วันที่ อังคาร กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อท่านบอกว่า… “โอเค เบตง”


                                                                                                  

 

หลวงพ่อท่านบอกว่า   “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง   จงอย่าไปยึดมั่นถือมั่น”

            นั่นคือ ข้อความที่ปรากฏบนจอก่อนฉายภาพยนตร์ผลงานเรื่องล่าสุดของ   นนทรี   นิมิบุตร   ที่เล่าถึง เรื่องของพระธรรม (ภูวฤทธิ์   พุ่มพวง)   ผู้ใช้ชีวิตบวชเรียนตั้งแต่อายุห้าขวบ   เนื่องจากกำพร้าพ่อแม่   จันทร์พี่สาวจึงนำไปฝากไว้กับหลวงพ่อที่วัดป่าในจังหวัดชัยภูมิ    จนมีอายุได้ 29 พรรษา พี่สาวได้เสียชีวิตกะทันหัน   เขาจึงต้องสึกออกมาเป็นทิดธรรม   เพื่อดูแล มารีอา (สรัญญ่า   เครื่องสาย) ลูกสาวคนเดียวของพี่สาวที่อำเภอเบตง ในเขตภาคใต้สุดของไทย     นับว่าเป็นการก้าวจากโลกแห่งธรรมะเพื่อเข้าสู่โลกแห่งโลกียะ   ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่ของทิดธรรมเป็นอย่างมาก   

             แน่นอนปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ  การดำเนินในชีวิตของโลกในมุมมองที่ต่างไปของเขานำมาซึ่งเป็นปัญหาข้อขัดแย้งในจิตใจสำหรับเขา    สิ่งที่จะช่วยให้เขาผ่านเรื่องราวร้ายๆไปได้   ก็คงจะต้องยึดถึงประสบการณ์ทางธรรมะของเขาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม   ต่อไปนี้เป็น  4  สาเหตุหลักๆที่สร้างความปั่นป่วนในจิตใจเขาอย่างมาก

            เหตุ 1 ทิดธรรมกับ มารีอา   หลานสาวสุดที่รักของเขา   ด้วยสาเหตุที่กาเซ็มพ่อแท้ๆของมารีอาต้องการนำลูกไปเลี้ยงดูที่มาเลเซีย   จึงขอใช้สิทธิ์แห่งความเป็นพ่อ  แยกเอามารีอาจากทิดธรรมไป

            เหตุ 2 ทิดธรรมกับ หลิน (จีรนันท์   มะโนแจ่ม)  หญิงสาวเพื่อนบ้านน้ำใจงามที่คอยช่วยเหลือเลี้ยงดูมารีอาให้ในช่วงแรกๆก่อนที่ทิดธรรมจะสึก    และเป็นผู้ที่ทำให้ทิดธรรมรู้จักคำว่า ”รัก”  ครั้งแรกอย่างบริสุทธิ์ใจ   โดยที่ไม่ได้รู้มาก่อนเลยว่า  เธอมีเจ้าของหัวใจเสียแล้วและเธอก็กำลังจะจากเขาไปสู่การแต่งงานกับชายที่เธอรักมาก   จนยอมทุกอย่าง  แม้แต่ศาสนาก็ไม่สามารถขวางกั้นความรักของเธอได้

            เหตุ 3 ทิดธรรมกับ ฟารุก (อรรถพร   ธีมากร)  ชายหนุ่มผู้เป็นผู้ต้องหาวางระเบิดที่ทำให้จันทร์พี่สาวของทิดธรรมเสียชีวิต   และยังเป็นผู้ที่คว้าหัวใจของหลินไปจากเขาด้วย   เขาจะทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฟารุก  ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของทางกรมตำรวจ

            เหตุ 4 ทิดธรรมกับ เฟิร์น (สรวงสุดา   ศรีธัญรัตน์)   หญิงสาวนักร้องคาเฟ่ผู้หลงรักธรรมอย่างออกหน้าออกตา   เธอพร้อมที่จะมอบทั้งหัวใจและร่างกายให้กับชายที่เธอรักเสมอเมื่อเธอมีโอกาส   นั่นยิ่งทำให้ทิดธรรมต้องหาทางออกให้กับตัวเองให้ได้

หลวงพ่อท่านบอกว่า   “สิ่งทั้งปวง   นั้นมันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา   มันดับไม่ได้จนกว่าจะดับที่เหตุก่อน”

            ข้อความนี้ถือว่า   เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา   หรือเป็นพระคาถาของพระอัสสชิ  (ที่พระอัสสชิ  ได้ตอบอย่างย่อให้กับพระสารีบุตรฟัง   หลังจากที่ถูกถามถึงใจความของพระพุทธศาสนาว่า คืออะไร? )     จากสาเหตุทั้ง 4 ข้อหลักที่เกิดขึ้นนี้   ทิดธรรมจะใช้ประสบการณ์ในทางธรรมะมาจัดการตามคำบอกของหลวงพ่อที่พร่ำสอนกว่าสามสิบพรรษา  ได้อย่างไร?   จึงจะหาหนทางดับทุกข์ซึ่งทำให้ลุ่ม ร้อนในจิตใจที่เกิดมาจากเหตุทั้ง 4  นี้ได้    

               และจากหนังสือ คู่มือมนุษย์ ฉบับสมบูรณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่เคยบรรยายไว้ตั้งแต่ปี 2499 ที่ได้กล่าวถึง  หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา   สำหรับบุคคลทั่วไปไว้อย่างครบถ้วน ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องราวของทิดธรรม   ที่พอจะกล่าวถึงได้  ต่อไปนี้

หลวงพ่อท่านบอกว่า   “พุทธศาสนา   คือ วิชาและระเบียบปฏิบัติสำหรับจะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร” 

ด้วยความหมายข้างต้นทิดธรรม  ผู้ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว  ย่อมรู้อยู่แก่ใจถึงความรู้ที่เล่าเรียนมาในทางทฤษฎี   และด้วยการที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้นั้น   ต้องเริ่มตั้งแต่รู้ถึงสาเหตุเริ่มต้นก่อนเลย   และจาก 4 เหตุการณ์ของสาเหตุข้างต้น   นั่นทำให้สามารถจะกล่าวรวมกันภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เหตุทั้งหลายทั้งปวง  เป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอันเป็น ไตรลักษณ์ ซึ่งก็คือ  อนิจจัง ทุกข์ขัง  อนัตตา   โดยมีความหมายในรายละเอียด   ที่ว่า

อนิจจัง   คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเสมอ   เช่น จันทร์พี่สาวที่จากทิดธรรมไป, มารีอา เคยอยู่กับเขา, หลินเคยหัดให้เขาขี่จักรยาน  นั่นคือ ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นเหมือนที่เคยผ่านมาตลอดเวลาอีกแล้ว   มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นกับเขาอย่างไม่สามารถคาดเดาได้

ทุกข์ขัง   คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์ ดูแล้วสังเวชใจ ดูแล้วน่าเกลียดน่าชังอยู่ในตัวมันเอง เช่น เป็นทุกข์ที่ต้องสูญเสีย พี่จันทร์ ,มารีอาและหลิน  หรือที่รู้ว่าฟารุกอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดที่ทำให้พี่สาวของเขาเสียชีวิต   ทุกข์ที่ไม่ได้อยู่กับบุคคลที่เขารักหรือยากลำบากใจที่พบ  แต่หญิงที่เขาไม่ได้นึกถึงมาเกี่ยวข้องแทน เช่นกรณีของเฟิร์น

อนัตตา   คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ไร้ตัวตนอันแท้จริง  จึงไม่ควรเข้าไปยึดถือ   ทั้งสิ่งที่เคยคิดอยู่ว่าเป็นของตัวเอง ที่เคยรักอยู่   แต่เมื่อเวลามาถึงของรักทั้งหลายทั้งปวงก็จะสูญหายจากไป ดังเช่น ทั้งพี่จันทร์, มารีอาและหลิน

ทั้งสามสิ่งข้างต้นเป็นสิ่งที่ทิดธรรมล้วนศึกษามาแล้วทั้งสิ้น  ในทางหลักธรรมคำสอน นั้นแสดงว่า เขาจะต้องรู้ถึงเหตุของทุกข์ที่เกิด   แล้ววิธีแก้ไขในทางปฏิบัติจริงๆ จะทำอย่างไร?   แน่นอนเขาย่อมเล่าเรียนมาแล้วเช่นกัน   แม้จะเป็นเพียงทฤษฎีของการปฏิบัติก็ตาม

หลวงพ่อท่านบอกว่า   “การปฏิบัติพุทธศาสนาก็ตาม   ย่อมเป็นการปฏิบัติเพื่อให้รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงนั่นเอง”  

ซึ่งถือว่าเป็นแนวปฏิบัติเพื่อนำไปสู่หนทางแห่งการดับทุกข์  เช่น การปฏิบัติอย่างที่เรียกกันว่า  การปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง  งั้นลองมาดูความหมายย่อๆ  พร้อมกับเรื่องราวในกรณีที่เกี่ยวกับทิดธรรมกัน

ศีล   เป็นการฝึกฝนอบรมให้มีการประพฤติปฏิบัติถูกต้อง   ทั้งที่เกี่ยวกับสังคม ครอบครัว  และสิ่งของไม่มีชีวิตวิญญาณ  ซึ่งจะมีหลักอยู่ว่าไม่ทำให้ตัวเอง  และผู้อื่นเดือดร้อน

กรณีทิดธรรม เขาจะทำอย่างไรไม่ให้   มารีอา, หลิน, ฟารุก และเฟิร์น  เดือดร้อนและที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ให้ตัวเองเดือดร้อนด้วย

สมาธิ   คือ การฝึกฝนให้สามารถบังคับจิต ให้อยู่ในความสงบเงียบ เป็นสุข ให้บริสุทธิ์ มีสมรรถภาพที่พร้อมจะปฏิบัติงานใดๆต่อไปได้   นั้นเป็นแนวทางการกระทำในลำดับแรก

ในข้อนี้ ทิดธรรม ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในทางทฤษฎีแล้ว  เหลือเพียงการปฏิบัติจริงว่า เขาจะทำได้ดีแค่ไหน เพื่อให้พร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้   จากเหตุที่ต้องผลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักไป   สิ่งที่ควรจะทำได้ในขั้นนี้ คือ การทำใจ ของตนเอง

ปัญญา   เป็นการหมั่นฝึกฝนอบรมจนเกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง   จนถึงที่สุดสามารถถอดถอนความโง่  ความหลงต่างๆ  คือให้ถอนจิตใจให้หลุดออกจากสิ่งที่เคยเข้าไปผูกผันไว้ตั้งแต่ต้นเลย

ซึ่งปัญญาในที่นี้ ไม่ได้ใช้อันเนื่องมาจากการสามารถหาเหตุผลมาอธิบายเหมือนกับวงการศึกษาวิชาการทั่วไป    ปัญญาในทางพุทธศาสนา  ต้องเป็นการรู้แจ้ง  เห็นจริงด้วย  ใจจริง  ด้วยประสบการณ์ ชีวิตที่ผ่านพ้นมา  เช่น เรื่องราวหนักๆทำให้เกิด ความสลดสังเวชใจ   จนถึงขั้น  ทำให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่ตนเคยหลงรักนั่นเอง  จึงจะเป็นความเห็นแจ้งที่แท้จริง

ส่วนทิดธรรม   ประสบการณ์ที่หนักที่สุดในชีวิตของเขา คือ การสูญเสียพ่อแม่ เมื่อเขายังเด็กและการจากไปของพี่สาว   จะช่วยให้เขารู้แจ้งเพียงพอที่จะทำการดับทุกข์ในจิตใจ   อันเนื่องจากเหตุทั้ง 4 ข้างต้น   ได้หรือไม่นั่น   เขาจะใช้หลัก ศีล  สมาธิ  ปัญญา  เพื่อครองสติไว้ให้มั่นอย่างไรนั้น ต้องพิสูจน์กันในบทสรุปของภาพยนตร์เรื่องนี้

ส่วนที่โดดเด่นของหนังเรื่องนี้  คือการสร้างมุมกล้องใหม่ๆ  ที่เน้นการมองของทิดธรรม   ทั้งภาพความนึกคิดในจิตใจของเขาที่ถูกกระทำต่างๆ   เช่น เห็นมีเหล่าโจรถือปืนมาจ้องมอง   หรือการวิ่งหนีเหล่ามอเตอร์ไซด์คาเฟ่   ในความนึกคิดของเขา     หรือในฉากการนั่งคุยกับตัวเองต่อหน้ากระจกที่บ่งบอกถึง พัฒนาการของส่วนความคิดในจิตใจตั้งแต่ภาพแรกที่แสดงออกในการแต่งกาย ห่มจีวร จนถึงสุดท้ายในภาพการแต่งตัวเหมือนกันที่ยืนต่อหน้ากระจก

รวมไปถึงการถ่ายให้เห็นมุมกลางคืนของเบตง  ที่ให้มุมกล้อง  ถ่ายออกจากรถโดยสารที่มีภาพของทิดธรรมและฉากหลังเป็นแสงสียามค่ำคืนของเบตง   ที่เราไม่ค่อยเห็นบ่อยๆ   เพราะปกติจะเห็นเป็นกล้องถ่ายออกจากตัวรถทางด้านหน้ารถมากกว่าถ่ายออกจากหลังรถ เช่นนี้        หรือภาพอุโมงค์ที่มีรถผ่าน   ในตอนต้นเรื่อง  ซึ่งเป็นตอนกลางวัน  เหมือนการเดินทางจากที่มืดออกสู่ที่สว่างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง    

แต่ตอนท้ายเรื่องทิดธรรมขี่จักรยานรอดอุโมงค์ที่คล้ายๆกับเวลาเช้ามืด  หรือค่ำๆนี่แหละ   ที่จะเห็นอุโมงค์และท้องฟ้ามีสีที่ไม่แตกต่างกันมากนัก  ต่างจากภาพในตอนแรก (รู้สึกว่าในอุโมงค์จะมีแสงไฟอยู่ด้วย)     อาจกล่าวได้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงในหนัง เน้นไปที่มุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปอันเป็นสิ่งที่เป็นอนิจจังนั่นเอง    หรือให้มองเล่นๆอีกแบบ  ไม่รู้ว่าทิดธรรมเคยเห็นโฆษณาพวกเครื่องดื่มชูกำลังรึเปล่า   ที่มีคำโปรโมทว่า “ กล้า...ที่จะเปลี่ยน  มาดใหม่ของลูกผู้ชายตัวจริง......”   หรือเปล่า ก็ไม่รู้นะ

นานๆที  จะมีภาพยนตร์ในแนวพระสงฆ์กับการเรียนรู้ชีวิตในโลกที่แตกต่างกัน   โดยเฉพาะแนวเกี่ยวกับทางโลกกับทางธรรมนี้ยิ่งน้อยใหญ่   เพราะในทุกวันนี้พุทธศาสนากับความเข้าใจของชาวไทยเราเริ่มมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ  สังเกตได้จากหลักสูตรการเรียนของนักเรียนในระดับต้นๆที่  เกือบจะไม่เห็นวิชาเก่าๆอย่าง วิชาหน้าที่พลเมือง  ศาสนาและศีลธรรม   

ในสมัยก่อนผมยังจำได้ว่ามีวิชาเหล่านี้อยู่    แถมทุกวันเสาร์ยังมีพระสงฆ์ตัวจริงเสียงจริง   มาสอนถึงเรื่องพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมอีก    แต่วันเสาร์อาทิตย์ของผู้คนสมัยนี้  กับให้ความสำคัญกับรายวิชาในทางโลกมากกว่าทางธรรมไปเสียแล้ว  อย่างที่เห็นๆกันอยู่  แล้วอย่างนี้จะมีใครยังพอจำคำสอนต่างๆเกี่ยวกับทางศาสนาได้ไหมว่า

หลวงพ่อท่านบอกว่า   “........”  (อะไรบ้าง)

 

หมายเหตุ   อ้างอิงจาก  พุทธทาสภิกขุ, 2541, คู่มือมนุษย์  ฉบับสมบูรณ์, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

 

 

 

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net