วันที่ ศุกร์ กันยายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Dixie Chicks เดช...สามสาวสมองปลาทอง


“ แค่อยากให้รู้ว่า  เราอยากอยู่ข้างฝ่ายดีกับทุกคน  เช่นเดียวกับทุกคน  เราไม่ต้องการสงคราม  ความรุนแรง  และเรารู้สึกขายหน้าที่ประธานาธิบดีบุชมาจากเท็กซัส ”

เป็นประโยคต้นสายของสาวเท็กซัส  นาตาลี  เมนส์ นักร้องนำวงดนตรีคันทรี่ทรีโอหญิงนาม  Dixie Chicks  กล่าวไว้เมื่อ 10 พฤษาคม 2003 ณ กลางคอนเสิร์ทที่กรุงลอนดอน  ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งตัดสินใจส่งกองกำลังทหารบุกข้ามทวีปไปที่ประเทศอิรัก  ในข้อหาอาจจะเป็นแหล่งที่ซ่องสุมอาวุธร้ายแรงต่อโลก

          ประโยคตามมาหลังจากนั้นสื่อต่างๆทำหน้าที่จุดประกายไฟประโคมข่าว  จากจุดเล็กๆ ขยายวงใหญ่ลามไปไกลสุดกู่   ซึ่งยิ่งทวีเพิ่มความร้อนแรงโหมเข้าใส่วงดนตรี ดิกซี ชิกส์   โดยเฉพาะจากกลุ่มขวาจัดผู้สวามิภักดิ์ต่อผู้นำของตนจนชนิด ผู้นำข้า...ใครอย่าแตะ

“ พูดออกมาได้อย่างไง ว่าขายหน้าที่ประธานาธิบดีมาจากเท็กซัส  เหลวไหลจะบ้ารึไง ”

“ นี่มันเรื่องเสรีทางคำพูด  หรือมารยาททรามกันแน่ ”

“ ไก่อ่อนที่ไม่ประสา  ที่สมควรถูกตบสักฉาด ”

“ พวกเธอเป็นนางเบื้อก ไร้สมองที่สุดเท่าที่เคยเห็นเลยทีเดียว”

“ สมองปลาทองพวกนี้มีพรสวรรค์  แต่กลับเอานิ้วจิ้มตาคนดูตัวเอง”

“ พวกหล่อนไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกมารึ  หุบปากไปซะ”

ส่วนผู้ถูกกล่าวอ้างถึง  ที่ให้สัมภาษณ์เป็นคำพูดแบบปากปราศัย  ส่วนน้ำใสใจจริงนั้นใครจะไปรู้ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ตอบถึงกรณีนี้ว่า

            “ดิกซี ชิกส์ มีเสรีภาพที่จะพูดอย่างที่คิด  พูดอย่างที่พูด  หวังว่าพวกเธอจะไม่เจ็บใจที่คนไม่ซื้อแผ่นเพลงกับสิ่งที่พูดไปนะ  เสรีภาพก็เหมือนดาบสองคมนั่นแหละ ผมจะบอกให้... ” 

            และนี่...ประโยคต่อไปนี้คือคำอธิบายหลังจากคืนสู่ถิ่นอเมริกา ของนาตาลี เมนส์  หลังจากเหล่าสื่อยิงประเด็นเต็มที่ถึงถ้อยคำข้อหาไม่ระวังปาก Big Mouse ของเธอ

“ เปล่าค่ะ  ฉันไม่อายเรื่องที่เขามาจากรัฐของฉัน  ฉันไม่สนใจ  มันเป็นความผิดพลาดของคำพูด  ฉันขอโทษที่พูดออกไป...ค่ะ(เน้นเสียง)  แต่ถามว่าเสียใจไหมที่พูดออกไปไหม?...ไม่ค่ะ(เน้นเสียง)  ” 

และ “ ฉันไม่รู้ว่า การออกความเห็นมันเลวร้ายตรงไหน  การกล้าพูด มันเหลวไหลตรงไหน...”

            แต่นั้นไม่มีน้ำหนักพอให้กับการพยายามมีจุดยืนของพวกเธอ  มันกับกลายเป็นดั่งการเดินเหยียบโดนกับระเบิด  ยอดขายแผ่นล่วงกราว สถานีวิทยุเพลงคันทรี่งดเปิดเพลงของพวกเธอ  ผู้คนแค้นเคืองนำซีดีผลงาน ดิกซี่ ชิดส์  ปาทิ้งลงถังขยะ มีป้ายประท้วงตามงานคอนเสิร์ท  เกิดกระแสการต่อต้านวงส่งผลให้ลดความนิยมลงอย่างทันตาเห็น

            เรื่องราวทั้งหมดข้างต้น ถูกเผยแพร่วงกว้างขึ้น รายละเอียดเจาะลึกมากขึ้นในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Dixie Chicks: Shut up and Sing ที่ออกฉายในปี 2006 ผลงานกำกับสองมือรางวัลของ บาร์บาร่า  คอปเพิ่ล และ เซซิเลีย เพ็ค  ได้นำเสนอประเด็นน้ำเดือดนี้ นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีคนปัจจุบัน หลังจากหนังสารคดีร้อนก่อนหน้านี้ของ ไมเคิล  มัวร์ (Fahrenheit 9/11, 2004)    

Shut up and Sing เปิดเรื่องด้วยภาพในสตูดิโอขณะบันทึกผลงานชุดใหม่ Taking The Long Way ในปี 2005 กับเพลง Everybody Knows พร้อมตามติดย้อนไปภาพเรื่องราวในอดีตเมื่อปี 2003 ตัดสลับกลับไป-มา   ตามปกติของหนังแนวทางสารคดีการเดินเรื่องจะใช้การนำเสนอการตามติดบุคคลตัวเอกของเรื่องราว  ในที่นี้ได้แก่  สามสมาชิกวง ดิกซี ชิกส์ นอกจาก นาตาลี  เมนส์ ร้องนำแล้ว ยังประกอบด้วยสองสมาชิกสาวผู้ก่อตั้งวง มาร์ตี ไซเดล กับเอมิลี เออร์วิน   ซึ่งทั้งสามทั้งร้องทั้งประสานเสียงและเล่นกีต้าร์ เบนโจ ไวโอลีนกันเอง

แทบไม่น่าเชื่อว่าสารคดีที่มีขนบในการถ่ายทำแบบไปเรื่อยๆโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าจะออกมา(อี)ท่าไหน?  แต่สำหรับสารคดีเรื่องนี้กับสามารถแยกออกเป็นสามองค์หลักๆตามทฤษฎีการเขียนบทได้อย่างชัดเจน  ตั้งแต่การให้รายละเอียดตัวละครโดยมีปมขัดแย้งเป็นตัวขับเคลื่อนเนื้อเรื่องทั้งหมด  

ว่าไปแล้วการเล่าเหตุการณ์คู่ขนานของการบันทึกผลงานชุดใหม่ปี 2005 กับต้นเหตุและผลกระทบที่ตามมาในปี 2003  เทียบแล้วไม่ต่างจากสองเหตุการณ์ที่ดำเนินไปพร้อมๆกันแบบในหนังไทยเรื่อง โหมโรง เลย ยิ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปินดนตรีคล้ายกัน ด้วยแล้วทำให้สารคดีเรื่องนี้เหมาะกับผู้ชื่นชอบเสียงโน๊ตบนบรรทัดห้าเส้นยิ่งหนัก 

หลังจากแจงรายละเอียดตัวละครแล้ว  องค์แรกของหนังจบลงที่ข้อขัดแย้งหลังจากการพูดบนเวทีของ นาตาลี เมนส์ หลังจากนั้นปมขัดแย้งยังคงเดินหน้าหนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ  ตั้งแต่แอนตี้การเปิดเพลงของสถานีวิทยุ  นำรถมาบดทำลายแผ่นเสียงของวง ป้ายประท้วงโจมตีหน้าคอนเสิร์ท  และการให้สัมภาษณ์อันร้อนแรงของเหล่าสื่อฝ่ายขวาจัด  รวมถึงประเด็นฮอทในอินเทอร์เนต

สิ่งที่สามสามเลือกกระทำคือวิธี ตาต่อตาโต้ตอบกลับ นอกจากให้สัมภาษณ์ถึงการยึดมั่นในเสรีภาพของการพูดแล้ว  การถ่ายแบบเปลือยแต่ไม่โป๊โดยเพนท์ถ้อยคำที่กล่าวหา พวกเธอลงบนร่างกายเธอ เช่นคำว่า ยายปากมาก นังหญิงแพศยา ฯลฯ เป็นต้น ขึ้นปกนิตยสารดังทั่วอเมริกา    แน่นอนว่ายังมีบางกลุ่มที่ยังให้กำลังใจพวกเธออยู่บ้างแต่คล้ายๆจะเป็นเพียงพลังเงียบ   ดังนั้นการขึ้นโรงขึ้นศาลในกรณีสองสถานีวิทยุเครือค่ายใหญ่ยักษ์ไม่ยอมเปิดเพลงพวกเธอ  ถือว่าเป็นการค้านกับคำว่าสื่อสารมวลชนมีความเป็นอิสระจริงหรือไม่?  แม้ไม่มีบทสรุปแต่ก็เหมือนตั้งคำถามให้คนดูเลือกตัดสินเลือกข้างเอาเอง 

ส่วนองค์สองในอีกเหตุการณ์อีกห้วงเวลาในห้องบันทึกเสียงนั้น ผ่อนคลายกว่ามาก ด้วยการนำเสนอการร้อง การบรรเลง การแต่งเพลง ในอัลบั้มใหม่ด้วยการทำเองร้องเองเขียนเอง เลือกแนวทางที่หลุดกรอบจากแนวคันทรี่เดิมๆ  โดยมีศิลปินป็อบและร็อคที่อุดมการณ์เดียวกันมาช่วยเหลืออีกเพรียบ ทำให้อาณาเขตของแนวเพลงชุดใหม่นี้ไปไกลขึ้นเข้มข้นขึ้น  บวกกับเรื่องชีวิตครอบครัวอันอบอุ่นของสามสาวที่หนึ่งในสมาชิกวงให้กำเนิดลูกฝาแฝด   ตามด้วยเสียงบทเพลงที่ไพเราะกินใจ น้ำเสียงอันทรงพลังของสามสาวทำให้เกิดอารมณ์ร่วมอินความรู้สึกตามสมาชิกวงไปอย่างไม่รู้ตัว

กรณีขัดแย้งท้ายองค์ที่สองก่อนคลี่คลายนั้น เน้นไปที่เรื่องที่มีใบประกาศข่มขู่ว่า “นาตาลี เมนส์ จะถูกยิงตายในวันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายนที่ดัลลัส”   ซึ่งเป็นการแสดงคอนเสิร์ทหนึ่งในปี 2003  โดยคู่ขนานไปกับภาพปี 2005 การบันทึกเพลงที่ชื่อว่า Not Ready To Make Nice (ไม่พร้อมจะทำตัวดี) ที่มีท่อนหนึ่งว่า 

“ พวกเขาเขียนจดหมายถึงฉัน  บอกว่าฉันหุบปากและร้องเพลงไปจะดีกว่า  หรือไม่ชีวิตฉันก็จะจบลง” 

เนื้อหาเพลงเป็นการแสดงออกถึงความไม่ยอมก้มหัวให้ใครรวมถึงแนวคิดปิดกั้นเสรีภาพในการสื่อสาร   ถือเป็นการจุดพีคสุดของหนังทำให้เพลงนี้สื่อทั้งด้านเนื้อหาและอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมและมีชั้นเชิง   (มีเบื้องหลังทีมแต่งเพลงเสนออีกเพลงเกี่ยวกับ การไม่แบ่งแยก แล้วสาวๆก็สู้ตายด้วยกัน  นาตาลีถามว่า แสดงว่าในเพลงฉันต้องยกโทษให้คนที่ทำแบบนี้กับเราใช่ไหม? ทีมงานตอบกลับว่า ตามเนื้อหาคงเป็นแบบนั้น  นาตาลีสวนทันควันว่า “ไม่มีวัน...”)

แม้องค์ที่สามของหนังในส่วนที่จะคลี่คลายจะนำเสนอในห่วงเวลาขณะนั้น คือการกลับมาแสดงคอนเสิร์ทที่ลอนดอนในอีก 2 ปีถัดมาเสมือนสองเหตุการณ์มาบรรจบในภาพของคอนเสิร์ทที่ผู้คนมาให้กำลังใจอย่างเหนืองแน่น หลังจากเหตุการณ์สงครามในอิรักเริ่มถูกการตั้งคำถามขึ้นว่าส่งทหารไปอิรักทำไม? แถมแอนตี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดของผู้นำสหรัฐ   และนี้คือคำพูดตอกย้ำถึงจุดยืนของพวกเธอ

“  ยินดีที่กลับมาที่ shepherds bush empire อีก กลับมาสถานที่เกิดเหตุ  ตลอดทั้งอาทิตย์มีคนถามว่าเราจะพูดอะไร  เธอจะพูดอะไรออกมา  และฉันก็เหมือนเดิม  ฉันไม่ได้มีแผนจะพูดอะไร  ฉันคิดว่าควรจะพูดอะไรใหม่ๆ  งั้นเอาเป็นว่า..เราอายที่ประธานาธิบดีของสหรัฐมาจากเท็กซัส..”

หมายเหตุ   ผลรางวัลแกรมมี่ ครั้งที่ 49 ที่ประกาศเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2007   ดิกซี ชิกส์ กลายเป็นดาวเด่นของงาน  เมื่อคว้า 5 รางวัลใหญ่จากอัลบั้ม Taking The Long Way ซึ่งเป็นการกลับมาประกาศศักดาหลังจากเหตุการณ์ฉาวข้างต้น   พร้อมสร้างสถิติขายได้ล้านแผ่นในสามสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย  โดยเพลงที่คว้ารางวัล Song of The Year ได้แก่  Not Ready To Make Nice นั่นเอง  และหนังสารคดี Dixie Chicks: Shut up and Sing เป็นภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมปี 2006 ของสมาคมนักวิจารณ์แห่งชาติอเมริกา  ซึ่งในไทยแลนด์กลายเป็นหนังแผ่นไม่ลงโรงอีกแล้ว...ครับท่าน

 

 

 

(ตีพิมพ์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 28 ก.ย.2550)

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net