วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"ปฏิรูประบบราชการ" เสียดายคมช.-รัฐบาลไม่ได้ทำ (ตอนจบ)


               เมื่อวานนี้เขียนจบตรงเมื่อ สิ้นสุด “ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ตอนปี 2475 จากนั้นก็กลายไปเป็น “รัฐราชการแบบรวมศูนย์” โดยมาจากโครงสร้างอำนาจนิยมบวกกับระบบอุปถัมภ์

               ซึ่งเราอาจบอกได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองตอนปี 2475 นั้นเป็นการเปลี่ยนอำนาจการบริหารบ้านเมืองจากพระมหากษัตริย์มาสู่กลุ่มขุนนางพลเรือน และต่อมาก็เป็นการเปลี่ยนถ่ายจากขุนนางพลเรือนไปสู่ขุนนางทหาร ในการปฏิวัติรัฐประหารครั้งต่างๆ คือ รัฐประหาร ปี 2492 (พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้า) รัฐประหาร ปี 2491 (คณะก่อการของปี 2490) รัฐประหาร ปี 2494 (จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปฏิวัติตนเอง) รัฐประหาร ปี 2500 (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า) รัฐประหาร ปี 2501 (สฤษดิ์เป็นหัวหน้า) และรัฐประหาร ปี 2514 (จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นผู้ก่อการ)

               เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักการเมืองพลเรือนจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น แต่โดยใจความหลักๆแล้ว ก็ยังเป็นการเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนชุดของชนชั้นปกครองที่ขึ้นมาสวมทับบนโครงสร้างเดิมของไทยเรา ตั้งแต่การปฏิรูประบบราชการ ปี 2435

               ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาก็คือ สังคมไทยมักจะแก้ไขโครงสร้างส่วนบน แต่โครงสร้างส่วนล่าง ซึ่งก็คือรากฐานของสังคมไทยกลับไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงนัก

               ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับแรก เป็นแผนที่มีระยะเวลา 6 ปี โดยแผนนี้เน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และอีกอย่างคือพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้เกิดการดึงทรัพยากรจากชนบทเข้ามาสู่ในเมือง

               คนในเมืองคือผู้ที่ได้ประโยชน์หลายอย่างในทรัพยากร ซึ่งต่อจากนั้นทรัพยากรก็ถูกดูดไปต่างประเทศ ส่วนคนในภาคชนบทกลับเป็นเหยื่อที่ถูกทำร้าย ถูกเอารัดเอาเปรียบตลอด ทั้งยังถูกมองว่ามีความล้าหลังหรือเป็นตัวถ่วงทางประชาธิปไตยเพราะมีการซื้อสิทธิขายเสียงกันมาก

               ในระยะหลังๆเวลาเราพูดถึงการแก้ไขปัญหาการเมือง การขจัดการซื้อเสียง ขจัดการขายเสียง หรือพยายามทำให้การเลือกตั้งใสสะอาดนั้น แต่เราก็รับรู้กันแต่เพียงว่า จะต้องเลือกคนดีมีความสามารถ ซึ่งทุกวันนี้เรามี กกต. ที่ดูแลจัดการเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้ทั้งหมด

               ทั้งนี้ การซื้อเสียงไม่ใช่เพราะว่าคนชนบทเขาโง่หรือว่าคิดสั้นนะครับ แต่มันเป็นโอกาสอันเดียวที่เขาจะได้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมจากกลไกการเมือง เพราะอย่าลืมนะครับว่าพวกเขาถูกซ้ำเติมจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ถูกดึงทรัพยากรทุกอย่างจากภาคเกษตรเข้าสู่เมือง ทำให้พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง

               หนทางเดียวที่อยู่รอดคือ การสมยอมอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกมานานในสังคมไทย ทำให้การปกครองแบบประชาธิปไตยที่เรานำเข้ามาจากตะวันตกไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะมีการปฏิรูปการเมืองไปแล้วก็ตาม

               การพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นแบบคิดแทน ทำแทน เป็นการพัฒนาที่ผิดพลาดมาโดยตลอด ซ้ำแล้วยังเป็นการเพาะบ่มวัฒนธรรมทางการเมืองแบบผิดๆ ไม่ว่าประชาชนทั้งในชนบทและในเมืองไม่รู้สึกรับผิดชอบต่อเรื่องสาธารณะ เรื่องส่วนรวม ขาดความรับผิดชอบ ในที่สุดพวกเขาก็ขาดความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของที่หวงแหนรักษาสิทธิของตนเอง

               จิตสำนึกของพวกเขาในทางสาธารณะขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย เขาคิดว่าเรื่องการปกครองเป็นเรื่องของเจ้านาย ขุนน้ำขุนนางเท่านั้น ประชาชนอย่างเราๆท่านๆ ไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่ใช่หน้าที่ ตรงนี้เป็นการตีกรอบจำกัดบทบาทของตนเองมากเกินไป

               รัฐธรรมนูญ ปี 2550 เปิดโอกาสให้ประชาชนไม่ว่าในเมืองหรือในชนบทให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุด และผมอยากจะชวนพวกท่านคิดว่า แล้วเราจะสร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างไร

               ก่อนอื่นเราต้องเปลี่ยนความคิดว่า การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้และเราต้องพัฒนาร่วมกัน เพื่อให้เมืองไทยปราศจากคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวงและมีนักการเมืองที่ไม่โกงกินเหมือนที่เราเคยเจอ

               ต่อมาท่านต้องเข้าใจว่าการมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การเลือกตั้งไม่ใช่สรณังคัจฉามิ

               ฉะนั้น การมีส่วนร่วมทำได้ตั้งแต่ท่านเริ่มสนใจการเมือง ท่านแสดงความเห็นทางการเมืองในกรอบกติกาของสังคม

               ท่านต้องสร้างวัฒนธรรมแบบ “สนใจใฝ่ร่วม” สนใจติดตามข่าวคราวบ้านเมืองและร่วมแสดงความเห็น ไม่รับ 200-300 ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง เอาคำว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” ออกจากหัวสมองของท่าน

               ที่สำคัญคือท่านต้องตัดใจจากนโยบายประชานิยม ที่ล้วนเป็นวัตถุนิยม สร้างความฟุ้งเฟ้อ ท่านต้องยึดถือปรัชญาแห่งความพอเพียง

               สิ่งเหล่านี้ท่านต้องพยายามสร้างพยายามทำครับ

               และท่านอย่าทำคนเดียวนะครับ บอกญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า 4-5 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองมันเกิดอะไรขึ้น

               ที่สำคัญสุดๆเลยครับ ปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้ลูกหลานท่านตั้งแต่ยังเล็กเลยนะครับ

               1 ปีที่ผ่านมาคมช.และรัฐบาลไม่ได้ทำ ทั้งการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปสื่อ ฯลฯ แต่พวกเราทำเองก็ได้ครับ ทั้งการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา จะนำไปสู่การร่วมกันรับประโยชน์ดอกผลจากการพัฒนาบ้านเมืองที่ถูกต้องครับ.

โดย คนไทรักแผ่นดิน

 

กลับไปที่ www.oknation.net