วันที่ อังคาร ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดอกไม้บานในหัวใจทุกคืนวัน


               เคยมีใครบางคนเคยบอกฉันว่า 

 ความสุขนั้นหาได้ไม่ยากเลย  ง่ายง่าย

 หาได้จากทุกแห่งทุกหน

จากดอกไม้ริมทาง

จากสายลมเย็นพัดเฉื่อยฉิว

รอยยิ้มของคนรอบข้าง 

ในตอนนั้นฉันไม่เห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้น 

เนื่องจากกำลังสัมผัสกับความทุกข์

จึงร้อนรนและหม่นหมอง 

เมื่อหัวใจทุกข์ระทม

 จึงมองไม่เห็นความงามของสรรพสิ่ง

ไม่ยินและไม่ยลต่อสิ่งใด

หากจมปลักอยู่กับความคิดที่บ่อนทำลายตัวเอง

จนลืมมองไปว่า...

แท้จริงยังมีดอกไม้บานอยู่รอบตัวเรา

                                 

               ฉันตระหนักถึงการแสวงหาความสุขที่เรียบง่าย

โดยการเรียนรู้ความลับจากต้นไม้ 

เมื่อลงมือปลูกต้นไม้ ฉันจึงได้ค้นพบว่า 

ยามความสุขแวะเข้ามาทายทัก

หัวใจฉันก็เบิกบาน

มิต่างไปจากการผลิบานของดอกไม้

ยามใดใจหมองเศร้าเพราะความทุกข์เข้ามาเยือน  

ก็มิผิดไปจากไม้ดอกเหี่ยวเฉา

รอวันเวลาที่จะร่วงโรย    

ใยชีวิตคนเราจะต่างไปจากนั้น   

                                 

                               

                        

 

 หลายต่อหลายครั้ง

ฉํนปล่อยให้ความทุกข์ครอบงำจิต

เมื่อความทุกข์เกาะกุมหัวใจคราใด

ฉันมักจะหม่นเศร้าและก่นชังความทุกข์นั้น

นั่นเป็นเพราะฉันมองโลกด้วยมุมมองเพียงด้านเดียว

ไม่เห็นอีกด้านที่อยู่ในเหรียญเดียวกัน

จวบกระทั่งฉันได้พานพบกับความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

คือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว

ยามนั้นฉันได้แต่จมปลักอยู่กับความเศร้าหมอง

หม่นเศร้าอยู่กับความระทม

ก่นด่าโชคชะตาอยู่ตามลำพัง

เนิ่นนานจนแทบดำเนินชีวิตตามปกติไม่ได้

                                   

                           

แล้วในวันหนึ่ง    

มีจดหมายอิเลคทรอนิกส์จากเพื่อนเก่าคนหนึ่งส่งมาถึงฉัน   

ข้อความในจดหมายกล่าวถึงการสร้างกำลังใจด้วยตนเอง 

บางเนื้อหานั้นกระทบหัวใจฉันอย่างรุนแรง

บางถ้อยคำก่อให้เกิดการฉุกคิด 

ฉันนั่งอ่านจดหมายอิเลคทรอนิคส์ฉบับนั้นเงียบเงียบ 

พร้อมพร้อมคิดตามไป

                            

    

                 

ข้อความหนึ่งในจดหมายนั้นกล่าวว่า

 “  เวลามีพอเสมอสำหรับความสุข ......
ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ 

ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้...
ไม่มีความทุกข์  ก็ไม่มีการเติบโต

ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด

ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ 

 เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต
ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ

ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา

ก็จะไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร 

ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข......
เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง

ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ.....
ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ

ความสุขเหมือนฝนพรำสาย อ่อนโยน

งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า
ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข.......

เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ

และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์

ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง

ได้รู้จักโลก รู้จักตัวเอง รู้จักการเติบโตทุกๆก้าว
ให้กำลังใจตัวเองมากๆ

บอกตัวเองว่า โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์ 

เพราะเมื่อผ่านความทุกข์

ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า... 

จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต. ”

                  

             

ฉันจบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับนั้น

ด้วยดวงใจที่เงียบงัน  

ท่ามกลางความเงียบงันฉันได้ตระหนักว่า....  แท้จริง 

เราไม่อาจปล่อยให้ชีวิตที่เป็นสุข

ถูกครอบงำด้วยความทุกข์ที่กระหน่ำซัดเหมือนพายุร้าย

เพราะในความทุกข์นั้น

ก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหา 

และทำให้ฉันรู้จักสงบจิตใจ

ได้มองเห็นตัวเองมากขึ้น 

มองเห็นความเป็นไปของชีวิต

และน้อมรับกฎกติกาแห่งความเป็นไปของชีวิต

อย่างถ่องแท้และชัดเจน

               

เนื้อหาจากจดหมายฉบับนั้น

ทำให้ฉันหวนคิดถึง

การพูดคุยสนทนาธรรมกับนวภิกษุรูปหนึ่ง

ผู้เปรียบเสมือนมิ่งมิตรและพี่ชาย 

หลวงพี่รูปนั้นบอกกับฉันเสมอว่า

ให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีสติ

มองปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างมีสติ

 แก้ไขทุกอย่างด้ว

นั้นฉันได้แต่จดจำคำสอน

ไม่เห็นปัญญาในการแก้ไข 

เพราะไม่รู้ว่า   

 ฉันจะก้าวผ่านความทุกข์

ความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้า

ความท้อแท้สิ้นหวัง การพลัดพราก

การจากลาได้อย่างไร

               

 ตราบกระทั่งถึงวันนี้ เมื่อฉันเปิดหน้าต่าง

แล้วมองเห็นดอกไม้ที่ฉันปลูกไว้รอบรอบบ้าน

บานแบ่ง ชูช่อไสว ผลิดอกท้าทายลมแดดลมฝน  

จึงได้ตระหนักถึงความสุข

ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในหัวใจ 

และล่วงรู้คำตอบที่เพียรพยายามค้นหา 

แท้จริงแล้วคำตอบนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อม

นั่นคือการเข้าถึงพลังแห่งการตื่นรู้ในตัวเรา  

ซึ่งก็คือการมีสตินั่นเอง

                              

       ดอกไม้ที่ฉันปลูกไว้รอบรอบบ้าน

ยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างสัตย์ซื่อ    

ผลิบานแย้มกลีบเป็นบรรณาการแก่ฉันอย่างสม่ำเสมอ

ที่บานแล้วก็ร่วงโรยไป

ที่เหลืออยู่ก็ผลิดอกแย้มกลีบออกมา

ให้เชยชมเป็นเนืองนิตย์

 เหมือนคำพูดของหลวงพี่รูปนั้นที่บอกกับฉันว่า

“  สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นเช่นนั้นเอง  

เกิดขึ้น ตั้งอยู่  ดับไป วนเวียนเช่นนี้เป็นนิรันดร์     

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง....เป็นเช่นนี้เอง    

หากเมื่อใดที่เราสามารถทำความเข้าใจ

ถึงสัจธรรมข้อนี้ได้อย่างถ่องแท้ 

ใจเราก็จะเป็นสุข ใจเราจะคงที่กับอารมณ์ที่เกิดขึ้น

ไม่หวั่นไหวและลื่นไหลไปตามกระแสแห่งชีวิต 

ความสุขที่เกิดขึ้นก็ไม่เอ่อล้น ยามที่ได้พบ

และไม่ก่นเศร้าฟูมฟายราวชีวิตจะหาไม่ 

เมื่อต้องพบกับความพลัดพราก  ” 

             

 เหมือนดอกไม้บานในหัวใจเราทุกคืนวัน  

 ดอกนี้ร่วงโรยรา  ก็เกิดดอกใหม่เข้ามาแทนที่ 

 เป็นเช่นนี้เสมอไป.....

            

 จาก "ดอกไม้ วันวารและความทรงจำ" 

รอมแพง  อริยมาศ  เรื่อง

ชัยวุฒิ  ประเสริฐศรี  ภาพ

แพรวสำนักพิมพ์จัดจำหน่าย

2549

ป.ล. แต่ภาพในบล็อกนี้เป็นของสเลเตนะคะ

                

 

โดย สเลเต

 

กลับไปที่ www.oknation.net