสีข้าว   นอกจากนี้โกยียังทำสวนยางพาราและสวนปาล์มอีกด้วย

แม้จะแต่งงานใช้ชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุขกับภรรยาชาวพม่า   และมีสถานะเป็นพลเมืองของประเทศพม่า   แต่โกยีก็ยืนยันหนักแน่นว่าตนเป็นคนไทย      

 

สิ่งหนึ่งที่โกยีใช้เป็นสัญลักษณ์ยืนยันความเป็นไทย   คือการตั้งเข็มนาฬิกาตรงกับเวลาในประเทศไทย   ขณะที่เวลาไทยกับพม่าห่างกันประมาณครึ่งชั่วโมง

การยืนยันความเป็นไทยผ่านเข็มนาฬิกา   หาใช่จะมีแต่บ้านโกยีเท่านั้น   ร้านขายก๋วยเตี๋ยวไทยที่โกยีพาพวกเราไปกินก็ตั้งเข็มนาฬิกาเป็นเวลาไทย   โกยีบอกว่าบ้านคนไทยในมะลิวัลย์จะตั้งนาฬิกาตรงกับเวลาเมืองไทยทั้งนั้น

 

อาชีพของคนไทยมะลิวัลย์   นอกจากทำนา ทำสวนยางพารา สวนปาล์ม   ยังมีการทำหมากแห้ง   โดยนำเข้าหมากจากกระบุรี  ชุมพร   มาผ่านกระบวน

การทำหมากแห้งส่งไปย่างกุ้งเพื่อส่งออกไปยังประเทศอินเดีย  

จึงน่าจะเรียกได้ว่าคนไทยมะลิวัลย์มีส่วนในการนำเงินเข้าประเทศไทย

 

ฝั่งตรงข้ามบ้านโกยี   เป็นบ้านคนไทยที่ยึดอาชีพทำหมากแห้งอย่างเป็นล่ำเป็นสัน   วันนั้นมีรถบันทุกมาจอดรอขนหมากไปส่งที่ย่างกุ้งพอดี

ที่มะลิวัลย์คนไทยค่อนข้างอยู่ร่วมกับชาวพม่าได้อย่างสงบสุข   ไม่ค่อยมีทหารพม่าเข้ามารบกวน   อาจเป็นเพราะพื้นที่นี้ไม่มีการสู้รบกับชนกลุ่มน้อย   จึงไม่มีเหตุให้เกิดความหวาดระแวงต่อกันเท่าใดนัก     

 โกยีเล่าว่าคนไทยมะลิวัลย์อพยพหนีไปมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2   หลังจากนั้นก็มีทะยอยออกไปบ้างไม่มากนัก

คนไทยที่ย้ายออกไปทั้งครอบครัวและเครือญาติ  มักจะทิ้งที่ดินทำกินไว้   ปล่อยร้างไว้นานเข้าไม่มีคนดูแล   ชาวบ้านพม่าก็เข้ามายึดครองเป็นที่ทำกิน

ไม่ห่างจากบ้านโกยีมีผืนนาทิ้งร้างของคนไทย   ที่ครอบครัวคนพม่าเข้ามาปลูกบ้านยึดเป็นที่ทำกินของตนเอง

 

พม่าเรียกมะลิวัลย์ว่ามะลิยุน   ในช่วงที่อังกฤษปกครองพม่าระหว่าง

พ.ศ.2367 – 2491  มะลิวัลย์มีสถานะเป็นศูนย์กลางการปกครอง

ขึ้นตรงต่ออำเภอมะริด   มีหมู่บ้านอยู่ในเขตการปกครอง 17 หมู่บ้านด้วยกัน

พ.ศ.2402 มะลิวัลย์มีประชากรราว 733 คน   ต่อมากลายเป็นพื้นที่ทำเหมืองจึงมีคนอพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น   ข้อมูลในปี 2434 ระบุว่ามีถึง 7,719 คน   แต่อีก 10 ปีต่อมาประชากรลดลงเหลือ 5,265 คน   ประชากรประกอบด้วยคนไทยซึ่งทำนาเป็นอาชีพหลัก  ลูกครึ่งไทยจีนยึดอาชีพทำเหมือง  คนมุสลิมและชาวมอแกนทำประมงอยู่ตามชายฝั่ง

หลังมีการทำเหมืองที่มะลิวัลย์   เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน    จึงย้ายศูนย์กลางการปกครองไปอยู่ที่เกาะสอง

ปัจจุบันมะลิวัลย์จึงมีสถานะเป็นตำบลอยู่ในจังหวัดเกาะสอง  มณฑลตะนาวศรี  ข้อมูลปัจจุบันที่ได้จากคนไทยมะลิวัลย์บอกว่า   ตำบลมะลิวัลย์มีอาณาเขตตั้งแต่หลัก 19 ไมล์ไปจนถึง 31 ไมล์   มีบ้านเรือนทั้งหมด 450 หลังคาเรือน  ประชากรประมาณ 10,000 คน   ประกอบด้วยชาวมอญ  พม่า ทวาย และคนไทยเหลืออยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

 

คนไทยมะลิวัลย์เดินทางข้ามแดนไปฝั่งไทยกันแทบทุกวี่วันเพื่อเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องและลูกหลานที่เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนฝั่งไทย   บ้างก็ซื้อสิ่งของเครื่องใช้  รวมถึงเข้าโรงพยาบาลในยามเจ็บป่วย

โดยส่วนใหญ่จะนั่งเรือไปขึ้นที่ 30 หลัก   หรือกิโลเมตรที่ 30 จากจังหวัดระนอง   นั่นคือเขตอำเภอละอุ่น   เส้นทางสายนี้จะสะดวกและใช้เวลาน้อยกว่าไปข้ามแดนที่ท่าเรือเกาะสอง

คนไทยมะลิวัลย์กับคนไทยที่ละอุ่นจึงสนิทชิดเชื้อกัน   มีหลายครอบครัวที่ทิ้งบ้านจากมะลิวัลย์มาลงหลักปักฐาน   กลายเป็นคนไทยพลัดถิ่นอยู่ที่ละอุ่น

ที่นี่เราได้พบตาเยื้อนชายชราวัยเกิน 90 ปี   บอกกับเราว่าเพิ่งย้ายจากมะลิวัลย์มาอยู่ที่ละอุ่นเมื่อ 2-3ปีนี่เอง   ลูกหลานไปรับมาเพราะเป็นห่วงว่ายามป่วยไข้จะไม่มีใครดูแล  

ทำให้เรานึกถึงคำบอกเล่าของโกยี   ที่ว่าคนไทยมะลิวัลย์

เมื่อเข้าสู่วัยชราจะย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ฝั่งไทย   เพราะหากเจ็บป่วยจะสะดวกต่อการเดินทางไปโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

ตาเยื้อนเล่าให้ฟังว่าเจ้าเมืองมะลิวัลย์กับเจ้าเมืองระนอง   เป็นคนจีนที่อพยพจากแผ่นดินจีนมาด้วยกัน   คนหนึ่งแยกไปตั้งเมืองมะลิวัลย์ คนหนึ่งแยกไปตั้งเมืองระนอง   สมัยก่อนมะลิวัลย์เป็นเมืองมีเจ้าเมืองปกครอง   ส่วนเกาะสองมีแต่โจรผู้ร้ายหนีคดีมาอาศัยอยู่   ไม่ได้เป็นเมืองอย่างทุกวันนี้

แม้จะเป็นประวัตฺศาสตร์ท้องถิ่นจากคำบอกเล่าของชายชราผู้หนึ่ง   ที่ไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิง   แต่ก็เป็นเรื่องราวเล่าที่น่าสนใจ   ซึ่งการสืบค้นต่อเนื่องอาจได้ประวัติศาสตร์อีกหน้าที่เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา

 

หากปราศจากกำแพงแห่งเชื้อชาติและแนวพรมแดนแบ่งอาณาเขต   รวมถึงความหวาดระแวงต่อกัน  

ละอุ่นกับมะลิวัลย์ก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม   สามารถเดินทางไปมาหาสู่ถึงกันได้อย่างง่ายดาย  

เราได้ข่าวว่าทางอำเภอละอุ่นมีความพยายามที่จะสานสัมพันธ์กับทางการพม่า    ผลักดันให้มีการเปิดเส้นทางละอุ่นกับมะลิวัลย์   เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งในเส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดระนอง

ซึ่งหากพม่าขจัดความหวาดระแวงและเปิดรับแนวทางนี้   นอกจากจะเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจ   สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศทั้งสองประเทศ  คนไทยสองฝั่งก็จะได้มีโอกาสไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

 

 

 

 

 

โดย สเนล

 

กลับไปที่ www.oknation.net