วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มายาคติ : นโยบายไทยตีสองหน้า กรณีพม่า


มายาคติ : นโยบายไทยตีสองหน้า กรณีพม่า

อ้างอิง - ภาพจาก Wikipedia

คงต้องกล่าวเสียงสนับสนุนดังดัง

ให้ได้รับรู้กันว่า การเมืองภาคประชาชน มีอยู่จริง

แม้เป็นเสียงเล็กเสียงน้อย ก็พึงได้ยินได้ฟังได้สดับ

หรือเพียงให้ได้รับรู้ว่า อำนาจในการได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง เข้าใจและตระหนักในความเป็นมนุษย์นั้น มีอยู่จริง  เป็นมนุษย์ซึ่งมีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณอันไม่แตกต่างกันนั้น เป็นคนเท่าเทียม อาจเพียงแตกต่างเพราะแผ่นดินเกิด ศาสนา ความเชื่อ และการปกครองที่มาขวางกั้น 

ก่อเกิดเป็นกำแพงที่เกิดมีผู้หยิบใช้ประโยชน์เหล่านั้น

มิใช่การหมายรวมเพียง ผลประโยชน์ซึ่งอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ

กรณีนโยบายพัวพันอย่างสร้างสรรค์ของไทยต่อพม่านั้น

ควรได้รับการตั้งคำถาม ถามหาถึงจุดบกพร่อง

รวมทั้งกล่าวถึงมายาคติในเชิงนโยบายของผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างประเทศไทย และ ประเทศพม่า

ว่าอย่าพึงนำมายาคติอันหลอกลวง

มาหลอกล่อให้คนไทยเข้าใจผิด

ต่อกรณีอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นในพม่า

จากสิ่งที่ปรากฎว่าเป็นอาชญากรรม และการก่อการร้ายของรัฐ ที่กระทำต่อประชาชนของตนเอง

ไม่ลำพังเท่านั้น ยังนับได้ว่า เป็นอาชญากรรมที่กระทำต่อพุทธศาสนา ต่อผู้ปฏิบัติธรรมในพระศาสนา ยังไม่ต้องมองอื่นไกล เอาเท่าที่แลเห็นจากภาพว่ามีการทุบตีพระสงฆ์ห่มผ้าเหลืองในบวรพุทธศาสนา

ศาสนาเดียวกันกับทหารซึ่งทุบตีพระสงฆ์

ยังไม่ต้องนับศาสนาอื่น ซึ่งการจับจ้องมองดูของเทคโนโลยีมิอาจบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ หรืออิสลาม ซึ่งจะถูกล่วงล้ำกล้ำเกินไปเพียงใด สำหรับการท้าทายต่อศรัทธาและการมีอยู่ของศรัทธาแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งควรเป็นข้อยกเว้น

แต่สิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าเราคือความจริง

คือการกระทำอย่างรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์

ป่าเถื่อน โหดร้าย รุนแรง

เมื่อนำมาผนวกกับแนวคิดบางประการ ต่อนโยบายไม่ยุ่งเกี่ยว วางตนเป็นกลางบ้าง อยู่ผลประโยชน์ของชาติบ้าง อ้างอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่มีรัสเซีย จีน และอินเดียกำกับผลประโยชน์บ้าง อ้างผลกรรมระหว่างความเป็นชาติศัตรูอันยาวนานบ้าง อ้างความแว้งกัดของชาติศัตรู

ที่เราไม่ควรช่วยเหลือ และอีกมากมายที่สรุปรวมความว่า

อย่าไปยุ่งเกี่ยว

ดูจะไร้ใจ และไร้ความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง

ซึ่งหากมองในเหตุผลแบบนโยบายสาธารณะ นโยบายด้านผลประโยชน์ระหว่างประเทศของประเทศไทย ก็คงต้องบอกว่า วิธีการเลือกฝ่าย ที่เหมือนการสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่านั้น สิ้นคิด และ ไร้ทิศทางแห่งอนาคตโดยสิ้นเชิง

เป็นนโยบายที่วางไว้บนผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล

ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชนสองแผ่นดิน

ก็ในเมื่อผู้นำระดับสูงทั้งการเมืองการปกครอง การทหาร และภาคธุรกิจของประเทศไทย เข้าไปลงทุนกันโครมๆ ในทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดินพม่า แต่พอเกิดเรื่องราว ก็อธิบายให้วางเฉย นิ่งนอนใจ โดยถือเป็นเรื่องของเขา

แต่ในอีกด้านก็จับมือจิบไวน์กันเห็นเห็น

จูบปากจูบคอกันบนผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองแผ่นดิน

รู้เช่น และ  เห็นชาติ กันจริงๆ สำหรับนโยบายตีสองหน้า และมายาคติ ที่มีไว้หลอกลวงประชาชน มากกว่าความจริงที่มีไว้พูดกัน

ก็ในเมื่อเห็นกันอยู่ว่า ลากศพคนที่ตายแล้ว

ทุบตีคนที่ยังเป็นอยู่ ทำร้ายพระสงฆ์

สิ่งเหล่านี้ ถามเถอะว่า เห็นแล้วรู้สึกเช่นไร

เห็นแล้วตระหนักอย่างไร

ต่อหัวใจในความเป็นมนุษย์

เมื่อกลับมาสู่หลักการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบายระหว่างประเทศของไทยนั้น จำต้องเข้าใจจุดยืนในความเป็นมนุษย์ ควบคู่กับความจริงที่ว่า ผู้คนไม่ใช่ผักปลา จะมาฆ่าแกงกันกลางตลาดไม่ได้

วิธีคิดและการอธิบายถึงเหตุแห่งชาติศัตรู

อธิบายให้หวาดระแวงต่อแสนยานุภาพทางการทหารของพม่า ว่าเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย ลากประวัติศาสตร์เมื่อครั้งยังจับดาบ ถือหอก แบกปืนคาบศิลา โดยมีข้อสรุปว่า อย่าไปช่วยชาติศัตรู นั้น

ขอโทษเถอะครับ

ไร้เหตุผลสิ้นดี

อาจจะมีเหตุผลบ้าง ที่น่าต้องหยิบยกเป็นกรณีศึกษา

คือเหตุผลที่จะจับมือกับทหารเปื้อนเลือดเพียงเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า จากการทำธุรกิจบนแผ่นดินของเขา เอาทรัพยากรของประชาชนที่นอนตายกลางถนน โดยเชื่อว่าทหารยังจะคงกุมอำนาจ มีบทบาทกำหนดชะตากรรมของประเทศพม่าต่อไป

ดังนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตนในระยะยาว

อย่าส่งเสียงดัง เพราะคนเขากำลังฆ่ากัน

ซึ่งต้องนับว่า เป็นเหตุผล

เหตุผลอันหลอกลวง ฉ้อฉล ตอแหล 

เหมือนคำหลอกเด็ก

ที่บอกว่าเดี๋ยวตำรวจจะมาจับถ้ายังร้องไห้ ถ้าร้องต่อไปตุ๊กแกจะกินตับ ร้องมากมากเข้าเดี๋ยวผีมาจับตัวไป สารพัดจะหลอกล่อเด็ก

จนวันหนึ่งที่เด็กรู้และเปลี่ยนไม่ได้ก็กล่าวตำหนิเด็ก ถึงกำแพงที่ก้าวไม่ผ่าน

แต่เมื่อเด็กรู้และไม่กลัว จนเกิดความเกลียดชัง ก็กล่าวว่าเด็กไม่รู้จักบุญคุณ

ก็ว่ากันไป หากจะกล่าวสิ่งใด

ท่ามกลางมายาคติ

อันเป็นคำกล่าวแบบมายาคติ ที่ไร้หัวใจ มีแต่ใจหยาบกระด้าง

พึงตระหนักด้วยว่า หากจะล่อหลอกความเป็นชาติศัตรู และกล่าวว่าอย่าช่วยเหลือพม่านั้น ก็พึงอย่ากระทำตนเยี่ยงนั้นด้วย ที่จะเข้าไปแสวงประโยชน์จากผู้ที่ตนกล่าวอ้าง แต่ถ้าจะกล่าวอ้าง ก็ขอให้กล่าวอ้าง

ถึงมนุษยธรรม ความรัก ความเมตตา

บนความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ที่อยู่แผ่นดินเดียวกัน บ้านติดกันเมืองติดพัน เราก็จะเห็นว่า อนาคตอันงดงามในการอยู่ร่วมกับประชาชนพม่า ที่ไม่ใช่ประชาชนถือปืน หรือคนบ้าที่อ้างว่ารักประเทศ แล้วใส่ชุดสีเขียวเพื่ออ้างว่าปกป้องประเทศ แต่ปล้นฆ่าประชาชนของตนเอง

ประชาชนสองแผ่นดินนี้ต่างรับรู้ร่วมกันเสมอ

เราก็ต้องเลือกเอาเองว่า

เราจะเลือกนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่พัวพันอย่างสร้างสรรค์กับประชาชนพม่าอย่างไร

ที่ไม่ใช่มายาคติ หรือ คำหลอกเด็ก ที่มีไว้กินตับกินผลประโยชน์

หรือกินแผ่นดินของคนอื่น

แล้วเที่ยวหลอกคนอื่นให้หวาดกลัวประชาชนพม่า

โดย Kati

 

กลับไปที่ www.oknation.net