วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แกะรอยมือบึ้ม เดลินิวส์ ระวังคว้าน้ำเหลว


กำลังลุ้นกันอยู่ว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.จะถูกเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่ กระแสข่าวที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น "ระเบิดป่วนกรุง 9 จุด" ก็ยังไม่สามารถจับมือใครดมได้ มิหนำซ้ำผู้ต้องสงสัย 18 คน ยังได้รับการปล่อยตัวไป พร้อมกับมีการแถลงข่าวประจานความล้มเหลวในการทำงานของตำรวจ เรียกร้องให้ความเป็นธรรมและต้องรับผิดชอบกับการเชิญตัวผู้ต้องสงสัยดังกล่าวมาสอบสวนในครั้งนั้นด้วย

"ความวัว ยังไม่ทันหาย ความควายยังมาสอดแทรก" คราวนี้เกิดระเบิดเขย่าเก้าอี้ผู้รับผิดชอบซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง

เหตุการณ์ระเบิด "หนังสือพิมพ์เดลินิวส์" ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.วันที่ 30 มกราคม ตอนแรกบอกว่า คนร้ายขับรถมาบนดอนเมืองโทรลเวย์ ใช้อาวุธสงคราม "เอ็ม 79" ยิงเข้าไปที่ลานจอดรถ "โรงแรมรามาการ์เด้น" ถ.วิภาวดี แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ และลานจอดรถชั้น 1 บี เป็นอาคารสูง 4 ชั้น โดยที่ผนังของอาคารดังกล่าวซึ่งติดกับอาคารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อีกลูกหนึ่งถูกพื้นถนนทางเข้าอาคารหนังสือพิพม์เดลินิวส์ โดยลูกที่ 1 จะระเบิดห่างจากลูกที่ 2 ประมาณ 10 วินาที โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

จากการพูดคุยกับหน่วยข่าวกรอง ได้สันนิษฐานสาเหตุการระเบิดครั้งนี้ว่า น่าจะเกิดจากฝีมือของคนที่ท้าทาย พล.ต.อ.โกวิท ที่ไม่สามารถจับกุมมือระเบิดป่วนกรุงได้เลย ครั้งนี้คงจะจับพวกเขาไม่ได้อีก ที่ผ่านมา ทำได้แค่เชิญตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 18 คน ซึ่งเป็นทีมของ "เสธคัด" หรือ พ.ท.สุชาติ คัดสูงเนิน มาสอบสวนแต่เอาผิดไม่ได้เท่านั้น

การท้าทายไม่รู้ว่า เกิดจากกลุ่มใด จึงเริ่มต้นขึ้นอีก ด้วยการระเบิดใส่สถานที่สำคัญ เพื่อให้เป็นข่าวประจาน "ความล้มเหลว"ในการทำงานของตำรวจ ไม่ว่าจะท้าทายด้วยการขนอาวุธขึ้นดอนเมืองโทลเวย์ เข้ามาถล่มกลางกรุงได้ ให้เจ็บช้ำลงไปอีกครั้ง

ถ้าคนร้ายใช้ "ดอนเมืองโทลเวย์" แสดงว่า "ท้าทาย แบบย่ามใจเกินไป" ไม่ได้ศึกษาแนวทางการสืบสวนของตำรวจเท่าไรนัก เพราะตำรวจต้องการแกะรอยจาก "กล้องวงจรปิด" ของทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ เพื่อตีวงการสืบสวนให้แคบลง

ใครก็ตามที่ใช้ทางด่วนจะต้องถูกบันทึกด้วย "กล้องวงจรปิด" ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนรถ สีรถ ยี่ห้อรถที่ผ่านมาทุกคัน

การทำงานของคนร้ายรายนี้ ไม่ว่าจะขึ้นด้านรังสิต หรือดินแดงก็ตาม ตำรวจได้นำวิดีโอบันทึกภาพรถผ่านด่านเก็บเงินในช่วงระยะเวลาก่อนเกิดเหตุ 1 ชั่วโมง มาดูกันอย่างเคร่งเครียด

หลังจากนั้น จะนำมาเปรียบเทียบกับกล้องอีกตัวหนึ่ง ของทางยกระดับดัวกล่าว ที่สามารถบันทึกภาพรถต้องสงสัย ที่ชะลอรถใกล้ๆ กับจุดเกิดเหตุ เพราะคนร้ายยิงออกจากในรถ ไม่ได้จอดรถยิง เมื่อปฏิบัติการเสร็จแล้ว จึงค่อยๆ ขับรถหลบหนีไป

เมื่อได้รถต้องสงสัยแล้ว จะนำทะเบียนรถที่ได้ พร้อมตำหนิรูปพรรณคนขับมาตรวจสอบกันอีกครั้ง ซึ่งคนร้ายอาจใช้ทะเบียนปลอมก็ได้ แต่สีรถ ยี่ห้อรถ คงจะมีไม่กี่คัน และเวลาที่เกิดเหตุเป็นเวลาดึกมากๆ ขนาดนั้น จะมีรถผ่านด่านแห่งนี้น้อยมาก

นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบด้วยว่า คนมีสีกลุ่มใดที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธสงคราม ปืนยิงลูกระเบิด ชนิดเอ็ม 79 ด้วยเหมือนกัน และเชื่อว่ามีไม่กี่กลุ่มเหมือนกัน

ตำรวจนักสืบหลายคนเชื่อว่า การติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้ ไม่น่าจะยากเหมือนกับการระเบิดป่วนกรุงทั้ง 9 จุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา เพราะมีทั้งภาพวิดีโอ จำนวนรถผ่านด่านก็น้อย และกลุ่มผู้ต้องสงสัยก็มีไม่มากเท่าไรนัก

แต่อย่าไปตั้งความหวังอะไรกับ "ตำรวจ" มากนัก เพราะที่ผ่านมา ส่วนมากจะ "คว้าแต่น้ำเหลว" มาตลอด

ลองดูตัวเลขการระเบิด "ป่วนกรุง" ที่ผ่านมา นับตั้งแต่สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงปัจจุบันนี้ เกิดเหตุการณ์ระเบิดหลายครั้ง ตำรวจสามารถคลี่คลายคดีจับกุมคนร้ายได้เพียงรายเดียว คือระเบิดที่ "ไปรษณีย์บางซื่อ" โดยฝีมือการจับกุมของ พล.ต.ต.กฤษฎา พันธ์คงชื่น รอง ผบช.น ในปัจจุบันนี้ แต่การระเบิดในครั้ง ไม่ใช่เป็นการป่วนเมือง แต่เป็นเรื่องของ "ความรัก" ส่วนเหตุการณ์อื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง

ปัจจัยที่จะทำให้ตำรวจอ้างว่า ติดตามคนร้ายไม่ได้นั้น คือ “คนร้ายไม่ได้ยิงลงมาจากดอนเมืองโทลเวย์” จะไม่มีภาพวิดีโอวงจรปิด คราวนี้เท่ากับ “งมเข็มในมหาสมุทร” อีกแล้ว

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องตรวจสอบกันให้ละเอียดว่า คนร้ายได้ยิงลูกระเบิดมาจากทิศทางไหนนั้น ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากนัก โดยจะต้องตรวจสอบจาก “หลุมระเบิด” ว่ามีองศามาจากทางทิศทางใด ซึ่งทิศทางจากจาก ดอนเมืองโทลเวย์ กับถนนวิภาวดีรังสิต องศาหลุมระเบิดจะมีความแตกต่างกันมาก

นอกจากนี้แนวทางการสืบสวนของตำรวจ ยังต้องไปตรวจสอบข้อเขียนของหนังหนังสือพิมพ์เดเลินิวส์ย้อนหลังดูด้วยว่า เหตุการณ์ระเบิดป่วนกรุงครั้งที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เขียนโจมตีหรือให้ข้อสังเกตุสงสัยกลุ่มที่วางระเบิดป่วนกรุงในครั้งนั้น เป็นกลุ่มใด ระหว่าง ลูกน้องบางคนของ คมช. ทำเอง กับสมาชิกกลุ่มอนาจเก่าต้องการสร้างความปั่นป่วน

คงต้องลุ้นถึงการทำงานของตำรวจกันแล้วว่า จะสามารถฉีกหน้ากากมือ "บึ้ม" ป่วนในครั้งนี้ได้หรือไม่

++++++++++++++++

โดย ปรีชา

 

กลับไปที่ www.oknation.net