วันที่ พุธ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รับมือโลกร้อน "เด็กๆ เริ่มแล้ว...ผู้ใหญ่ว่าไง!!!"


 สวัสดีครับ กระผมยอดชายนายปลาเก๋าราดพริก ขอรายงานเรื่องกิจกรรมช่วยลดภาวะโลกร้อนตอนจบให้ทุกท่านทราบต่อไปเลยนะครับ

สมาชิกเฝ้าดูนกกับลิง

ตกเย็นก็ช่วยกันสุมไฟไล่ยุงและริ้น

จากการรายงานครั้งก่อนที่บอกไปว่าค่ายเยาวชน "เปลี่ยนวิถี-วิธีคิด พิชิตโลกร้อน"ของสำนักข่าวเสียงเด็ก สอนให้เด็กๆ อย่างเราได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายนั้น กิจกรรมที่ว่าก็ได้แก่ การให้น้องๆ สมาชิกทุกคน เรียนรู้เกี่ยวกับสภาพป่าชายเลนที่เสื่อมโทรม กับป่าชายเลนที่สมบูรณ์ครับ

"ลุงเล็ก" มนัส มะลิทิพย์ จาก กฟผ. มาร่วมเป็นวิทยากร

เดินป่าชายหาดก่อนมุ่งหน้าสู่ป่าชายเลน

ลูก "ลำพู" รสเปรี้ยวอมฝาด ชาวบ้านใช้ "เหนาะ" แกงพุงปลา

ดูสีหน้าก็รู้...เปรี้ยวอมฝาดจริงๆ

ขอพูดถึง "ป่าชายเลนที่เสื่อมโทรม" ก่อนก็แล้วกัน เพราะเป็นจุดที่พวกเราเดินไปพบเป็นจุดแรก จริงๆ ตอนเดินเข้าไปก็นึกไม่ถึงหรอกครับว่าจะเจอภาพแบบนี้ เพราะจินตนาการไปว่าภาพป่าชายเลนน่าจะเหมือนกับที่เราเคยเห็นในทีวี หรือในหนังสือท่องเที่ยวที่มีภาพสวยๆ ได้เห็นปูแสม หรือที่ภาษาถิ่นเรียกกันว่า เปี้ยว ขุดรูทำบ้านและหากินตามรากต้นโกงกาง หรือภาพสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหอย ปลา กุ้ง ที่พบเห็นได้ง่ายๆ แต่โอ้ว..ไม่ ... ไม่ใช่อย่างคิดเลยครับ ป่าชายเลนทั้งผืนมองไปเห็นต้นโกงกางขึ้นอยู่ราวๆ 20-30 ต้น ที่เหลือเป็นดินเลนกว้างไกลสุดสายตา พอมองไปตามพื้น ก็พบซากของ "หอยกัน" ซึ่งเป็นหอยพื้นบ้านของที่อำเภอขนอมรู้จักกันดี ตายซากอยู่เกลื่อนไปหมด "ลุงเล็ก" ซึ่งเป็นวิทยากรสอนเรื่องป่าชายเลนให้เราบอกว่า บริเวณที่เราเห็นเป็นป่าชายเลนที่เสื่อมสภาพแล้ว เนื่องจากการทำนากุ้ง เพราะการทำนากุ้งนั้นจะต้องทำการสูบน้ำเข้ามาขังไว้เพื่อเลี้ยงกุ้ง ทำให้ "หอยกัน" ซึ่งเป็นหอยที่ฝังตัวเองอยู่กับดินเลนบริเวณรากต้นโกงกาง และหากินดำรงชีวิตโดยอาศัยจังหวะของน้ำขึ้นน้ำลง คือในช่วงน้ำขึ้นจะมีอาหารลอยผ่านมาให้กิน และในช่วงน้ำลงก็จะมีโอกาสได้รับอากาศหายใจ เมื่อเกิดการวิดน้ำเข้านากุ้ง จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ "หอยกัน" ขาดอากาศหายใจ เพราะ "หอยกัน" จะฝังตัวเองอยู่กับที่ ไม่เดินทางไม่คลานไปไหนเหมือนหอยชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุที่เป็นหอยที่มีเปลือกหนาและแข็งมาก น้ำหนักของเปลือกมากอาจจะทำให้เคลื่อนที่ไม่สะดวก จึงต้องหากินประจำที่และรอคอยจังหวะอย่างที่อธิบายกันมา นอกจากนั้น การที่มีน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน ก็ทำให้ห่วงโซ่อาหารบางอย่างตายลง ชีวิตสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกันจึงไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ และตายไปในที่สุด (จริงๆ คนทำนากุ้งเค้าก็ไม่สนใจหรอกว่าสัตว์น้ำอื่นจะเป็นอย่างไร ขอให้กุ้งที่เลี้ยงรอดชีวิตอย่างเดียวก็พอ ก็เค้าเลี้ยงกุ้งขายนี่ครับ) การได้เรียนรู้ตรงจุดนี้ดีตรงที่ทำให้เด็กๆ อย่างเราได้รู้ว่า ความเสื่อมของอะไรก็แล้วแต่นั้น เกิดเพราะความอยากได้เงินของมนุษย์เพียงอย่างเดียวจริงๆ (อันนี้ป้าเปิ้ลแอบกระซิบบอกแบบเสียงดังๆ ฮ่า ฮ่า)

ซากป่า ซึ่งอดีตเคยเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์

 ถัดจากนั้นก็ถึงเวลาลุยโคลนกันอย่างสนุกสนาน บอกตรงๆ ในชีวิตไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย น้องๆ หลายคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสนุกมากๆ พวกเราพร้อมใจกันใส่ถุงน่องสีโคลนกันเป็นทีม (ดูจากภาพนะครับ)

ลุยดง "โคลนดูด" เรื่องสนุกของเด็กๆ

พอลุยโคลนกันเสร็จ "ลุงแกะ" ก็พาพวกเราไปล้างตัวที่ลำบางเล็กๆ แล้วให้พวกเราได้ลอง "ตบกุ้ง" กันดู ก่อนจะได้ "ตบกุ้ง" เราก็ต้องลงไปเล่นน้ำจนน้ำขุ่นเสียก่อน พอกวนจนขุ่น กุ้งก็จะเมา (ภาษาชาวบ้าน) ทีนี้ก็ถึงช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานอีกครั้ง มีอาสาสมัคร 4-5 คน อาสาตบกุ้งด้วยมือเปล่า แต่น่าจะเป็นเพราะส่วนใหญ่เป็นมือสมัครเล่นก็เลยได้กุ้งไม่กี่ตัว "ลุงแกะ" เลยให้ปล่อยกุ้งกลับลงน้ำอย่างเดิม เท่าที่ฟัง "ลุงแกะ" เล่าให้ฟังรู้สึกว่าปริมาณกุ้งที่มีในลำบางก็ลดจำนวนไปมาก เพราะแกบอกว่าเมื่อก่อนลงตบกุ้งแต่ละครั้งจะได้กุ้งกลับไปกินที่บ้านกัน 2-3 โคม (โคม เป็นภาษาใต้ แปลว่า กะละมังใบย่อม) แถมยังบอกว่าที่ได้แค่นั้นเพราะขี้เกียจจับแล้วมันมากเกิน แสดงว่าเมื่อก่อนต้องมากมายมหาศาลจริงๆ

"ตบกุ้ง" หรืองมกุ้ง ในลำบาง

"กวนน้ำให้ขุ่น" ทำให้กุ้งมึนหัวจะได้จับง่ายๆ

จวนจะได้เวลาอาหารกลางวัน "ลุงเล็ก" วิทยากรของเราก็เลยเดินนำสมาชิกสำนักข่าวเสียงเด็กเข้าไปยังป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อพักเที่ยงกันที่นั่น เพราะมีร่มไม้เยอะ เด็กๆ จะได้ทานข้าวกันแบบไม่ร้อน อ้อ..ลืมบอกไปว่าอาหารกลางวันมื้อนี้เด็กๆ ทำกันเองตั้งแต่เช้า แล้วตักใส่กล่องข้าว (ไม่ใช่กล่องโฟมนะครับ ค่ายนี้ห้ามใช้เด็ดขาด) ของแต่ละคน ต่างคนต่างแบกอาหารของตัวเอง ไม่มีใครถือให้ใครครับ ทุกอย่างต้องทำด้วยลำแข้งตัวเองจริงๆ (เพิ่งซึ้งกับคำว่า "หากินด้วยลำแข้งของตน" ก็คราวนี้แหละครับ)

ทานข้าวเสร็จก็ถึงเวลาลุยกันต่อครับ คราวนี้พวกเราได้รู้จักป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์กันบ้าง บอกได้เลยครับว่าผิดกันคนละเรื่องเลย ระหว่างทางเราได้เก็บหอยจุ๊บแจง กับหอยกัน เพื่อนำไปทำเป็นอาหารมื้อเย็นกันด้วยครับ ที่ป่าชายเลนจุดนี้ เราได้รู้จักการอยู่ร่วมกันของสัตว์น้ำประเภทต่างๆ ลุงเล็กหยิบหอยสันขวานขึ้นมาสอนพวกเราว่านี่เป็นการอยู่ร่วมกันและหากินร่วมกันของหอยหลายชนิด ทั้งหอยเจดีย์ หอยนางรม ฯลฯ ได้เห็นไข่ปลาตีน เกิดมาเพิ่งเคยเห็นนี่แหละครับ ลักษณะจะเป็นเหมือนวุ้นใสๆ มองเข้าไปก็เห็นลูกปลาตีนตัวเล็กๆ นอนนิ่งๆ อยู่ คงใกล้จะฟักเป็นตัวแล้ว ได้รู้จักหอยรากไม้ ได้เห็นบ้านปูเปี้ยว (ปูแสม ที่เค้าเอามาดองเป็นปูเค็มกินกับส้มตำนั่นแหละ) บ้านของเปี้ยวเหมือนกับคอนโดเลยครับ มันจะทำกองดินสูงๆ ไว้ ส่วนด้านล่างที่ติดกับพื้นจะมีรูใหญ่ขนาดเท่าตัวของมันหนึ่งรู เหมือนกับเป็นประตูบ้าน ด้านบนที่ทำสูงๆ ไว้ น่าจะเป็นเหมือนเกราะป้องกันภัย เวลาเดินต้องเตือนให้น้องๆ คอยระวังไม่ให้เหยียบบ้านของปูกันด้วย ระหว่างเดินเราพบเห็นขยะเศษถุงพลาสติกมากมาย เศษแก้วแตกๆ ก็มี เดินแรกๆ ก็ช่วยกันเก็บครับ แต่เก็บตลอดทางไม่ไหวจริงๆ มันเยอะมากถุงที่นำไปใส่ขยะยังไม่พอใส่เลย ป้าเปิ้ลกับลุงแกะบอกว่าเก็บยังไงก็ไม่หมด เพราะขยะเหล่านี้เป็นขยะสะสมมานาน ไม่เคยมีใครเข้ามาในนี้ หากจะเก็บจริงๆ ต้องทำกันนานมาก ที่พามาดูก็หวังว่าทุกคนจะได้กลับไปช่วยบอกต่อๆ กันไปว่าให้ลดปริมาณขยะภายในบ้านและชุมชนลง รวมไปถึงบางบ้านที่ครอบครัวทำประมงให้เตือนว่าอย่าทิ้งขยะลงในทะเล ปริมาณขยะก็จะค่อยๆ ลดจำนวนลงไปเอง เพราะทุกอย่างต้องเริ่มและเคร่งครัดกับตัวเองให้ได้เสียก่อน การมาเดินเก็บขยะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่ได้ผลน้อยที่สุด แต่ดูเหมือนมีประโยชน์ในสายตาคนส่วนใหญ่

หอยสันขวาน ซึ่งมีหอยนางรมเกาะอยู่ด้วย เป็นการอยู่อาศัยร่วมกัน

"ไข่ปลาตีน" ลักษณะเหมือนวุ้น เมือกๆ ลื่นๆ

ในช่วงระหว่างที่ดูความสมบูรณ์ของป่าชายเลน "ลุงแกะ" ต้องเก็บอุปกรณ์กล้องทั้งหมดเพราะฝนกระหน่ำลงมาตัวเปียกปอน และบางช่วงก็ต้องลุยน้ำสูงขนาดเอวของเด็กๆ ทำให้ภาพบางช่วงขาดหายไป แต่ตลอดทั้งวันนั้นเด็กๆ ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมายครับ มีภาพของแมงมุมในป่าชายเลนมาฝากด้วย เป็นแมงมุมที่สวยมากสีออกเหลือบเงินนิดๆ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แล้วเด็กๆ ยังได้รู้จักตัว "รัง" ซึ่งเป็นโอชะของเหล่าสัตว์น้ำโดยเฉพาะ "ปลา" ทุกประเภทเลยทีเดียว ตัว "รัง" นี้ในตลาดของนักนิยมการตกปลาขายถึงกิโลละ 80-100 บาท แต่ "ลุงแกะกับลุงพงศ์" ก็สอนว่า หากทุกคนคิดจะหา "รัง" ไปขายเพราะเห็นแก่เงินจำนวนมาก ต่อไประบบนิเวศน์ในทะเลก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะหากตัว "รัง" หมดไปจากท้องทะเล ลูกหลานของเรารุ่นต่อๆ ไปก็จะไม่รู้จักหน้าตาของกุ้ง หอย ปู ปลา และอาหารทะเลก็อาจจะหมดไปจากโลกได้เช่นกัน สรุปคือ อย่าโลภเห็นแก่เงิน จนต้องทำลายทรัพยากรต่างๆ ไปจนหมดนั่นเอง ต่อจากนั้น "ลุงพงศ์" กับ "พี่ท้อป" ก็สอนพวกเราว่าตัว "รัง" ทำรังอย่างไร วิธีสังเกตรังของตัวรัง และวิธีการหาตัวรังของชาวประมงที่หากินบริเวณชายฝั่งโดยการ "ตกปลา" ไปขายที่ตลาดในจำนวนที่พอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป "ลุงพงศ์"  บอกว่า จริงๆ แล้วชาวบ้านที่จะมาหาตัวรังไปตกปลานั้น เค้าจะหาแต่พอดี ไม่เอาไปจนมากเกิน กะว่าพอได้ปลาสักโคมให้พอแกง แล้วเหลือปลาเอาไปขายที่ตลาดหาเงินเข้าบ้านนิดหน่อยก็พอแล้ว นั่นก็ทำให้เราได้รู้จักการหากินแบบพอเพียงอีกเรื่องหนึ่งครับ....

"บ้าน" ของตัว "รัง" บนดินเลนตอนน้ำลด

ลุงพงศ์สอนวิธีขุด "รัง"

โฉมหน้าของตัว "รัง" ซึ่งน่าจะเป็นไส้เดือนหรือเพรียงชนิดหนึ่ง ใครรู้ช่วยบอกเด็กๆ ด้วยครับ

ตัวนี้มีไข่ด้วย

ส่วนตัว "รัง" ที่ "ลุงพงศ์" ขุดหาได้ประมาณ 7-8 ตัว ก็นำไปเป็นเหยื่อตกปลาแล้วนำปลาที่ตกได้มาให้น้องๆ ในค่ายย่างกินเป็นอาหารมื้อเย็นอีกหนึ่งเมนู

ปลาย่าง อาหารมื้อเย็นแสนอร่อย

เช้าวันสุดท้ายของค่ายนี้ "ลุงแกะกับพี่ๆ" ซึ่งพยายามย้ำนักย้ำหนาว่า "น้ำ" ต้องใช้แต่พอดี ดื่มแต่พอดี ให้เหลือถึงวันสุดท้าย แต่เด็กๆ ก็ดื่มน้ำกันแบบลืมไปว่าต้องตระหนักตลอดเวลา ในที่สุด เด็กๆ ทุกคนในค่ายได้ทราบว่า "น้ำ" ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการยังชีพเหลือไม่พอจะ "หุงข้าวและดื่มกิน" ทุกคนต่างคิดหาวิธีที่จะใช้น้ำที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนั้นให้พอสำหรับการ "ยังชีพ" ก่อนขึ้นฝั่ง บางคนบอกว่าให้เอาน้ำทะเลมาต้มแล้วนำไอน้ำที่ระเหยมาใช้ "ลุงแกะ" ก็บอกว่ามันเป็นวิธีที่ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ดี แต่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานมากและใช้เวลานานกว่าจะได้น้ำพอสำหรับคนทั้งหมด บางคนบอกให้ไปหาน้ำจืดจากซอกหินต่างๆ หลายคนโหวตให้กับความคิดนี้ แต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริงทุกคนก็ได้รู้ว่า น้ำขังในแอ่งหินนั้นมีน้อยและไม่เพียงพอเช่นกัน มาถึงอีกหนึ่งวิธี สมาชิกหลายคนบอกว่าให้ใช้น้ำมะพร้าวมาหุงข้าว ส่วนน้ำดื่มที่มีให้ปันส่วนกัน แต่พอเดินหาจริงๆ มะพร้าวไม่ค่อยมีลูก และต้นก็สูงมากเสียจนเก็บไม่ได้ บางลูกก็แก่ไม่มีน้ำเหลือแล้ว สรุปว่าไม่มีน้ำจากมะพร้าวมาให้สมาชิกเหมือนกัน พวกเราทุกคนจึงต้องเดินกลับมา เมื่อมาถึงจุดตั้งค่าย ปรากฏว่า "ป้าเปิ้ลกับพี่ๆ" หุงข้าวรอไว้แล้ว และถามเด็กว่าตกลงได้น้ำมาแล้วใช่มั้ย เด็กๆ ถึงกับตกอยู่ในอาการตะลึงนึกไม่ถึงว่า "ป้าเปิ้ล" จะตัดสินใจหุงข้าวไปก่อน ทุกคนเริ่มกังวลว่าไม่มีน้ำเหลือแล้ว และอีกกว่า 3 ชั่วโมงเรือถึงจะมารับ สมาชิกค่ายบอกว่าหาน้ำไม่ได้เลย และเริ่มสำนึกว่าตนเองไม่น่าดื่มน้ำเกินปริมาณที่พี่ๆ และป้าเปิ้ลกับลุงแกะคอยเตือนแทบจะทุกชั่วโมงเลย เพราะคิดว่าเดี๋ยวผู้ใหญ่ก็คงหามาให้เด็กดื่มจนได้ เมื่อสถานการณ์กดดันจนสมาชิกทุกคนเห็นถึงความสำคัญของ "น้ำ" ที่มีอยู่อย่างจำกัด การรักษากฎระเบียบในพื้นที่อย่างเคร่งครัด และการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว สมาชิกส่วนใหญ่เริ่มขอโทษเพื่อนๆ ที่ตนเองดื่มน้ำมากเกินไป แล้วทุกคนก็ต่างขอโทษต่างรู้จักให้อภัยและเริ่มคิดหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรต่อไป พี่ๆ ก็บอกว่า ให้น้องๆ ไปทานข้าวเอาแรงก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน เมื่อทุกคนทานข้าวเช้าเสร็จ "พี่ปืน" ประธานกลุ่มธนาคารขยะก็บอกน้องๆ ว่า พอดี "ลุงพงศ์" ออกเรือไปหาปลา แล้วได้แวะไปเอาน้ำดื่มมาได้ครึ่งหม้อใหญ่ๆ จึงมีน้ำให้เด็กทุกคนได้ดื่มกันคนละแก้ว เมื่อได้ยินอย่างนั้นเด็กๆ ถึงกับยิ้มอย่างดีใจ หลายคนบอกว่า "น้ำหนึ่งแก้ว" เป็นน้ำที่อร่อยที่สุดและสดชื่นที่สุดเท่าที่เคยได้ดื่มมา ต่อจากนั้นทุกคนก็กันเก็บสัมภาระเตรียมตัวกลับบ้าน บรรยากาศก่อนกลับชื่นมื่นจริงๆ พี่น้องตกลงกันว่าจะช่วยกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์และช่วยลดภาวะโลกร้อนเท่าที่ตนเองจะทำได้ โดยการลดการใช้พลังงาน ดื่มและใช้น้ำอย่างพอเหมาะพอดี ใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง ฯลฯ

เด็กๆ ต้องบริหารการใช้ "น้ำ" ให้สามารถอยู่ได้ภายใน 3 วัน

 และแล้วก็ถึงเวลาอำลากัน น้องๆ ทั้งหมดบอกว่าเป็นค่ายที่ประทับใจมากและอยากอยู่ต่ออีก หากมีค่ายแบบนี้อีกก็จะมาอีกเรื่อยๆ

กระผมนายปลาเก๋าราดพริก ก็ต้องขอจบการรายงานของค่าย "เปลี่ยนวิถี-วิธีคิด พิชิตโลกร้อน" แต่เพียงเท่านี้ล่ะครับ

ชมภาพวิดิโอกันต่อครับ


" คลิ้ก play เพื่อเริ่มดู clip "




" คลิ้ก play เพื่อเริ่มดู clip "


" คลิ้ก play เพื่อเริ่มดู clip "


นี่เป็นแมงมุมที่เด็กๆ เห็นในป่าชายเลน ไม่เคยเห็นมาก่อนใครทราบบอกด้วยครับว่าชื่อแมงมุมอะไร


" คลิ้ก play เพื่อเริ่มดู clip "

โดย ป้าเปิ้ล

 

กลับไปที่ www.oknation.net