วันที่ อังคาร กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

... กลองปู่จา, กลองปูจา หนึ่งเอกลัษณ์ของล้านนา และ...มิตรภาพ....ระหว่างเพื่อน....


.

.

กลองปู๋จา - กลองปูจา - กลองบูชา

.

.

วันนี้บอกตามตรงว่า เป็นอีกวันหนึ่งซึ่งรู้สึกว่า "ขี้เกียจ" อัพบล็อคอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากไปวิ่งเล่นที่สมาคมหูดำ เพลินไปหน่อย แต่ก็นึกได้ว่า พรุ่งนี้เผื่อจะมีเหตุให้ต้องรีบด่วนและไม่มีเวลาอัพอีก ก็เลยตัดสินใจอัพก็อัพฟะ ...เลือกเอาเรื่องที่ง่ายที่สุดที่เตรียมไว้ ก็ได้เรื่องของ "กลองปู่จา" หรือ "กลองปูจา" หรือ "กลองบูชา" นี่แหละ.....เพราะได้ทำข้อมูลเตรียมไว้หลายวันแล้ว รอแค่อัพขึ้นเท่านั้นเอง

.

.

ฉันกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า ตำนานล้านนา ยิ่งอ่านยิ่งค้นคว้า ยิ่งได้พบสิ่งที่น่าสนใจหลากหลายมาก คิดว่าให้ค้นกันเป็นปี ก็คงยังไม่สิ้นสุดง่าย ๆ เรื่องราวของ กลองปู่จา ก็เป็นอีก 1 ตำนานที่มีความเป็นมาไม่เพียงแต่เป็นกลองที่แสดงให้ชาวต่างชาติชม แต่หากความหมายของการตีนั้น มีมากกว่าที่คิด มีใครเคยรู้มาก่อนบ้างไหมคะ

.

 

.

และจากการค้นคว้านี่เองทำให้ฉันได้รู้ว่า วัดเกือบจะทุกวัดทางภาคเหนือจะต้องมีกลองประจำวัดซึ่ง ประกอบด้วยกลองใหญ่ เรียกว่า กลองแม่ จำนวน 1 ใบ และกลองเล็ก เรียกว่า ลูกตูบ จำนวน 3 ใบ  ซึ่งเรียกว่า "กลองปู่จา" และประโยชน์การใช้สอย ก็แตกต่างกันไปอีกด้วยคือ

.

.

การใช้ตีก่อนวันพระ เพื่อเตือนศรัทธาชาวบ้านให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะถึงวันพระ เพราะในสมัยก่อนไม่มีสื่อใด ๆ ที่จะบอกวัน เดือน ปี นอกจากปฏิทิน แต่บางครอบครัวปฏิทินก็ไม่มี เป็นการให้เตรียมกาย เตรียมใจ ไปวัดทำบุญตักบาตร ฟังธรรม จำศีลภาวนา จะตีกลองนี้ตอนค่ำก่อนชาวบ้านจะเข้านอน โดยตีเป็นจังหวะช้า ๆ เนิบนาบ นุ่มนวลและลุ่มลึกน่าฟัง ผู้ตีจะตีกลองแม่ แล้วไล่ตี ตามลูกตูบแล้วมาลงท้าย ด้วยการตีฆ้องโหม่ง ซึ่งฆ้องโหม่งนี้จะมีคนตีอีกคนหนึ่ง

.

.

.

ใช้ตีประโคมในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานทำบุญกินข้าวสลากภัตต์ งานบุญเฉลิมฉลองกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น การตีแบบนี้ไม่มีแบบอย่างหรือกติกาใด ๆ ผู้ตีจะตีตามความถนัด ตามท่วงทีลีลาของตนเอง

.

.

นอกจากนี้ยังใช้ตีเพื่อเรียกประชุมศรัทธาของชาวบ้านและเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่น ไฟไหม้ ระดมคนไล่ล่าโจรที่มักมาปล้นวัวปล้นควายของชาวบ้าน เพราะ สมัยก่อนไม่มีเครื่องขยายเสียงเช่นปัจจุบัน มีการตีแตกต่างกันดังนี้

  • ตีเพื่อเรียกประชุมธรรมดา จะตีรัวช้า ๆ 3 - 4 ครั้ง
  • เพื่อบอกเหตุเภทภัยและต้องการความช่วยเหลือ จะตีรัว เร็ว ๆ ดัง ๆ หลายครั้งติดต่อกัน

.

.
.

เกร็ดความเป็นมาของกลองปู่จา ไม่ได้มาจากตำนานโบราณ แต่เท่าที่ฉันค้นคว้ามาได้ กลับกลายเป็นการศึกษาและค้นหาของนักวิชาการปัจจุบัน จนได้รายละเอียดของกลองปู่จาว่า ในสมัยโบราณกลองปู่จานี้ จะใช้งานในยามมีศึกสงครามใช้ตีเพื่อเป็นสัญญาณบอกเหตุและใช้เป็นสัญญาณรบหรือเวลามีชัยชนะ เป็นต้น 

.

.

หลังจากนั้นจึงได้นำกลองปู่จาเข้ามาสู่วัดเพื่อใช้ตีเป็นสัญญาณว่า  พรุ่งนี้จะเป็นวันพระ หรือ ตีบอกเหตุต่าง ๆ จนตีในงานประเพณีที่สำคัญ หรือว่ามีเหตุการณ์ประหลาด เช่น จันทรคราส สุริยะคราส หรือกบกินเดือน เป็นต้น  แต่กลองปู่จานี้อยู่ในวัดไม่ได้มาจากสงครามแต่อย่างใด

กลองปู๋จามีต้นกำเนิดมาจากทางเหนือ คือ เชียงตุง หรือสิบสองปันนา เพราะปัจจุบันนี้ทางเชียงตุง เขาจะมีกันทุกวัด  และอาจเป็นไปได้ที่สมัยที่เจ้ากาวิละที่ไปตีเมืองเชียงตุงกวาดต้อนผู้คนลงมาที่เชียงใหม่ในยุค เก็บผักใส่ซ่า เก็บข้าใส่เมือง คงจะมีการนำเอาวัฒนธรรมการตีกลองปู่จามาด้วย

.

 
.

คำว่ากลองปู่จา  เรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ ทางเชียงใหม่ ใช้คำว่า กลองปู๋จา  แต่ทางลำปางใช้คำว่า กลองปูจา  จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่มีกลองปู๋จามากที่สุดในภาคเหนือ  แต่ท่านอาจารย์บุญส่ง  สิริฤทธิจันทร์   ครูภูมิปัญญาแห่งชาติ  สาขากลองปู๋จา ท่านได้ให้คำจำกัดทำนองปู๋จาใหม่ว่าเป็นทำนอง พุทธปู๋จา ซึ่งทำนองการตีของแต่ละจังหวัดในภาคเหนือจะไม่เหมือนกัน คือ ศิษย์ต่างครูต่างอาจารย์วัด  แต่หลัก ๆ จะมีด้วยกัน  4  จังหวัด คือทางเชียงใหม่ จะมีทำนอง เสือขบตุ๊  สาวหลับเต๊อะ ล่องน่าน และจังหวะ สุดธรรม  แต่ของจังหวะ หล๊กเป็ก หล๊กไก่ สาวเก็บผัก ยายจุ่ม และสุดธรรม

.

.

  การตีกลองปู๋จานั้นจะตีกันในวัน ขึ้นและแรม 7 ค่ำ ขึ้น 14 ค่ำ เวลาประมาณ 1 ทุ่ม หรือ 2 ทุ่ม พระเณรหรือศิษย์วัด หรือผู้เฒ่า จะเป็นหน้อยหรือหนาน จะมารวมตัวกันตีกลองปู่จาเป็นการตีเพื่อบอกให้ศรัทธาญาติโยมได้เตรียมตัวมาทำบุญตักบาตรในวันพรุ่งนี้  และอีกประการหนึ่งเป็นการสืบทอดมรดกทางด้านวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

.

การตีกลองปู๋จาในวันขึ้นและแรม 8 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ  จะเป็นการตีเพื่อเป็นการบูชาคุณของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าได้มีพระเมตตาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ ที่พระองค์ได้โปรดเวไนยยสัตว์ให้พ้นจากทุกข์

และการตีกลองปู่จาในจังหวะสุดธรรมหรืองลงธรรม เป็นการตีกลองเพื่อบอกว่า ขณะนี้พระธรรมเทศนาได้จบลง  การตีในจังหวะสุดธรรมนี้จะใช้ผู้ตี 2  คน  คือคนหนึ่งเป็นคนตี อีกคนหนึ่งจะฟาดไม้แส่ เป็นจังหวัดที่ช้าหรือเร็ว เวลาการตีจะใช้ประมาณ  5  ถึง 6 นาที การตีในจังหวะนี้จะตีในช่วงมีเทศน์ธรรมมหาชาติ หรือเทศน์วันศีลและจะใช้ตีในเทศกาลประเพณีที่สำคัญ เช่น ปอยหลวง  กิ๋นเข้าสลากภัตต  ปี๋ใหม่เมือง เป็นต้น

.


.

ตำนานกลองปู่จา

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอนันตยศได้ถวายการรับเสด็จพระนางจามเทวีสู่นครเขลางค์ สมเด็จพระเจ้าอนันตยศ มีพระประสงค์จะใคร่กระทำปัจจุสนองพระคุณพระราชมารดาของพระองค์จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้ช่างกระทำงานต่าง ๆ แต่ล้วนช่างไม้และช่างวาดเขียนแกะสลักเป็นต้นให้มากระทำปราสาทไม้อ้อเป็นที่สำหรับโสรจสรงสนานแห่งพระราชมารดาของพระองค์และโปรดให้ชาวเครื่องต้น ตกแต่งเครื่องราชูปกรณ์สำหรับราชาภิเษกแล้วจึงเชิญพระนางเจ้าจามเทวีพระราชมารดาของพระองค์ให้ประทับนั่งเหนือกองแก้ว

.

.

ให้สรงสนานพระเศียรเกล้าด้วยนํ้าอันเจือด้วยนํ้าส้มสำหรับชำระมลทินแล้วจึงให้สรงสนานด้วยนํ้าหอมต่อมาภายหลัง ลำดับนั้นจึงให้พราหมณาจารย์ถือพระสุวรรณภิงคารอันเต็มไปด้วยน้ำเป็นมงคล แล้วให้หลั่งลงเหนือพระเศียรเกล้าของพระนางเจ้าแล้วถวายพระพร แล้วมอบถวายสิริราชสมบัติของพระองค์ กระทำราชเทวีภิเษกในขณะนั้นจึงให้เฉลิมฉลองด้วยกลองอุ่นเมือง "พิฆามหาพิชัยเภรี" บันลือลั่นเอิกเกริกเกริกก้อโกลาหลดุจเสียงบันลือลั่นสนั่นก้องกระหึ่มแห่งเมฆในท้องพระมหาสมุทรฉะนั้น

.

 

ยุคสมัยพระยาภูแสนชั้นราชนัดดา ตั้งเมืองเชียงแสนวงศ์เงินยางขึ้นแทนที่พงศาวดารเชียงแสนโยนกนาคพันธุ์เก่าในสมัยของพระองค์ก็ได้พบไม้ขอนซุงขนาดใหญ่ใหลตามแม่นํ้าของมาติดที่เกาะดอนแท่น ชาวพื้นถิ่นไทยโยนกเชียงแสนถือว่าเป็นนิมิตรดีในการสร้างกลองบูชาประจำเมือง พระยาแสนภู จึงโปรดให้มีการสร้างกลองบูชา ๓ ใบเป็นกลองคู่ตำแหน่งเมืองเชียงแสน เชียงราย และเชียงใหม่

.

.

ยุคหอคำนครลำปางสร้างตำนานวัดศรีล้อมและสร้างเจดีย์วัดป่าตันกุมเมือง มีบททำนายอนาคตตำแหน่งวัดสะดือเมืองขยายแผ่ความเจริญรุ่งเรืองของนครหอคำคลุมปริมณฑลเวียงไชยถึงวัดพระธาตุลำปางหลวงยุคนี้มีการสร้างกลองบูชาคู่ตำแหน่งวัดอนาคตตำนานสะดือเมืองที่มีตำนานว่าเป็นกลองที่มียันต์คาถาในลูกนํ้าเต้าที่แขวนซ่อนอยู่ในเรือนกลองเมื่อมีการตีกลองบูชาเมื่อใดเสียงกลองจะสาธยายมนต์กังวาลไปถึงดอยขุนตาลนับเป็นกลองคู่ตำนานยุคกษัตริย์ประเทศฝ่ายเหนือ

.

ต้นกำเนิดของกลองปู่จา กลองสะบัดชัย กลองสะบัดชัยโบราณมาจากที่เดียวกัน ในสมัยก่อนมีกลองชนิดหนึ่งที่ใช้ตีเพื่อการออกศึกเรียกว่ากลองไจยมงคลมีลักษณะคล้ายกลองปู่จาในปัจจุบันแต่ลูกตุบอยู่ทางขวาใช้ตีในการออกศึกหรือพิธีกรรมที่สำคัญในการออกศึก มีหลายทำนอง เช่น ออกศึก ชนะศึก ฝนแสนห่า สุดธรรม ฯลฯ

.

.

หลังจากที่ผ่านการทำศึกแล้วจะไม่นิยมนำกลองไว้ที่บ้านจะนำไปไว้ที่วัด เพราะผ่านการทำศึกจะมีคราบเลือดและความเชื่อเกี่ยวกับผี ในคราวต่อมาเมื่อบ้านเมืองผ่านพ้นจากการทำศึกกลองไชยมงคลที่อยู่ที่วัดจึงได้มีการดัดแปลงเพื่อใช้ตีบูชาธรรม โดยการย้ายลูกตุบมาไว้ทางซ้าย และใช้ตีเพื่อประกอบการเทศน์หรือวันโกนวัดพระ

.

หรือใช้ตีเพื่อบอกเหตุการณ์ต่างๆในหมู่บ้าน และจะมีบางพื้นที่ที่ได้ดัดแปลงกลองไจยมงคลให้เล็กลงเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย เป็นกลองสะบัดไชยแบบลูกตุบหรือกลองสะบัดไชยโบราณ และมีบางพื้นที่ที่ได้ดัดแปลงไปอีกคือตัดลูกตุบออกเป็นกลองสะบัดไชยที่พบเห็นมากในปัจจุบันใช้ตีทำนองชนะศึก

.

คือทำนองที่เมื่อทำศึกชนะแล้วตีกลับเมืองแสดงความฮึกเหิม ส่วนทำนองออกศึกนั้นค่อนข้างเร็วใช้สะบัดไชยแบบลูกตุบตีทำให้เกิดความฮึกเหิมก่อนทำศึก มาเข้าเรื่องกลองปู่จา ในปัจจุบันนี้กลองปู่จาพบมากในเขตเชียงใหม่ลำพูนลำปาง และมากสุดที่ลำปาง เพราะว่าลำปางเป็นเมืองหน้าด่านของทางเหนือสมัยก่อน ทำนองที่ใช้ตีมีหลายทำนองแล้วแต่พื้นที่เช่นในเชียงใหม่ ก็จะมีทำนองที่นิยมบรรเลงกันมากคือ สาวหลับเต๊อะ เสือขบตุ๊ ล่องน่าน สุดธรรม ฝนแสนห่า ฯลฯ

.

.

ในลำปางก็จะมีม้าย่ำไฟ มะนาวล่องของ ไฟไหม้ป่าแขม ฯลฯ บางที่ก็ใช้แส้ร่วมด้วย บางที่ก็ใช้ไม้ค้อน2อัน ส่วนตัวกลองนั้นจะประกอบด้วยด้วยแม่กลองคือกลองใหญ่และลูกอีก2-3 ลูก เรียกว่าลูกตุบ ที่มาของกลองปู่จาและกลองไชยมงคลนั้นเป็นตำนานยาวพอสมควรจึงขอละไว้ตรงนี้ก่อน ใช้ตีร่วมกับฆ้องตั้ง 2 -5 ใบ และฉาบ 1 คู่

.

ตำนานแห่งวัฒนธรรมประเพณีทางเหนือ ยิ่งค้นหา ก็ยิ่งน่าติดตาม มีหลากหลายสิ่งอย่างที่ให้ได้ค้นคว้า และใฝ่รู้  หากแต่ว่าจะมีใครสนใจลึกซึ้งแค่ไหน และฉันก็บอกไม่ถูกว่าทำไมจึงหลงกลิ่นวัฒนธรรมเช่นนี้เหลือเกิน อาจจะมีอิทธิพลมาจากเสียงเพลงสะล้อซอซึง ซึ่งฉันเปิดกรอกหูทุกวัน และทั้งวันก็เป็นได้ เมื่อจุดหนึ่งที่เริ่มเบื่อที่จะฟังเพลงเพื่อชีวิต และหันไปฟังเพลงพื้นบ้าน ฉันคิดว่าหากใครลองตั้งใจฟังแบบฉัน  คงหลงไหลไม่แพ้ฉันเช่นกัน

.

.

เพลงบรรเลง "กลองปู่จา" คีตล้านนา

.


!!! หมายเหตุ นอกเหนือเรื่องกลองปู่จา (กลองบูชา)!!!


ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบที่จะหยิบเอาเรื่องราว ความเป็นมาเป็นไปของคนในบล็อค ใครจะทะเลาะกับใคร ใครจะรักกับใคร ไม่ชอบที่จะหยิบมาเขียนฟื้นฝอยหาตะเข็บ แล้วก็ตั้งตัวเป็น "ผู้ใหญ่ใคร่สอน" ประหนึ่งว่า ตัวเองดีเริ่ดประเสริฐศรี ดังนั้นทุก entry ของฉันจะมีแต่เรื่องราวอันเป็นตำนาน  ไม่เกี่ยวไม่ข้อง ไม่วุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของใคร เพราะฉันคงมีเรื่องสาระประโยชน์ให้อัพมากมาย สมองยังไม่ฝ่อ..และก็ไม่ได้สะสมเม้นท์ไปชิงแช้มป์โลก เพราะมันไม่ทำให้ฉันได้เงินเพิ่มมากขึ้น แต่ฉันสะสมเพื่อนมากกว่า  เพื่อนที่จริงใจ

.

จากวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา จนวันนี้ 5 เดือนที่ฉันอยู่ตรงนี้ ผ่านเรื่องราวทุกข์ สุข เศร้า จนมาเป็นสมาชิกหูดำต้น ๆ ฉันจำได้ว่าฉันไม่เคยสอนใครหน้าบล็อค เพราะฉันก็ยังทำตัวฉันให้ดัไม่ได้  แต่ถึงวันนี้แล้ว ฉันได้เพื่อนเข้ามามากมาย ที่พบเห็นตัวตนกันเป็น ๆ ตาแป๋ว ๆ ได้เรียนรู้ที่จะคบหาเป็นเพื่อนสนิทกันนอกบล็อค  มิตรภาพที่จับต้องได้ เป็นตัวตนของแต่ละคนจริง ๆ ที่ไม่ได้มานั่ง "ปั้นน้ำให้เป็นตัว" อยู่เพียงหน้าบล็อค.....

.

จากครั้งแรกที่ได้เจอกัน ก็มีครั้งที่ 2 หรือ 3 หรือ 4 ฯลฯ ต่อมาทำให้เรากลายเป็น "เพื่อนสนิท" ที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง  และถึงแม้ใครจะพูดให้เข้าหูว่า "พวกหูดำเป็นมาเฟีย"  ฉันก็ไม่สน  เพราะฉันรู้ดีว่า ในโลกนี้ ไม่ขาดไร้ซึ่งคนริษยา.....และกล้ายืนยันได้ตรงนี้ว่า มิตรภาพของเหล่า "หูดำ" ทั้งหลาย เอื้ออารี และ จริงใจที่สุด...

.

ขอบคุณเหล่าสมาชิกที่ฉันได้พบปะร่วมตำจอกกันมาหลายครั้ง ตั้งแต่

  • ท่านประธานเสธ.ถม,   
  • ชุติภัทร แม่สาวจิตตกประจำบางโอเคแต่น้ำใจเป็นเลิศ,
  • ไอ้แจ็คจอมอำ,  
  • ไอ้เจ้าน็อตจอมสังเกตุการณ์และมากด้วยน้ำใจ,
  • ท่านเหยี่ยว,
  • น้องสาวชุดขาวสาว ป.โท,
  • แม่นางกุ้งผู้ทรงเสน่ห์ และขับรถเร็วเป็นบ้าเลย,
  • คุณพิมเจ้าของร้านกาแฟผู้อารีย์และเปี่ยมด้วยมิตรภาพ,
  • พี่มัชพี่สาวขี้ใจน้อย, 
  • น้องปูผู้สร้างเสียงหัวเราะได้ทุกครั้ง ที่สำคัญเธอร้องเพลงได้ทุกแนว ส่วนปูไหนไปสืบค้นเอาเอง, 
  • ไอ้น้องแป๋ม room8 ผู้ซึ่งเป็นนกไร้ขาจริง ๆ,
  • ไอ้เจ้าเคเปรี้ยวสาวผู้มาดมั่นผมสวยอีกตะหาก
  • ขาดใครไม่ได้ใส่ชื่อบ้างหรือเปล่า ทักท้วงเข้ามาหน่อย

.

ทุกครั้งที่ได้ร่วมตำจอกกัน ฉันกล้าพูดได้ว่า ไอ้ข้างโต๊ะเขาอาจจะหมั่นไส้ไอ้กลุ่มนี้ก็เป็นได้  ที่ไม่รู้จักเก็บอาการของเสียงหัวเราะกันบ้าง ซะเลย ไม่มีการนินทา ไม่มีการป้ายสี แต่สิ่งเดียวที่มีคือเสียงหัวเราะจากการอำกันตลอดจนเลิกราบ้านใครบ้านเผือก....

.

และที่สำคัญ "หูดำ" กำลังจะมีข่าวดีเร็ว ๆ วันนี้ รอให้ท่านเสธ. หรือ ่เจ้าน็อต ออกแถลงการณ์ สำหรับขี้เหล้าอย่างเรา ๆ จะเอาสาระอะไรมาก  ทำงานกันก็เครียดกันเต็มเหนี่ยวแล้ว ชีวิตนี้อย่าให้แบกอะไรที่หนักหนาเอาไว้จนวันตายเลย  ชิมิ ชิมิ.....

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่ใช่ "หูดำ" วิหคก็คิดว่าสัมผัสกับหลาย ๆ คนที่มอบความจริงใจให้กับบ้านนี้อย่างสม่ำเสมอ และไปมาหาสู่กันโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์หรือกติกาว่า วิหคต้องไปบ้านคุณแล้วคุณจึงจะมา หลายท่านที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้หมด เนื่องจากหากจะเอ่ยนามเพื่อขอบคุณทั้งหมด วิหคคิดว่า entry นี้คงยาวไปถึงกำแพงเมืองจีนแน่ ๆ

มอบเพลงบรรเลงกลองปู่จา (ภาคพิณ และ ปี่จุม) ให้ทั้งแก๊งค์หูดำ และ มิตรภาพบนโอเคเนชั่น รวมไปถึงเพื่อน ๆ ที่ให้ความจริงใจกับวิหคตลอดมาขอให้วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของทุกคนนะคะ งดอู้กำเมือง 1วันเพราะไอ้หูดำมันไม่รู้เรื่องกันค่ะ

เห็นเขาชอบหยิบเรื่องในบล็อคมาเขียน (สงสัยคนเขียนวัน ๆจะไม่ทำมาหากินอะไรนั่งคอยดูความเป็นไปของบล็อคชาวบ้านแล้วเอามาเขียน) ฉันก็เลยทำพฤติกรรมเลียนแบบบ้าง  คงไม่ผิดอะไรนะคะ

.

***ขอบคุณ***

ภาพการตีกลองปู่จาทั้งหมดจาก :

โดย วิหคพลัดถิ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net