วันที่ ศุกร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (Khao Yai National Park)


จังหวัดนครราชสีมา (Nakhonratchasima)

จังหวัดนครนายก (Nakhonnayok)

จังหวัดปราจีนบุรี (Prachinburi)

จังหวัดสระบุรี (Saraburi)

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

(Khao Yai National Park)

 

ความเป็นมาของป่าเขาใหญ่ จากป่าดงพญาไฟ สู่ป่าเขาใหญ่ :

ป่าดงพญาไฟ หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่าป่าดงพญาเย็น คือ อดีตกาลของผืนป่าดงดิบ อันกว้างใหญ่ที่ทอดตัวขวางกั้นระหว่างที่ราบสูงแผ่นดินอีสาน และพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ปัจจุบันเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ในนามของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งในอดีตมักถูกยกให้เป็นเรื่องเล่าขาน ถึงความเถื่อนและอันตราย ทั้งจากความดิบชื้นของป่า สัตว์ป่าดุร้าย ไข้ป่าและความเชื่อต่างๆ ที่เสริมสร้างให้ภาพลักษณ์ของป่าดงพญาเย็น กลายเป็นตำนานของผืนป่าที่น่ากลัวและอันตราย ของทุกผู้คนที่รอนแรมเดินทางในอดีต การเดินทางไปมาหาสู่เพื่อค้าขายระหว่างผู้คนสองฝั่งป่า ต้องเดินทางผ่านป่าดงพญาเย็น ขบวนนายฮ้อยต้อนควายจากภาคอีสาน มาขายยังที่ลุ่มภาคกลาง หรือขบวนสินค้าจากภาคกลางสู่ตลาดทางอีสาน ต้องผ่านผืนป่าแห่งนี้ทั้งสิ้น ระหว่างการเดินทางข้ามป่าแห่งนี้ ต้องมีการพักแรมระหว่างทาง เป็นระยะๆ จนกว่าจะหลุดพ้นป่าแห่งนี้ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

 

          จากจุดพักแรมต่างๆ ในป่าดงพญาเย็น ก็ค่อยๆ เป็นกลายเป็นชุมชนเล็กๆ กลางผืนป่า ราษฎรบ้านท่าด่านและบ้านท่าชัย จังหวัดนครนายก ได้บุกรุกถางป่า ปลูกพริกปลูกข้าวบนเขาใหญ่ และจับจองพื้นที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนเขาใหญ่ ประมาณ 30 หลังคาเรือน ต่อมา ได้พัฒนายกฐานะเป็นตำบลเขาใหญ่ ขึ้นอยู่กับอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ต่อมากลายเป็นที่หลบซ่อนพักพิงของโจรผู้ร้าย และผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอาญาอยู่เนืองๆ เพราะการคมนาคมยากลำบาก ห่างไกลแหล่งชุมชนอื่นๆ ยากแก่การตรวจปราบปราม ด้วยเหตุนี้ทางราชการในสมัยนั้นจึงยุบตำบลเขาใหญ่ และให้ราษฎรที่อาศัยอยู่บนเขาใหญ่อพยพลงสู่ที่ราบ หมู่บ้านและไร่ที่ทำกินบริเวณเขาใหญ่ จึงถูกทิ้งร้างกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาสลับกับป่าที่อุดมสมบูรณ์

          แต่แม้จะถูกยกฐานะขึ้นเป็นตำบลเขาใหญ่ แต่สภาพก็ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเหมือนเดิม เป็นที่ส้องสุมของโจรผู้ร้ายและบรรดาคนนอกกฎหมายทั้งหลาย การปราบปรามของทางราชการเป็นไปอย่างยากลำบาก ต่อมารัฐบาลในสมัยนั้น จึงได้ยุบตำบลเขาใหญ่และอพยพราษฎรทั้งหมดลงมายังที่ราบเบื้องล่าง "เวลาเราขึ้นไปบนเขาใหญ่ หรือเดินป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เรามักจะพบทุ่งหญ้าคากลางป่านั้น ทุ่งหญ้าเหล่านั้น ก็คือพื้นที่ทำกินของชาวบ้านตำบลเขาใหญ่ในอดีตนั่นเอง"

 

        ต่อมาในปี 2502 สมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปตรวจราชการทางภาคเหนือ และเห็นว่าผืนป่าแห่งนี้มีสภาพธรรมชาติอันสมบูรณ์ จึงได้บัญชาให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือและประสานงานกันจัดตั้งระบบอุทยานแห่งชาติขึ้น ในประเทศไทย มีนิยมไพรสมาคม โดยนายแพทย์ บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้มีส่วนช่วยผลักดันให้มีการออก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติขึ้น และต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ให้กำหนดป่าเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระบุรี และป่าอื่นๆ ในท้องที่จังหวัดต่างๆ รวม 14 ป่า เป็นอุทยานแห่งชาติ จากนั้น กรมป่าไม้ได้เริ่มเตรียมการและวางแผนการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น โดยได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจาก DR. GEORGE C. RUHLE ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุทยานแห่งชาติ ของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ( IUCN. ) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อป่าดงพญาไฟ จึงกลายเป็นตำนานของป่าเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

       เมื่อกรมป่าไม้ ได้ดำเนินการสำรวจและวางแผนสำเร็จลงแล้ว จึงดำเนินการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าที่ดินเขาใหญ่ ในท้องที่ตำบลป่าขะ ตำบลบ้านพร้าว อำเภอบ้านนา ตำบลหนองแสง ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี ตำบลสาริกา ตำบลหินตั้ง ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ( พื้นที่ประมาณ 25% ) ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม ตำบลสัมพันตา ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และตำบลหมวกเล็ก ตำบลซำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2505 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 79 ตอนที่ 86 ลงวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2505 รวมเนื้อที่ 1,355,468.75 ไร่ นับเป็น อุทยานแห่งชาติลำดับที่ 1 ของประเทศไทย และได้รับสมญานามว่าเป็น " อุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน " ตลอดจนเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า เป็นอุทยานแห่งชาติที่สำคัญของโลก

          ต่อมากองทัพอากาศได้มีหนังสือที่ กษ 0379/15739 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2519 ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอกันพื้นที่ก่อสร้างสถานีเรดาร์ และสถานีถ่ายทอดโทรคมนาคม ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2520 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2520 เห็นชอบให้กันพื้นที่ส่วนดังกล่าวได้ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกา เพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าเขาใหญ่บางส่วน ในท้องที่ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในปี พ.ศ.2521 ซึ่งลงประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่ม 95 ตอนที่ 99 ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2521 เป็นเนื้อที่ประมาณ 71 ไร่ 3 งาน 16 ตารางวา

 

          ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเนื้อที่ 1,355,396.96 ไร่ มีพื้นที่ 2,168 ตารางกิโลเมตรนับเป็น อุทยานแห่งชาติลำดับที่ 1 ของประเทศไทย มีพื้นที่ต่อเนื่องกับผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดา ซึ่งนับเป็นผืนป่าอุทยานแห่งชาติ ที่รวมกันแล้วใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่สำหรับพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้น มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 3 รองจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตารางกิโลเมตร) และอุทยานแห่งชาติทับลาน (1,400,000 ไร่)

          กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอใช้พื้นที่บางส่วนในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในท้องที่อำเภอปากพลี และอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 1,925 ไร่ 1 งาน 73 ตารางวา หรือ 3.0807 ตารางกิโลเมตร เพื่อก่อสร้างโครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประโยชน์ในการจัดแหล่งเก็บกักน้ำ ใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภค ตลอดจนการเพาะปลูก รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัย ที่เกิดขึ้นในเขตจังหวัดนครนายก เป็นประจำทุกปี คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ให้ทำการก่อสร้างโครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งได้มีพระราชกฤษฎีกา เพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าเขาใหญ่บางส่วน ในท้องที่ตำบลหินลาด อำเภอปากพลี และตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 119ก ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

          ต่อมากรมป่าไม้ได้จัดงานวันสถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ 104 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2543 โดยได้จัดประกวดอุทยานแห่งชาติดีเด่นด้านการท่องเที่ยวประจำปี 2543 เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ปีท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ 2543 และคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกอุทยานแห่งชาติดีเด่นด้านการท่องเที่ยว ปี 2543 ปรากฏว่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้รับรางวัล " รองชนะเลิศอันดับที่ 2" ในการประกวด อุทยานแห่งชาติดีเด่น ประจำปี 2543

อาณาจักรแห่งชีวิต :
ในพื้นที่ 2,168 ตารางกิโลเมตร ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งที่พืชพันธุ์ไม่ ต่ำกว่า 2,000-2,500 ชนิด สัตว์เลี้ยวลูกด้วยนมมากกว่า 60 ชนิด และนกต่างๆ ไม่น้อยกว่า 294 ชนิด ด้วยเหตุนี้ เขาใหญ่จึงได้รับการจัดให้เป็นหนึ่ง ใน 11 แห่งของโลกที่เป็น "Vavilov Center" คือ เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรพืชและสัตว์ป่าอันล้ำค่า ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับผลิตยารักษาโรค และผลิตสายพันธุกรรมใหม่ๆ ในด้านเกษตรกรรม

        พื้นที่ป่าส่วนใหญ่ เป็นป่าดิบที่ค่อนสมบูรณ์ มีสภาพป่าดิบเขา ดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ มีป่าทุ่งหญ้าและป่าเต็งรังเพียงเล็กน้อย เราสามารถพบเห็นสภาพของป่าประเภทต่างๆ ได้จากบริเวณดังต่อไปนี้

1.ป่าเบญจพรรณ ลักษณะของป่าชนิดนี้ พบได้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยาน ฯ ในเขต

จ.สระบุรี ซึ่งมีระดับความสูงระหว่าง400-600 เมตร จากระดับน้ำทะเล

พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ประกอบด้วยไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ เช่น มะค่าโมง ประดู่ ตะแบก ตะเคียนหนู แดง นนทรี ซ้อ ปออีเก้ง สมอพิเภก ตะคล้ำ เป็นต้น

พืชชั้นล่าง มีไม้ไผ่และหญ้าต่างๆ รวมทั้งกล้วยไม้ด้วย ในฤดูแล้งป่าชนิดนี้จะมีไฟลุกลามเสมอ และตามพื้นป่าจะมีหินปูนผุดขึ้นอยู่ทั่วๆ ไป

2.ป่าดิบแล้ง ลักษณะป่าชนิดนี้มีอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ราบลูกเนินในระดับความสูง 100-600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขึ้นอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบแถบจังหวัดนครราชสีมา และปราจีนบุรี

ไม้ชั้นบน ได้แก่ ยางนา พันจำ เคี่ยมคะนอง ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะแบก สมพง สองสลึง มะค่าโมง ปออีเก้ง สะตอ ซาก และคอแลน เป็นต้น

ไม้ยืนต้นชั้นรอง มี กะเบากลัก หลวงขี้อาย และกัดลิ้น เป็นต้น

พืชจำพวกปาล์ม เช่น หมากลิง และลาน

พืชชั้นล่าง ประกอบด้วยพืชจำพวกมะพร้าว นกคุ้ม พวกขิง ข่า กล้วยป่า และเตย เป็นต้น

3.ป่าดิบชื้น ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าที่อยู่ในระดับความสูง 400-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พบมากทางด้านตะวันออกของอุทยานฯ จะมี

ชนิดไม้คล้ายคลึงกับป่าดงดิบแล้ง เพียงแต่ว่าไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ยางกล่อง ยางขน ยางเสี้ยน และกระบาก โดยเฉพาะพื้นที่ถูกรบกวนจะพบ ชมพูป่าและกระทุ่มน้ำขึ้นอยู่ทั่วไป

พรรณไม้ผลัดใบ เช่น ปออีเก้ง สมพง และกว้าว แทบจะไม่พบเลย บริเวณริมลำธารมักจะมีไผ่ลำใหญ่ๆ คือ ไผ่ลำมะลอกขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ป่าดิบชื้นบนที่สูงขึ้นไปจะมียางปายและยางควน นอกจากไม้ยางแล้ว

ไม้ชั้นบน ชนิดอื่นๆ ยังมี เคี่ยมคะนอง ปรก บรมือ จำปีป่า พะดง และทะโล้

ไม้ชั้นรองได้แก่ ก่อน้ำ ก่อรัก ก่อด่าง และก่อเดือย ขึ้นปะปนกัน

 

4.ป่าดิบเขา ( Hill Evergreen Forest ) ป่าชนิดนี้เกิดอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นบนภูเขาสูง ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป สภาพป่าแตกต่างไปจากป่าดงดิบชื้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีไม้วงศ์ยางขึ้นอยู่เลย

พรรณไม้ที่พบเป็นไม้เนื้ออ่อน สามารถสังเกตเห็นพันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น พญาไม้ มะขามป้อมดง ขุนไม้ ต้นสนสามใบ และสนสามพันปี พวกไม้ตระกูลก่อชนิดต่างๆ ที่พบขึ้นในป่าดงดิบชื้น นอกจากก่อน้ำและก่อต่างๆ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 600-900 เมตรเท่านั้น ตามเขาสูงจะพบต้นกำลังเสือโคร่งขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
ไม้ชั้นรอง ได้แก่ เก็ดล้าน ส้มแปะ แกนมอ เพลาจังหัน และหว้า พืชชั้นล่าง ได้แก่ ต้างผา กำลังกาสาตัวผู้ กูด และกล้วยไม้ดิน

5.ป่าหญ้า ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นผลเสีย เนื่องจากการทำไร่เลื่อนลอยในอดีต พบได้ในบริเวณที่เคยผ่านการกระทำโดยมนุษย์ ก่อนมีการจัดตั้งป่าเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ ได้มีราษฎรอาศัยอยู่และได้แผ้วถางป่าทำไร่ เมื่อมีการอพยพราษฎรลงไปสู่ที่ราบ บริเวณไร่ดังกล่าวถูกปล่อยทิ้ง ต่อมามีสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาเสียส่วนใหญ่ บางแห่งมีหญ้าแขม หญ้าพง หญ้าขนตาช้างเลา แขมลวง และตองกง และยังมีกูดชนิดต่างๆ ขึ้นปะปนอยู่ด้วย เช่น โขนใหญ่ กูดปี้ด โขนผี กูดงอดแงด และกูดตีนกวาง พบเห็นได้ในบริเวณ หอดูสัตว์หนองผักชี อ่าเก็บน้ำมอสิงโต ทุ่งหนองงูเหลือม เป็นต้น เนื่องจากในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีการป้องกันไฟป่าเป็นอย่างดีพื้นที่ป่าหญ้า หรือป่าเหล่านี้จึงไม่ถูกรบกวนจากไฟป่าเลย ดังนั้น จึงมีพันธุ์ไม้เบิกนำจำนวนไม่น้อย แพร่พันธุ์กระจัดกระจายทั่วไป เช่นสอยดาว บรมือ ลำพูป่า เลี่ยน ปอหู ตลงแตบ ฯลฯ ปัจจุบัน พื้นที่ป่าทุ่งหญ้าบางแห่ง ได้กลับฟื้นคืนสภาพเป็นป่าละเมาะบ้างแล้ว

สัตว์ป่า :
 

ปัจจัยแห่งความหลากหลาย ในระบบนิเวศ สัตว์ป่าคือองค์ประกอบและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการที่ไม่สิ้นสุด เพาะว่ากิจวัตรประจำวันของสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น การกิน เดิน ถ่าย นอน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการควบคุม และกระจายพันธุ์พืช และปริมาณสัตว์ป่า ให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศทั้งสิ้น ตั้งแต่สัตว์เล็กเล็ก เช่น ใส้เดือนหรือแมลงตัวเล็กใต้พื้นดิน จนกระทั่งถึง ช้าง สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของป่า หรือแม้แต่ นก ที่เหินบินอยู่บนท้องฟ้า ทีนี้ลองมารู้จักชนิดของสัตว์ป่า ที่สามารถพบเห็นกันได้ง่าย ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กันสักนิด จากการสำรวจของนักวิจัย และเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เบื้องต้นพบว่ามีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่หลายประเภท

  

          อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก ในบางโอกาสขณะขับรถยนต์ไปตามถนน จะสามารถเห็นสัตว์ป่าเดินผ่าน หรือออกหากินตามทุ่งหญ้า หรืออาจจะเห็นโขลงช้างออกหากินริมถนน ลูกช้างเล็กๆ ซนและน่ารักมาก บริเวณตั้งแต่ที่ชมวิวกิโลเมตรที่ 30 จนถึงปากทางเข้าหนองผักชี ตลอดจนโป่งต้นไทร ในปัจจุบัน ถ้าขับรถยนต์ขึ้นเขาใหญ่ทางด่านตรวจเนินหอม ข้ามสะพานคลองสามสิบไปแล้ว สามารถเห็นโขลงช้างได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในตอนกลางคืน จากการศึกษาตามโครงการการอนุรักษ์ช้างป่า และการจัดการพื้นที่ป้องกัน (ELEPHANT CONSERVATION AND PROTECTED AREA MANAGMENT) โดย MR. ROBERT J. DOBIAS ภายใต้ความร่วมมือของ WWF และ IUCN ในปี พ.ศ.2527-2528 พบว่า มีจำนวนประมาณ 250 เชือก

 

 

 

 

            สัตว์ป่าที่สามารถพบได้บ่อยๆ และตามโอกาสอำนวย ได้แก่ เก้ง กวาง ตามทุ่งหญ้าทั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังพบ เสือโคร่ง กระทิง เลียงผา หมี เม่น ชะนี พญากระรอก หมาไม้ ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า นกชนิดต่างๆ จำนวน 250 ชนิด จากจำนวนไม่น้อยกว่า 340 ชนิด ที่สำรวจพบอาศัยอยู่บริเวณป่าเขาใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหาร และที่อาศัยอย่างถาวร นกที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกเงือก นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ นกเงือกทั้ง 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกแก๊ก และนกเงือกสีน้ำตาล ที่พบบนเขาใหญ่ นับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักดูนกเป็นอย่างดี เพราะพบเห็นได้ทั่วไป พวกแมลงที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด ที่สวยงามและพบเห็นบ่อยได้แก่ ผีเสื้อ มีรายงานพบกว่า 216 ชนิด สัตว์กินเนื้อ 16 ชนิด สัตว์กีบ 7 ชนิด สัตว์กินแมลง 3 ชนิด สัตว์จำพวกลิง 5 ชนิด กระต่าย 1 ชนิด สัตว์จำพวกใช้ฟันแทะ 6 ชนิด และพวกค้างคาวไม่น้อยกว่า 25 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำประมาณ 70 ชนิด

ต้นธารแห่งชีวิต :

ผืนป่าในเขตของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย เป็นต้นธารของแม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี ที่ไปไหลรวมกันเป็นแม่น้ำบางปะกง เป็นต้นน้ำลำตะคอง ที่เลี้ยงคนนครราชสีมาทั้งจังหวัด และเป็นต้นน้ำของแม่น้ำมูล ที่สายธารจากเขาใหญ่ไหลเลาะเลียบขึ้นทางทิศเหนือและออกสู่แม่น้ำโขงในที่สุด " ผืนป่าเขาใหญ่ จึงมีความสำคัญอย่างที่สุดต่อทุกชีวิต ที่จำเป็นต้องใช้น้ำ เป็นปัจจัย สำหรับการหล่อเลี้ยงชีวิต เพราะป่าเขาใหญ่ ที่คุณสัมผัสอยู่นี้คือ แหล่งผลิตน้ำจืดที่สำคัญที่สุด ของพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน ตอนล่าง"

ลุ่มน้ำนครนายก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานฯ ในเขตจังหวัดนครนายก เกิดจากการรวมตัวของลำห้วยสำคัญหลายสาย เช่น สาลิกา นางรอง ลำกระตุก ท่าด่าน และสมพุงใหญ่ ไหลผ่าจังหวัดนครนายก ไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรี เป็นแม่น้ำบางปะกงที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำแก่ลุ่มน้ำนครนายกนี้มากกว่า 813 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ยังประโยชน์ให้แก่พื้นที่ 660 ตารางกิโลเมตร

ลุ่มน้ำปราจีนบุรี อยู่ทางตอนเหนือของอุทยานฯ เกิดจากการรวมตัวของห้วยน้ำสำคัญที่ไหลลงมาจากเขาใหญ่ เช่น ลำพระยาธาร คลองหนองแก้ว ใสน้อย ใสใหญ่ ไหลผ่านที่ตั้งของอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี แล้วไปบรรจบกับแม่น้ำนครนายก เป็นแม่น้ำบางปะกงที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำทั้งหมดของเขาใหญ่ให้น้ำแก่ลุ่มน้ำนี้มากกว่า 790 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มีพื้นที่ใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำนี้ถึง 1,122 ตารางกิโลเมตร

ลุ่มน้ำลำตะคอง อยู่ทางตอนเหนือของอุทยานฯ ห้วยที่สำคัญคือ ลำตะคอง แม่น้ำนี้จะไหลลงสู่แม่น้ำมูลในที่สุด ไหลลงสู่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำประมาณ 104 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่ใช้ประโยชน์จากน้ำนี้ขนาด 201 ตารางกิโลเมตร

ลุ่มน้ำลำพระเพลิง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่เขาใหญ่ มีห้วยลำพระเพลิงเป็นแม่น้ำสายหลัก แต่เนื่องจากสภาพของพื้นที่เคยผ่านการบุกรุกทำลายไปมาก น้ำที่ได้จากลุ่มน้ำนี้จึงค่อนข้างต่ำ ประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พื้นที่รองรับน้ำขนาด 114 ตารางกิโลเมตร

              ป่าเขาใหญ่ จึงเป็นแหล่งต้นธารแห่งชีวิตของสรรพชีวิตทั้งที่อยู่ในป่า และผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบและกว้างไกลออกไป ซึ่งได้ใช้ประโยชน์จากสายน้ำต่างๆ ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังคงต้องใช้เรื่อยไปในอนาคตอย่างไม่สิ้นสุด

 

สภาพภูมิประเทศ :

      ลักษณะทั่วไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีระดับความสูงแตกต่างกัน ตั้งแต่ระดับความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล ตามแนวเขตอุทยานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงระดับความสูง  1,351 เมตร  จากระดับน้ำทะเล ในบริเวณตอนกลางของพื้นที่ ทางด้านทิศตะวันออก ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นที่ลาดต่ำ ส่วนทางทิศเหนือความลาดชันน้อยจนถึงปานกลาง ทิศทางความลาดชันส่วนใหญ่มุ่งสู่ถนนมิตรภาพ ในขณะที่ทางทิศใต้และทิศตะวันตก มีลักษณะเป็นภูเขาสูงชันโดดเด่นขึ้นมาจากที่ราบ ซึ่งใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรนอกเขตอุทยานฯ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะคล้ายเป็นกำแพงภูเขาตามแนวเขตอุทยานฯ จึงเรียกว่า เขากำแพง และเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งสูงโดดเด่นขึ้นมาจากที่ราบภาคกลาง แล้วก่อตัวเป็นแนวเขตของที่ราบสูงโคราช โดยมียอดเขาที่สำคัญอยู่ 6 ยอดด้วยกัน คือ เขาร่ม (ยอดเขาร่ม มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,351 เมตรเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาใหญ่) และเขาเขียว (1,292 เมตร) บริเวณตอนกลาง เขาแหลม (1,326 เมตร) บริเวณทิศเหนือ เขาสามยอด (1,142 เมตร) กับเขาฟ้าผ่า (1,078 เมตร) บริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานฯ เขากำแพง (875 เมตร) บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ธรณีวิทยา :

 

โครงสร้างทางธรณีวิทยาของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นับว่าเก่าแก่มากแห่งหนึ่งของประเทศ การสร้างตัวทางธรณีวิทยา เป็นหินมาจากวัฏจักรของการทับถมของตะกอน การยกตัวของเปลือกโลก และการกัดเซาะพังทลายของดินและหิน สลับกับการระเบิดของภูเขาไฟในยุคพาลีโอโซอิค (Palaeozoic) หรือประมาณ 300-400 ล้านปีมาแล้ว หินที่เป็นรากฐานพบว่าเป็นหินชุดโคราช ชุดกาญจนบุรี และชุดราชบุรี ซึ่งมีทั่งหินปูน หินทราย หินดินดาน และหินไดโอไรท์ ในยุคพาลีโอโซอิค พื้นที่บริเวณเขาใหญ่ได้รับการทับถมของตะกอนขนาดหนัก ตะกอนเหล่านี้ถูกพัดพามาตามลำน้ำ แล้วไปทับถมตามบริเวณที่ราบชายฝั่งจนมีความสูงถึง 3,000 เมตร ซึ่งเป็นจุดเริ่มแรกของการเกิดชุดกาญจนบุรี และนับว่าเป็นหินชั้นล่างสุดของหินที่ปรากฏในพื้นที่เขาใหญ่ เมื่อพื้นที่รอบๆหยุดการผลิตตะกอน การชะล้างพังทลายในบริเวณนี้ก็เกิดขึ้นแทน ควบคู่ไปกับการยกตัวของเปลือกโลก ทำให้น้ำทะเลซึ่งมีอยู่ในบริเวณนี้ ไหลไปสู่จุดอื่นพร้อมกับการชะล้างพังทลายแบบรุนแรงอีกด้วย ต่อมาภายหลังน้ำทะเลท่วมถึงพื้นที่อีก การพัดพาตะกอนมาทับถมก็ตามมาอีกครั้งหนึ่ง น้ำทะเลบริเวณนี้มีอุณหภูมิคิ่นข้างสูง ระดับน้ำไม่ลึกและคล้ายคลึงกับบริเวณอ่าวไทย ตลอดจนมีทัศนียภาพใกล้เคียงพัทยาในปัจจุบัน หินปูนและหินดินดานเริ่มทับถมอยู่ตอนบนของหินกาญจนบุรี และถูกเรียกชื่อใหม่ว่า เป็นหินชุดราชบุรี ซึ่งสังเกตได้จากการมีซากสิ่งมีชีวิตทางทะเล ผสมอยู่ในเนื้อหินซึ่งมีอายุประมาณ 250 ล้านปี ที่เรียกกันว่า เปอร์เมียน (Permian7 ในพื้นทีบางแห่งพบว่าตะกอนที่ทับถมเป็นหินราชบุรีนี้มีความสูงถึง 2,300 เมตร)

             ต่อมาของเหลวที่สะสมอยู่ใต้เปลือกโลก มีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ ที่ผิวโลก สสารขนาดใหญ่มีความแข็งและผิวหยาบ โผล่ออกมาจากพื้นผิวของชั้นตะกอนตอนบน ทำให้พื้นผิวมีการม้วนตัวบิดเบี้ยวและแตกเป็นร่อง หินดินดานถูกเปลี่ยนไปเป็นหินชนวนและฟิลไลท์ หินทรายเป็นควอทไซต์ และหินปูนชุดราชบุรีกลายเป็นหินอ่อน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า หินอ่อนสระบุรีนั่นเอง

            เมื่อทุกอย่างสงบลง การชะล้างพังทลายก็เข้ามาแทนที่อีกครั้งหนึ่ง โดยที่เปลือกโลกในส่วนที่มีการม้วนตัวถูกทำลายลง ภูมิอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง พื้นที่บนที่ราบสูงกลายเป็นเขตกึ่งแห้งแล้ง มีลักษณะคล้ายเขตแห้งแล้งของโลกปัจจุบัน พบว่ามีหินทรายสีแดง และหินดินดานผสมกับตะกอนยิบซั่ม และเกลืออยู่ทั่วไป สารต่างๆ เหล่านี้พบว่าสลายตัวมาจากชุดหินกาญจนบุรี ดังนั้น หินชุดโคราชซึ่งพบทั่วไปในบริเวณที่ราบสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเกิดจากการทับถมและก่อตัวของสิ่งต่างๆ เหล่านี้จนสูงมากกว่า 4,5000 เมตร และที่ฐานของหินชุดโคราช จะพบว่ามีหินชุดกาญจนบุรีและราชบุรีอยู่ทั่วไป

  

            การทับถมของตะกอนยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดการระเบิดของภูเขาไฟที่เขาใหญ่ ลำธารของหินภูเขาไฟที่เรียกว่า ไรโอไลท์ (Rhyolite flows) ไหลผ่านและซึมลงในเนื้อหินชุดต่างๆ จนเกิดเป็นหินไดโอไลท์ (Diorites) บางแห่งจะพบว่ามีหินชนิดนี้โผล่ขึ้นมาให้เห็น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาการชะล้างพังทลายเริ่มเกิดขึ้นอีก และเป็นอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ตะกอนที่มีขนาดเล็ก ถูกน้ำพัดพาไปทับถมกันในบริเวณที่ราบระหว่างภูเขา ซึ่งการทับถมลักษณะนี้จะพบเห็นได้ทั่วไป ตั้งแต่ที่ราบบริเวณทิศตะวันตก ของที่ราบสูงโคราชไปจนถึงที่ราบภาคกลางของประเทศ อันเป็นแหล่งเกษตรกรรม และการปลูกข้าวที่เป็นหัวใจของประเทศ 

               บริเวณเทือกเขาสลับซับซ้อน ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ลักษณะของดินมีทั้งตื้นและลึกปะปนกันไป ดินที่พบมีทั้งดินทรายและดินเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทรายหรือปนกรวดสลับกัน บริเวณส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าและทุ่งหญ้า ส่วนตามเชิงเขาส่วนใหญ่เป็นดินที่เกิดจากการทับถมกันของวัตถุต้นกำเนิด ซึ่งเรียกว่า Colluvial complex

              บริเวณทิศเหนือของพื้นที่เป็นดินปากช่องและดินมวกเหล็ก ดินปากช่องเกิดจากการทับถมของตะกอน ที่สลายตัวมาจากหินดินดานและหินปูน ดินมีการระบายน้ำดี เก็บความชื้นได้ดี ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ชั้นดินลึกเป็นดินพวก reddish brown lateritic ที่มีส่วนผสมของ clay ที่ละเอียด

              ส่วนดินมวกเหล็ก ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนที่สลายตัวมาจากหินดินดาน หินชนวนและหินปูน เป็นดินพวก loamy skeletal สีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลปนเทา ชั้นดินตื้นมีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ และ ง่ายต่อการชะล้างพังทลาย

            ทางทิศตะวันตกของเขาใหญ่ มีลักษณะคล้ายคลึงกับดินมวกเหล็ก แต่เนื่องจากพื้นที่มีความลาดชันสูง เก็บความชื้นไม่ดีและดินตื้นกว่า ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ทางด้านทิศใต้ส่วนใหญ่ดินเป็นแกลง ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนหลายวัฏจักร ชั้นดินด้านล่างมีส่วนผสมของซากสิ่งมีชีวิตทางทะเล เป็นดินพวก red-yellow podzolic และ reddish brown lateritic soils ที่มีส่วนผสมของดินเหนียวและทรายเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าชั้นดินจะลึกแต่การระบายน้ำไม่ดี ความอุดมสมบูรณ์ของดินปานกลางและง่ายต่อการชะล้างพังทลาย ด้านทิศตะวันออกและตอนกลางของพื้นที่ พบว่ามีดินหลายชุดปะปนกันอยู่ เช่น ดินกบินทร์บุรี ดินเชียงของ ดินเชียงใหม่ ดินจัตุรัส ดินโคราช ดินเขาใหญ่ และดินลำนารายณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวก red-yellow podzolic และ reddish brown lateritic soils ที่มีการทับถมกันมานานของตะกอน ที่สลายตัวมาจากหินทรายเป็นส่วนใหญ่ ดินมีการระบายน้ำปานกลางถึงดี ชั้นดินมีทั้งตื้นและลึกสลับกันไป ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง

 

  

สภาพภูมิอากาศ :

สภาพป่ารกทึบ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทำให้เกิดฝนตกชุกตามฤดูกาล อากาศไม่ร้อนจัดและหนาวจัดจนเกินไป จัดอยู่ในประเภทเย็นสบายตลอดทั้งปี เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยว และประกอบกิจกรรมนันทนาการชนิดต่างๆ อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 23องศาเซลเซียส
ฤดูร้อน แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าวกว่าในที่อื่น แต่ที่เขาสูงบนเขาใหญ่อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อน เล่นน้ำในลำธารและนำอาหารไปรับประทาน ไม้ป่ามีดอกหลากสีบานสะพรั่งบ้างออกผลตามฤดูกาล

ฤดูฝน เป็นช่วงหนึ่งของปีที่สภาพบนเขาใหญ่ชุ่มฉ่ำ ป่าไม้ทุ่งหญ้าเขียวขจีสดสวย น้ำตกทุกแห่งไหลแรงส่งเสียงดังก้องป่าให้ชีวิตชีวาแก่ผู้ไปเยือน แม้การเดินทางจะลำบากกว่าปกติแต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ไม่ลดน้อยลงเลย

ฤดูหนาว ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นฤดูที่นิยมไปเขาใหญ่มากที่สุด ท้องฟ้าสีครามแจ่มใสตัดกับสีเขียวขจีของป่าไม้พยับหมอกที่ลอยเอื่อยไปตามทิวเขา ดวงอาทิตย์กลมโตอยู่เบื้องหน้าไกลโพ้น อากาศหนาวเย็นในเวลากลางคืน แต่รุ่งเช้าของวันใหม่จะพบกับธรรมชาติที่สวยงาม แตกต่างไปจากเมื่อวานอีกแบบหนึ่ง กิจกรรมเล่นแค้มป์ไฟเหมาะสมในฤดูนี้มาก

 

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ :

เป็นหนึ่งในจำนวนพื้นที่เพียงไม่กี่แห่ง ของประเทศที่มีสัตว์ป่าชุกชม เพราะประกอบด้วยถิ่นที่อยู่ และแหล่งอาหารที่เหมาะสมกับสัตว์ป่าเกือบทุกชนิด การสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายประเภท ได้แก่ สัตว์กินเนื้อ 16 ชนิด ช้าง 1 ชนิด สัตว์กีบ 7 ชนิด สัตว์กินแมลง 3 ชนิด สัตว์จำพวกลิง 5 ชนิด กระต่าย 1 ชนิด สัตว์จำพวกใช้ฟันแทะ 6 ชนิด และพวกค้างคาวไม่น้อยกว่า 25 ชนิด ส่วนสัตว์จำพวกนกมีไม่น้อยกว่า 293 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำประมาณ 70 ชนิด

            แต่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าเป็นทุ่งหญ้า โดยเฉพาะบริเวณที่ทำการของอุทยานฯ ทำให้สัตว์กินพืชจำพวกกวางป่ากับเก้ง มีประชากรหนาแน่นขึ้น ประกอบกับปริมาณสัตว์ผู้ล่า โดยเฉพาะเสือโคร่งและเสือดาว ที่ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง ทำให้สัตว์ที่เคยเป็นเหยื่อ มีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้น

           นอกจากนั้นยังพบว่า สัตว์ป่าหลายชนิดในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้สูญเสียสัญชาติญาณป่า จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสัตว์ป่าอีกต่อไป เช่น ฝูงลิงกังออกมาจับกลุ่มตามถนน เพื่อดักรอรถยนต์ของนักท่องเที่ยว เมื่อรถผ่านมาก็จะเดินเข้าหาทันที และทำตาละห้อยอย่างน่าสงสาร เพียงเพื่อขอเศษขนมและอาหาร

           ความเปลี่ยนแปลงกับสภาพทั่วไป บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เหล่านี้ นับเป็นปัญหาอีกด้านหนึ่ง ที่เกิดขึ้นมาควบคู่ไปกับปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ที่มีมาเนิ่นนาน ในขณะที่หลายๆ คนอาจชื่นชอบกับความเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะทำให้สามารถพบเห็นสัตว์ได้ง่าย และยังเอ็นดูในท่วงท่าขอเศษอาหาร จากนักท่องเที่ยวของพวกมัน แต่อีกหลายคนที่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยความเป็นห่วงว่า สัญชาติญาณดิบของป่ากำลังจะเลือนหายไป

 

                 รายละเอียด และ อัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

การเดินทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

และ การส่องสัตว์ ณ. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

 

ค่าธรรมเนียมบุคคล ผ่านด่านขึ้นเขาใหญ่

คนไทย

ผู้ใหญ่                                        ท่านละ               40                     บาท

เด็ก นักเรียน        นักศึกษา            ท่านละ               20                     บาท

ชาวต่างชาติ

ผู้ใหญ่                                        ท่านละ               400                   บาท

เด็ก                                           ท่านละ               200                   บาท

( ยกเว้นเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ )

ค่าธรรมเนียมรถยนต์ ( เปิดให้ขึ้นตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น.)

รถเล็ก รถเก๋ง รถตู้ ฯลฯ                              คันละ                 50                     บาท

รถโค้ช รถบัส รถสองแถว                           คันละ                 200                   บาท

ค่ารถ รับ-ส่ง เพื่อไปเปลี่ยนรถเป็นรถส่องสัตว์

รถสองแถว          นั่งได้   25   ท่าน คันละ                 1,500                บาท

   ส่องสัตว์ ณ. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

รอบ เวลา มี 2 รอบ  ใช้เวลาในการส่องสัตว์ 1 ชั่วโมง

เวลา      19.00    น.         ต้องเดินทางถึงด่านทางขึ้น     เวลา 18.30  น.

เวลา      20.00    น.         ต้องเดินทางถึงด่านทางขึ้น     เวลา 19.30  น.

ค่ารถส่องสัตว์ (คนละคันกับรถรับ-ส่ง )

รถส่องสัตว์          นั่งได้   10   ท่าน คันละ                 500                   บาท

                        หรือ        คิดต่อท่านๆละ                50                     บาท

ค่าธรรมเนียมที่พัก ค่ายเยาวชน 20 บาท/คน/คืน (ไม่มีเครื่องนอนให้)

ค่าธรรมเนียมกางเต็นท์ 30 บาท/คน/คืน (เต็นท์ส่วนตัว)

ค่าเช่าเต็นท์ 80, 120, 150 บาท/คืน (เต็นท์ขนาด 2, 4 และ 6 คน)

ค่าเช่าจักรยานเสือภูเขา วันละ 250 บาท/ชั่วโมงละ 40 บาท

ติดต่อสอบถาม     อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่     โทร.081-8773127

 

สิ่งอำนวยความสะดวก :

สาธารณูปโภค มีถนนระบบสองทางเชื่อมโยงจากการบริการ ไปยังจุดท่องเที่ยวและนันทนาการต่างๆ อย่างทั่วถึง ความยาวรวมกันกว่า 86 กิโลเมตร มีไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง

               นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกยังรวมไปถึงร้านอาหาร ภัตตาคาร สถานที่บริการน้ำมันเชื้อเพลิง โทรทัศน์ หน่วยกู้ภัย และพยาบาลสนาม ร้านขายของที่ระลึก และลานแค้มป์ไฟ ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่ คอยให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกตลอดเวลา

ห้องน้ำ-ห้องสุขาชาย    มีห้องสุขาชายไว้บริการ

ห้องน้ำ-ห้องสุขาหญิง   มีห้องสุขาหญิงไว้บริการ

บริการอาหาร    มีบริการร้านอาหาร เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00 - 18.00 น. ในวันจันทร์ - ศกุร์ และเวลา 07.00 - 21.00 น. ในวันเสาร์ - อาทิตย์ มีจำนวน 5 แห่ง คือ
- บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
- บริเวณจุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้
- บริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคลอง
- บริเวณน้ำตกเหวสุวัต
- บริเวณน้ำตกเหวนรก

ร้านขายเครื่องดื่ม    มีร้านขายเครื่องดื่ม / กาแฟ ไว้บริการนักท่องเที่ยว

ร้านขายของที่ระลึก    มีร้านขายของที่ระลึก

สถานที่พักต่างๆ :
ลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้
รับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 800 คน เป็นบริเวณที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสงบเงียบ ใกล้กับลำธาร และน้ำตกผากล้วยไม้ มีร้านอาหารให้บริการ  2 ร้าน มีห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ และบริเวณล้างอุปกรณ์ การทำอาหารค่อนข้างสะดวกพอสมควร ไฟฟ้าจะปิดเวลา 4 ทุ่ม ลานกางเต็นท์จะมีอยู่สองลาน จุเต็นท์ได้นับร้อยหลังบนสนามหญ้าซึ่งตัดเตียนเรียบร้อย บริเวณและห้องน้ำสะอาด มีลานจอดรถยนต์ค่อนข้างสะดวก ในวันหยุดสุดสัปดาห์ มักจะมีนักท่องเที่ยวมาตั้งแค้มป์เป็นครอบครัวกันค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มักจะมาประกอบอาหารกันเอง ซึ่งหากต้องการเสบียงเพิ่มเติม ก็มีร้านค้าบริการ ทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้ก่อกองไฟ อุปกรณ์หุงต้มจะต้องเตรียมมาเอง และไม่อนุญาต ให้นำเครื่องดนตรีใดๆ มาเล่นหรือนำเครื่องเสียงมาเปิดในบริเวณกางเต็นท์ บริเวณลานกางเต็นท์ที่ผากล้วยไม้ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แต่ค่อนข้างหนาวในหน้าฝนและหน้าหนาว ไม่ค่อยมียุง แต่มีริ้นในช่วงหัวค่ำ ส่วนเรื่องความปลอดภัย จะมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ดูแลประจำอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะมาพักแรมบริเวณนี้ ควรตระเตรียมเครื่องนอนหรืออุปกรณ์ พักแรมมาเอง อย่างไรก็ดีอาจหาเช่าอุปกรณ์ได้ที ที่ทำการ หน่วยพิทักษ์ป่าผากล้วยไม้ แต่อุปกรณ์อาจจะไม่สมบูรณ์นัก การพักแรมที่ลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้ จะต้องแจ้งความประสงค์ และเสียค่าธรรมเนียมกางเต็นท์คนละ 20 บาท (เสียค่าธรรมเนียมก่อน 6 โมงเย็น) การสำรองพื้นที่กางเต็นท์ หรือเต็นท์สามารถจองด้วยตนเองผ่านทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ของกรม

สถานที่กางเต็นท์ลำตะคอง
รับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 600 คน มีบริการเช่าเต็นท์และอื่นๆ หรือนักท่องเที่ยวจัดเตรียมมาเอง การสำรองพื้นที่กางเต็นท์ หรือเต็นท์สามารถจองด้วยตนเองผ่านทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ของกรม

ลานกางเต็นท์บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง)

มีสถานที่กางเต็นท์และเต็นท์ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

ค่ายพักแรม
ค่ายเยาวชน    มีค่ายเยาวชนให้บริการ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (โซนที่ 1) จำนวน 2 หลัง รองรับเยาวชนได้ 85 คน ค่ายทั้ง 2 หลังนี้ ไม่มีเครื่องนอน ผู้ใช้บริการต้องนำเครื่องนอนมาเอง

ค่ายเยาวชน    มีค่ายเยาวชนให้บริการ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ โซนค่ายสุรัสวดี (โซนที่ 3) จำนวน 3 หลัง รองรับเยาวชนได้ 216 คน และค่ายพักสำหรับผู้ดูแลเยาวชน จำนวน 2 หลังๆ ละ 10 ห้องๆ พักได้ห้องละ 2 คน รวมผู้ดูและพักได้ 40 คน

ที่พักแรม/บ้านพัก

ที่พักแรม/บ้านพัก    มีบ้านพักให้บริการนักท่องเที่ยว บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (โซนที่ 1) มีบ้านพักให้บริการ จำนวน 9 หลัง

ที่พักแรม/บ้านพัก    มีบ้านพักให้บริการนักท่องเที่ยว บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ โซนธนะรัตน์ (โซนที่ 4) อยู่บนเนินเขา มีบ้านพักให้บริการ 7 หลัง แยกให้บริการสำรองที่พักเป็นหลัง จำนวน 4 หลัง และสำรองที่พักเป็นห้อง จำนวน 3 หลัง

ที่พักแรม/บ้านพัก    มีบ้านพักให้บริการนักท่องเที่ยว บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ โซนทิวทัศน์ (โซนที่ 2) อยู่บนเนินเขา มีบ้านพักให้บริการ 6 หลัง

 

   การเดินทาง :

จากกรุงเทพฯ ไปอุทยานฯ สามารถเดินทางได้หลายเส้นทาง ได้แก่

1.ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน ผ่านรังสิตไปจนถึงจังหวัดสระบุรี แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ไปอำเภอมวกเหล็ก ประมาณ 35 กม. และเลี้ยวขวาอีกครั้งให้ ตรงไปก่อนถึงที่จะถึงอำเภอปากช่อง ประมาณกม.ที่ 170 แล้วเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 2029 ถนนธนรัตน์ ระยะทางประมาณ 250 กม.

2.ใช้เส้นทางถนนพหลโยธินผ่านรังสิต อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ประมาณ กม.ที่ 96 เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 35ถนนสุวรรณศร ที่หินกอง ผ่านตัวอำเภอเมืองจนถึง สี่แยกเนินหอม หรือวงเวียนนเรศวร ก่อนที่จะเข้าตัวเมืองปราจีนบุรี กม.ที่ 155 แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่มาประมาณ 50 กม. เส้นทางหมายเลข 3077 ระยะทางประมาณ 210 กม.

3.ใช้เส้นทางถนนพหลโยธินไปจนถึงรังสิต แล้วให้กลับรถโดยใช้สะพานวงแหวน เข้าสู่ตัวเมือง นครนายก เส้นทางหมายเลข 33ถนนสุวรรณศร ไปจนถึงสี่แยกเนินหอม หรือวงเวียนนเรศวร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่ เส้นทางหมายเลข 3077 ไปประมาณ 50 กม. ระยะทางประมาณ 160 กม.

             สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการรถประจำทางสายกรุงเทพฯ-ปราจีน โดยออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ถนนกำแพงเพชร 2 ไปลงที่สี่แยกนเรศวร แล้วจะต้องเหมารถรับจ้างขึ้นไปยังอุทยานฯ ประมาณ 40 กม. หรืออาจจะไปลงที่ บขส. จังหวัดปราจีนบุรีแล้วให้เหมารถรับจ้างไปยังอุทยานฯ

ข้อควรปฏิบัติในการเที่ยวอุทยานฯ :

1. ไม่ทำการยึดถือ ครอบครอง แผ้วถางป่า นำออกไปซึ่งแร่, ดิน, หิน, พรรณไม้ และสัตว์ป่า ตลอดจนของป่าทุกชนิด

2. ไม่ล่าสัตว์และไม่นำสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

3. ไม่ทำเสียงดังจนเป็นที่รบกวนแก่นักท่องเที่ยวและสัตว์

4. ต้องช่วยระมัดระวังมิให้เกิดไฟไหม้ป่า หากมีความจำเป็นต้องก่อไฟ เมื่อเสร็จแล้วกรุณาช่วยดับให้เรียบร้อย หากมีข้อสงสัย โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่
หมายเหตุ ด่านตรวจทั้งสองด้านของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะเปิดเวลา 6.00 น. และจะปิดเวลา 21.00 น.

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบจองที่พักและบริการอุทยานแห่งชาติผ่านระบบออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จองที่พักและบริการอุทยานแห่งชาติ คลิกที่นี่

(จองบ้านพัก-บริการ) (Online-Reservation)

 

-

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ :

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ตู้ ปณ. 9 อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา 30130

โทรศัพท์ : 086-0926529, 037-356033   โทรสาร : 037-356037

E-mail :  khaoyai_np@hotmail.com  

 

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท์ : 02-5610777, 02-5796666
อีเมลล์ webmaster@dnp.go.th

-

แผนที่อุทยานแห่งชาติ

   

 

 

 

สถานที่ที่น่าสนใจ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร ที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญนั่นก็คือ น้ำตกที่สวยงาม มีน้ำตกน้อยใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่ง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งสำรวจพบและทำเส้นทางเดินเท้าไปถึงแล้วประมาณ 30 แห่ง ที่มีความสวยงามแตกต่างกันไป ตามสภาพของธรรมชาติของภูมิประเทศเป็นที่รู้จักกันดี เช่น

น้ำตกนางรอง (Nang Rong Waterfall)

อยู่ถัดจากทางแยกเข้าน้ำตกสาริกาไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3049 จนถึงทางเข้าน้ำตก แล้วเดินเลียบห้วยนางรองไปอีก 250 เมตร จะมีสะพานข้ามห้วยไปถึงน้ำตก ซึ่งไหลลดหลั่นลงมาตามโขดหินเป็นทางยาวประมาณ 100 เมตร น้ำตกนางรองแต่ละชั้นไม่สูงมากนัก แต่กระแสน้ำไหลแรง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครนายก มีชื่อเสียงมาช้านานก่อนจัดตั้งอุทยานฯ

น้ำตกสาริกา (Sarika Waterfall)

             ตั้งอยู่ที่ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สายน้ำไหลตกจากหน้าผาเป็นทอดๆ ถึง 9 ชั้น ผาที่สูงที่สุดประมาณ 100 เมตร แต่ละชั้นมีอ่างรับน้ำขนาดย่อม เหมาะแก่การลงเล่นน้ำ บริเวณน้ำตกชั้นล่างมีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้ และมีทางเดินต่อไปตามธารน้ำที่ไหลตกลงมาเป็นชั้นๆ จนไปถึงแอ่งน้ำกว้างและโขดหินก้อนใหญ่ มองขึ้นไปจะเห็นน้ำตกสาริกาชั้นสูงที่สุด น้ำตกสาริกามีน้ำไหลเกือบตลอดปี และในฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำมาก น้ำตกสาริกาอยู่ห่างจากตัวเมืองนครนายกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 3049 เป็นระยะทาง 12 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3050 อีก 3 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอดสาย จากตัวเมืองนครนายกมีรถโดยสารสายนครนายก - สาริกา วิ่งวันละหลายเที่ยว หากขับรถมาเองจะมีป้ายบอกตลอดทาง

น้ำตกกองแก้ว (Kong Kaew Waterfall)

   น้ำตกเตี้ยๆ ที่เกิดจากห้วยลำตะคอง ในฤดูฝนจะดูสวยงามมากเหมาะสำหรับการเล่นน้ำ ใกล้บริเวณน้ำตกจะมีสะพานแขวนลำห้วยถึง 2 สะพาน ห้วยลำตะคองเป็นแนวแบ่งเขต 2 จังหวัด คือ จังหวัดนครนายก และ จังหวัดนครราชสีมา น้ำตกแห่งนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 100 เมตร

น้ำตกผากล้วยไม้ (Phakluy Mai Waterfall)

    เป็นน้ำตกขนาดกลาง ที่อยู่ในห้วยลำตะคองเช่นเดียวกัน อยู่ระหว่างทางไปน้ำตกเหวสุวัต ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 7 กิโลเมตร สามารถเข้าถึงได้โดยทางรถยนต์และทางเดินเท้า ทางเดินเริ่มจากจุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้ไปประมาณ 1.2 กิโลเมตร โดยเดินเลียบไปตามห้วยลำตะคองที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ใหญ่ร่มครึ้ม มีโอกาสพบนกหลายชนิด เช่น นกกางเขนน้ำหลังเทา นกกะรางคอดำ นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ ฯลฯ น้ำตกผากล้วยไม้มีลักษณะเป็นหน้าผาลดหลั่นกันลงมา สูงประมาณ 10 เมตร ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำกว้างมาก เหมาะสำหรับเล่นน้ำ ตามหน้าผาและคบไม้บริเวณน้ำตกพบกล้วยไม้นานาชนิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก กล้วยไม้ที่โดดเด่นที่สุด คือ หวายแดง ที่จะออกดอกสีแดงเป็นช่อยาวในช่วงหน้าร้อน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของน้ำตกแห่งนี้

น้ำตกเหวสุวัต (Haew Suwat Waterfall)

 

 

 

เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมาก เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วๆ ไป น้ำตกเหวสุวัตนี้อยู่สุดถนนธนะรัชต์ หรือจะเดินเท้าต่อจากน้ำตกผากล้วยไม้ไปก็ได้ ประมาณ 3 กิโลเมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นสายน้ำตกลงมาจากหน้าผาสูง ประมาณ 20 เมตรเศษ บริเวณด้านล่างของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำและลำธาร เหมาะที่จะลงเล่นน้ำ แต่สำหรับฤดูฝนน้ำจะมากและไหลแรง ค่อนข้างเย็นจัด

น้ำตกเหวนรก (Haew Narok Waterfall)

  

  

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุด อยู่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีทั้งหมด 3 ชั้น ทางเดินเท้าระยะทาง 1 กิโลเมตรถึงน้ำตกชั้นแรก น้ำตกชั้นแรกสูงประมาณ 60 เมตร เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้จะพุ่งไหลลงสู่หน้าผาชั้นที่ 2 และ 3 ที่อยู่ถัดลงไปใกล้ๆ กันในลักษณะการไหลตก 90 องศา รวมความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เมตร เป็นสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่าง ในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงมากจนดูน่ากลัว การเดินทาง จากตัวเมืองเดินทางไปทางทิศตะวันออก ตามถนนสุวรรณศร ถึงสี่แยกเนินหอม หรือวงเวียนนเรศวร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง 3077 ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาใหญ่ไป จนถึงกม.ที่ 24

น้ำตกไม้ปล้อง (Mai Plong Waterfall)

เป็นน้ำตกที่พบมานาน และได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ มีทั้งหมด 5 ชั้น ลดหลั่นกันลงมา ชั้นสูงสุดไม่เกิน 12 เมตร มีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำตกเหวนรก หรือน้ำตกเหวสุวัต จะพบความงามตลอดเส้นทางเดินเท้า ประกอบด้วยโขดหินเล็กใหญ่และลำธารที่สวยงาม การเดินทางไปยังน้ำตกแห่งนี้เริ่มต้นที่วังตะไคร้ โดยการเดินเท้าตามเส้นทางเดินเท้าระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร ผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่หน่วย ขญ.13 ( นางรอง ) มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ด้วย

น้ำตกวังเหว (Wang Heaw Waterfall)

   เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีความกว้างประมาณ 40-60 เมตร ในฤดูฝนมีน้ำมากและไหลแรง อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ ขญ.9 ( ใสใหญ่ ) ประมาณ 17 กิโลเมตร อยู่ใจกลางป่าทางด้านทิศตะวันออก ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การเดินทางจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่รักการผจญภัย ไปพักค้างแรมในป่าเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเวลาการเดินทางจะพบกับพันธุ์ไม้นานาชนิด และแก่งหินที่สวยงามตามธรรมชาติ นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง

น้ำตกตะคร้อ น้ำตกสลัดได น้ำตกส้มป่อย

(Tacrga Waterfall, Sladad Waterfall, Som Poi Waterfall)

     เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่สวยงาม อยู่ใกล้กับหน่วยพิทักษ์ ขญ.10 ( ประจันตคาม ) เหมาะสำหรับพักผ่อนเล่นน้ำ ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวในท้องถิ่น และใกล้เคียงไปเที่ยวชมและเล่นน้ำตกนี้ โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีนักท่องเที่ยวจากถิ่นอื่นไปเที่ยวชมมากเช่นกัน

น้ำตกแก่งกฤษณา น้ำตกเหวจั๊กจั่น น้ำตกเหวอีอ่ำ

(Kaeng Krisana Waterfall, Heaw Cicada Waterfall, Heaw E.Am Waterfall)

เป็นน้ำตกขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่มีความงดงามไม่แพ้แห่งอื่นๆโดยเฉพาะน้ำตกเหวอีอ่ำ มีความสูงประมาณ 25 เมตร เหมาะสำหรับการพักแรมในป่า และชมทิวทัศน์ธรรมชาติรอบกาย อย่างเพลิดเพลินใจ

น้ำตกผาไทรคู่ น้ำตกผากระชาย น้ำตกผาด่านช้าง และ น้ำตกผามะนาวยักษ์

(Pha Sai Koo Waterfall, Pha Krachai Waterfall, Pha Dan Chang Waterfall, Pha Giant Lemon Waterfall)

         เป็นน้ำตกขนาดกลางที่เกิดจากห้วยโกรกเด้ บริเวณเขาแหลม อยู่ทางด้านทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีความสูงประมาณ 15 เมตร ไหลลาดไปตามพื้นหินที่สูงชัน เหมาะสำหรับผู้ชอบผจญภัยค้างแรมในป่า อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ฯ ขญ.3 (ตะเคียนงาม) ประมาณ 5 กิโลเมตร น้ำตกทั้ง 4 แห่งนี้เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง

น้ำตกแก่งหินเพิง (Kang Hin Phoeng Waterfall)

 

 

เป็นแก่งหินที่มีความยาวและใหญ่ สายน้ำลดหลั่นกันคล้ายขั้นบันได อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ฯ ขญ.2 ( ผากระดาษ ) ประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทางด้าน การล่องเรือยาง ในแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปล่องเรือกันเป็นจำนวนมาก

น้ำตกเหวไทร (Heaw Sai Waterfall)

      น้ำตกที่เกิดจากห้วยลำตะคองอยู่ทางใต้ ถัดไปจากน้ำตกเหวสุวัต ห่างจากน้ำตกเหวสุวัต ประมาณ 700 เมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นหน้าผากว้างเต็มลำห้วย สูงประมาณ 5 เมตร ในฤดูฝนน้ำตกนี้จะไหลแรงเต็มหน้าผา สวยงามน่าชมมาก การเดินทางไปน้ำตกเหวไทรไปได้ 2 เส้นทาง คือ เดินเท้าต่อไปจากน้ำตกเหวสุวัต ระยะทางประมาณ 700 กม. หรือ เดินเท้าจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไปตามเส้นทางเดินเท้าสายกองแก้ว - เหวสุวัตก็ได้ ระยะทางประมาณ 8.3 กิโลเมตร ตามสองข้างทางเดินที่ผ่านไป จะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สมุนไพร และเห็ดป่า เป็นต้น

น้ำตกเหวประทุน (Heaw Pratoon Waterfall)

    เป็นน้ำตกที่อยู่ในห้วยลำตะคองอีกแห่งเหมือนกัน อยู่ถัดจากน้ำตกเหวไทร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ สามารถเดินทางจากน้ำตกเหวสุวัตไปก็ได้ หรือจะเดินจาก บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไปก็ได้ เดินตามเส้นทางเดินเท้าสายกองแก้ว - เหวสุวัต ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นหน้าผากว้างและสูงสวยงามมาก

น้ำตกตาดมะนาว (Tat Lemon Waterfall)

เป็นน้ำตกขนาดเล็กๆ ที่สวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เดินไปตามเส้นทางเดินเท้าออกจากด้านหลังโภชนาการ ททท. เขาใหญ่ประมาณ 5-6 กิโลเมตร จะผ่านป่าดงดิบชื้น ที่มีพันธุ์ไม้เล็กใหญ่ และไม้สมุนไพรที่น่าสนใจศึกษา

น้ำตกตาดตาภู่ (Tat Ta Phu Waterfall)

น้ำตกนี้อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เกิดจากห้วยระย้า เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นโขดหิน และลาดหินที่มีน้ำไหลหลั่นเป็นทอดลาดเอียงไปข้างล่างประมาณ 100 เมตร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบพักแรมค้างในป่า ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใกล้ๆ น้ำตกจะมีทุ่งหญ้าสลับกับป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่านานาชนิด ที่เห็นประจำ ได้แก่ เก้ง กวาง ช้างป่า กระทิง นกนานาชนิด เป็นต้น

น้ำตกตาดตาคง (Tat Ta Kong Waterfall)

เป็นน้ำตกที่งดงามและสูงอีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ถัดไปจากน้ำตกตาดตาภู่ประมาณ 4 กิโลเมตรเศษ การเดินทางจะเริ่มต้นที่ด้านหลังโภชนาการ ททท. เขาใหญ่ก็ได้ ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร หรือจะเริ่มที่ กม. 5.5 ถนนเขาใหญ่ - ปราจีนบุรีก็ได้ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร

กลุ่มน้ำตกผาตะแบก (Pha Tabak Waterfall Group)

น้ำตกกลุ่มนี้เป็นน้ำตกขนาดไม่เล็กมากนักเกิดบนห้วยน้ำซับ ลักษณะของน้ำตกเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงไป 5 ชั้น จากปากทางเข้าบนถนนสายเขาใหญ่ - ปราจีนบุรี ช่วงระหว่าง กม. 6.5-7 จะมีทางเดินเท้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จัดทำเอาไว้เดินเข้าไปเพียง 500 เมตร ก็จะถึงน้ำตกแห่งแรก คือ น้ำตกผากระจาย และเดินต่อไปอีกจะถึง น้ำตกผาหินขวาง น้ำตกผารากไทร น้ำตกผาชมพู และน้ำตกผาตะแบก รวมระยะทางในการเดินเท้าทั้งสิ้นประมาณ 3 กิโลเมตร

น้ำตกธารทิพย์ (Tran Thip Waterfall)

     เป็นน้ำตกเล็กๆ ไหลมาตามลานหินกว้างเป็นทางยาว จากนั้นสายน้ำจะไหลผ่านช่องเขาแคบที่ขนาบข้างก่อนตกลงเป็นน้ำตกสูง 5 เมตร จากน้ำตกธารทิพย์มีทางเดินป่าไปอีก 4 กิโลเมตร ถึงน้ำตกเหวอีอ่ำ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง มีความสูงประมาณ 25 เมตร ผู้สนใจติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ. 10 (ประจันตคาม)

จุดชมทิวทัศน์ :-

จุดชมทิวทัศน์ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่เด่นๆ มีด้วยกัน 3 จุด ดังนี้

จุดชมทิวทัศน์ กิโลเมตรที่ 30

 

   

 

ถนนธนะรัชต์ (จากปากช่อง) สามารถชมทิวทัศน์ด้านทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้เป็นบริเวณกว้างและสวยงาม

จุดชมทิวทัศน์เขาเขียว (ผาเดียวดาย)

 

 

นับเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม น่าชม เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมาก มีลักษณะคล้ายผานกเค้าที่ภูกระดึงจะมองเห็นภูเขาร่มกวางอยู่เป็นแนวยาวและทิวทัศน์ที่สวยงามด้านจังหวัดปราจีนบุรี ตอนเช้าตรู่จะเห็น พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเป็นดวงกลมสีแดง เหนือสันเขาที่สวยงาม เส้นทางถึงยอดเขาเขียวมีระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร บริเวณช่วงกิโลเมตรที่ 9 มีเส้นทางลงสู่จุดชมทิวทัศน์ผาเดียวดาย ผ่านป่าดิบเขาที่ชุ่มชื้นและอากาศเย็นตลอดปี ตามต้นไม้และโขดหินมีมอสและตะไคร่ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป บริเวณนี้จะพบนกบนที่สูงหลายชนิด เช่น นกปรอดดำ นกเปล้าหางพลั่ว นกแซงแซวหางบ่วงเล็ก เป็นต้น

จุดชมทิวทัศน์ กม.9

อยู่ช่วงกิโลเมตรที่ 9 ถนนขึ้นเขาเขียว สามารถมองเห็นทิวทัศน์ ป่าไม้และภูเขาสูงด้านทิศเหนือตลอดแนวได้เป็นอย่างดี

 

หอดูสัตว์ :

 

                                

หอดูสัตว์ เป็นสถานที่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการซุ่มดูสัตว์ป่า นักท่องเที่ยวสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่เวลา 16.00-18.00 น. จำนวน 2 โซนได้แก่

1. โซนที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

-  หอดูสัตว์หนองผักชี

อยู่บริเวณหนองผักชี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำของสัตว์ป่า รอบๆ หนองน้ำเป็นทุ่งหญ้าคากว้างใหญ่ มีโป่งสัตว์ปากทางเข้าอยู่บริเวณ กม. 35-36 ถนนธนะรัชต์ เดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

- หอดูสัตว์มอสิงโต 

อยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำมอสิงโต รอบๆ มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าโล่งที่เหมาะสำหรับซุ่มดูสัตว์ป่าที่มากินดิน โป่งซึ่งเป็นดินที่มีแร่ธาตุสำคัญของสัตว์กินพืช อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 500 เมตร

2. โซนหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง)

- หอดูสัตว์เขากำแพง 

อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในทุ่งหญ้าติดชายป่าเชิงเขากำแพง มีทิวทัศน์สวยงามมาก ในเวลาเย็นจะมีฝูงกระทิงออกหากินบริเวณใกล้ๆ สามารถชมจากหอดูสัตว์นี้ได้ชัดเจน

 

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว(อาคารสุวรรณกร) :

 

 

 

 

เป็นแหล่งข้อมูลของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ ภายในมีการจัดนิทรรศการ บรรยายให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว มีขนาดใหญ่พอที่จะรับนักท่องเที่ยวได้ครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 150 คน บริเวณนี้มีห้องประชุมซึ่งสามารถบรรจุคนได้ถึง 100 คน ใช้สำหรับเป็นที่ประชุมบรรยาย ฉายสไลด์และภาพยนตร์

 

 

ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ :

สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2505 ตั้งอยู่ที่ กม.24 ถนนธนะรัชต์ เส้นทางขึ้นเขาใหญ่ ด้านอำเภอปากช่อง นักท่องเที่ยวที่ผ่านเข้าอุทยานฯและประชาชนทั่วไป มักแวะไปกราบไหว้ขอโชคลาภและขอพรอยู่เสมอ

เดินป่าศึกษาธรรมชาติ :

ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเส้นทางเดินป่าระยะสั้น และเส้นทางเดินป่าประเภทท่องไพร สามารถสอบถามรายละเอียดการเดินป่า และติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แบ่งเป็น

1.เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ( Nature trail )   

เส้นทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยว -น้ำตกกองแก้ว ระยะทางประมาณ 1,200 เมตร เส้นทางนี้จะปูด้วยตัวหนอน มีป้ายสื่อความหมายตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินเองได้

2.เส้นทางเดินป่าประเภทไม่พักแรม( Niking trail )  มีอยู่ 13 เส้นทาง จัดทำอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีระยะทางตั้งแต่ 1-8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 1-5 ชั่วโมง การเดินป่าศึกษาธรรมชาติในเส้นทางเดินป่าประเภทไม่พักแรมนี้ ต้องติดต่อขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ก่อนเข้าไป ดังนี้

- เส้นทางดงติ้ว-มอสิงโต ระยะทาง 2 กิโลเมตร ผ่านป่าดงดิบเลียบริมห้วย มีไม้ใหญ่ที่เป็นจุดเด่น คือ ต้นสมพงขนาดยักษ์ มีพูพอนสูงท่วมหัวคน
- เส้นทางสายดงติ้ว-หนองผักชี ระยะทาง 4 กิโลเมตร ทางช่วงแรกใช้ทางเดียวกับเส้นมอสิงโต จากนั้นจะผ่านป่าดงดิบที่มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ จนไปถึงหอดูสัตว์หนองผักชี
- เส้นผากล้วยไม้-เหวสุวัต ระยะทาง 3 กิโลเมตร ทางเลียบริมห้วย ริมทางมีเห็ดมากมายหลายชนิด อาจได้พบสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ริมน้ำ เช่น ตะกอง นาก
- เส้นทาง กม.33-หนองผักชี ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ทางผ่านป่าดงดิบที่มีต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ เช่น ไทร หว้า กะเพราต้น เถาวัลย์มากมายหลายชนิด

        นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินป่าที่น่าสนใจ คือ เส้นทางวังจำปี-หนองผักชี และเส้นทางกองแก้ว-เหวสุวัต

3. เส้นทางเดินป่าแบบท่องไพร( Trekking trail )  เส้นทางเดินป่าระยะไกล เป็นเส้นทางที่ต้อง มีการพักแรมในป่า โดยมากเป็นเส้นทางที่อยู่รอบอุทยานฯ ใช้เวลาค้างคืนตั้งแต่ 1-3 คืน สามารถติดต่อเดินป่าได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ใกล้เคียงและที่ทำการอุทยานฯ เช่น 

 

- เส้นทางเขาสมอปูน ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนที่สูง 805 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนสันเขาเป็นที่ราบสลับกับป่าโปร่ง ช่วงปลายฝนต้นหนาว ราวเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ดอกไม้ป่า เช่น หงอนไก่ กระดุมเงิน หญ้าข้าวก่ำ จะพร้อมใจกันบานอวดดอกสวยสะพรั่ง เริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.12 (เนินหอม) เดินไต่ระดับความสูงแล้วลัดเลาไปตามหน้าผา ผ่านลานสุริยัน ทุ่งพรหมจรรย์ น้ำตกหินดาด น้ำตกบังเอิญ น้ำตกเหวอีอ่ำ และสิ้นสุดที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.10 (ประจันตคาม) ใช้เวลาเดินทาง 4 วัน 3 คืน เส้นทางเขาสมอปูน มีกำหนดปิดการท่องเที่ยวประจำปีระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน ของทุกปี
- เส้นทางคลองปลากั้ง-น้ำตกวังเหว-รอยเท้าไดโนเสาร์-แก่งหินเพิง เริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) ไต่ระดับความสูงขึ้นสันกำแพง จะพบพื้นที่ราบบนหลังแปที่มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่แซมด้วยดอกไม้ป่า กล้วยไม้ป่า ต่อจากนี้ก็จะพบน้ำตกวังเหว ไปตามลำธารประมาณ 2 กิโลเมตร จะพบรอยเท้าไดโนเสาร์พันธุ์กินเนื้อที่ชัดเจนบนโขดหินริมธาร ผ่านป่าดงดิบลัดเลาไปตามสันเขาไปข้ามลำน้ำที่แก่งกลีบสมุทร วันสุดท้ายออกจากป่าดงดิบถึงแก่งหินเพิง ซึ่งสามารถล่องแก่งในระยะ 3 กิโลเมตร มาขึ้นฝั่งที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ. 9 (ใสใหญ่) ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน
- เส้นทางคลองสะท้อน-แก่งยาว ระยะทาง 15 กิโลเมตร สามารถใช้เวลาแบบเดินทางแบบเช้าไป-เย็นกลับ หรือพักแรม 1 คืนก็ได้
- เส้นทางโป่งตาลอง-น้ำตกผาด่านช้าง-น้ำตกผามะนาวยักษ์-น้ำตกไทรคู่-น้ำตกผากระชาย ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน
- เส้นทางกลุ่มน้ำตกในตำบลบุฝ้าย อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน

            นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินป่าระยะไกลที่น่าสนใจ คือ เส้นทางน้ำตกนางรอง-ศูนย์ฝึกอบรมการป่าไม้เขาใหญ่ เส้นทางบ้านคลองเดื่อ-เขาแหลม-เหวสุวัต และเส้นทางซับใต้-เหวกระถิน-เขาสามยอด

เส้นทางดูนก      อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งที่พบนกมากกว่า 340 ชนิด ทั้งนกอพยพและนกประจำถิ่น เขาใหญ่เป็นแหล่งดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เส้นทางดูนกจะอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่-ค่ายพักกองแก้ว ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่-มอสิงโต สองข้างทางถนน บริเวณสนามกอล์ฟ (เดิม) ผากล้วยไม้-เหวสุวัต ด่านช้าง-บึงไผ่ และเขาเขียว

ท่องเที่ยวแนวผจญภัย :

แก่งหินเพิง   

 

เป็นแก่งหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำใสใหญ่ในเขต อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี แก่งหินเพิงจะสวยงามมากที่สุดในยามน้ำหลาก ราวเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ฤดูฝนจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวแก่งหินเพิง มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นน้ำตามแก่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก สำหรับผู้ชื่นชอบความตื่นเต้นเร้าใจ ยังนิยมนำการล่องแก่งแพยางจากแก่งหินเพิงลงมายังหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขญ.9 อีกด้วย 

 

          การเดินทางไปแก่งหินเพิง เริ่มจากตัวเมืองปราจีนบุรีใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3452 (ปราจีนบุรีประจันตคาม) ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร จะมาตัดกับทางหลวงหมายเลข 33 แล้วเลี้ยวขวาตรงไปทางอำเภอกบินทร์บุรี ก่อนถึงอำเภอกบินทร์บุรีจะมีทางสามแยก ให้ตรงไปอีกเล็กน้อยจะเห็นโรงเรียนวัดสระดู่ มีถนนเล็กๆ ติดกับโรงเรียน เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 200 เมตร จะมีป้ายบอกตลอดเส้นทาง
          สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับแก่งหินเพิงเพิ่มเติม โทร 081-0034432 (หมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง)

ส่องสัตว์   

 

 

เป็นกิจกรรมที่ใช้ไฟส่องสัตว์ในเวลากลางคืน ไปตามถนนสองข้างทาง เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวให้ความนิยมมากสามารถติดต่อขออนุญาตได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ ก่อนเวลา 18.00 น. ทุกวัน

อุทยานแห่งชาติในจังหวัดนครราชสีมา

อุทยานแห่งชาติทับลาน (Thap Lan National Park)

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (Khao Yai National Park)

 

เว็ปที่เกี่ยวข้อง

 

แผนที่อำเภอต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา

 

 

ไกด์พงษ์ แก้ไข 1/11/2559

http://www.oknation.net/blog/guidepong

 

ต้องการปรึกษา, มีคำถามหรือปัญหา, ตั้งกระทู้ต่างๆ, รับสมัครงาน

ต้องการมัคคุเทศก์ หรือหัวหน้าทัวร์ และผู้ช่วยมัคคุเทศก์

โดย ไกด์พงษ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net