วันที่ พุธ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สมบัติจาก พ่อ (โครงการเปิดกรุประสานรัก สาย A)


สมบัติจาก 'พ่อ'

“สวัสดีค่ะ” ฉันทักทายปลายสายด้วยเสียงสุภาพระคนแปลกใจเพราะเป็นเลขหมายที่ปรากฎอยู่ตอนนี้ไม่ได้ระบุชื่อไว้

“ใช่น้อง (....) หรือเปล่าจ้ะ พี่ชื่อเล็กนะ ตอนนี้พ่อน้องอยู่โรงพยาบาลใกล้อู่เรือนะจ๊ะ” พี่ที่อ้างชื่อว่า ‘เล็ก’ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือและก็เริ่มความเป็นมาเป็นไปจนจบ...

“ขอบคุณพี่เล็กมากนะคะ (....) จะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ พี่ขอบคุณมากค่ะ” ฉันเอ่ยขอบคุณหญิงสาวผู้ให้ความช่วยเหลือพ่อของฉันด้วยเสียงสั่นเครือ ‘พี่เล็ก’ เจ้าของร้านขายผลไม้ในตลาดปากน้ำใกล้ที่ทำงานของพ่อ เธอช่วยพ่อของฉันไว้ขณะที่ท่านกำลังเลือกซื้อผลไม้ในร้านของเธออยู่ พ่อเกิดอาการเจ็บและแน่นที่หน้าอกอย่างรุนแรงจนล้มพับลง เธออยู่ในเวลาที่ท่านต้องการความช่วยเหลือพอดี เธอและคนละแวกนั้นพาท่านส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเธอได้เบอร์โทรของฉันจากคำบอกเล่าของพ่อซึ่งมันบันทึกอยู่สมุดเบอร์โทรศัพท์ของท่านนั่นเอง  จนกระทั่งวันนี้ฉันเองก็ยังไม่ได้เจอ ‘พี่เล็ก’ ผู้ใจดีสักครั้งเดียว

 

สมุดโทรศัพท์ของพ่อ

 

ปลายเดือนธันวาคมปี 2002 สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตและนับเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นพิเศษก็ว่าได้ ‘พ่อโทรศัพท์มาหาฉัน’ หลังจากที่พยายามจะพูดคุยกับท่านมาตลอด 10 ปี แต่กลับไม่เคยได้รับการตอบสนองจากพ่อแม้แต่ครั้งเดียว ฉันเองพยายามอยู่หลายปี แต่ก็ทำได้แค่เพียงซื้อของไปเยี่ยมท่านในวันสำคัญ ๆ เท่านั้น เช่น วันเกิด, วันสงกรานต์, วันพ่อ หรือวันปีใหม่ของทุกปี ของที่ซื้อไปต้องแขวนไว้หน้าประตูบ้านหรือฝากน้องสาวให้เท่านั้น  ฉันไม่เคยได้พบพ่อเลย จนครั้งนี้ท่านโทรไปหาและพูดสั้น ๆ ว่า “พาพ่อไปหาหมอได้ไหม” ฉันตกใจมากจนไม่สามารถพูดอะไรต่อได้  เวลาผ่านไปเกือบครึ่งนาทีท่านเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เป็นไร” เสียงนั้นเรียกสติของฉันกลับมาอีกครั้ง และถามกลับไปว่า “เมื่อไหร่” ท่านตอบกลับมาว่า “แล้วแต่แก” แล้วก็วางสายไปเฉย ๆ นั่นเป็นการสนทนาครั้งแรกระหว่างพ่อลูกและก็เป็นการสนทนาที่สั้นมาก ๆ ครั้งหนึ่งที่ฉันเคยสนทนามา

ระหว่างทางฉันคิดหาประโยคมากมายสำหรับเริ่มต้นสนทนา  ฉันคิดว่าควรเริ่มต้นด้วยประโยคอะไรดีนะ “สวัสดีจ้ะ พ่อสบายดีหรือเปล่า” ไม่สิ “พ่อเป็นอะไรถึงเรียกหนูมา” เอ! หรือว่า “พ่อป่วยเป็นอะไรทำไมต้องไปหาหมอ” หรือจะเป็น“สวัสดีจ้ะ พ่อจะไปโรงพยาบาลเลยไหม (.....)จะได้พาไป” ความคิดต่าง ๆ นานาก็หยุดลงเมื่อเธอมาถึงหน้าประตูบ้านและเดินเข้าไปหาท่านอย่างรวดเร็ว

“พ่อ พ่อ พ่อ เป็นอะไรน่ะ! โรงพยาบาล เราไปโรงพยาบาลกันนะ เดี๋ยวเค้าไปตามแท็กซี่ก่อน รอแป๊บนึงนะจ๊ะ” ฉันออกตัววิ่งทันทีที่เห็นสภาพพ่อในตอนนั้น แทบไม่ได้พูดตามความคิดที่เตรียมไว้เลย เพราะฉันเห็นพ่อของฉันกำลังนอนจับหน้าอกจนหน้าแดงอยู่ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ตั้งใจไว้ ไม่มีอะไรบังเอิญแท็กซี่คันเดียวกันที่ฉันโดยสารมากำลังกลับรถอยู่พอดี ฉันเรียกไว้และไม่ลืมคว้าเสื้อพร้อมกับกระเป๋าเงินของท่านมาด้วย ทั้งฉันและโชว์เฟอร์ช่วยกันพยุงท่านขึ้นรถ “ตึกฉุกเฉินโรงพยาบาลจุฬาค่ะ” หลังจากบอกปลายทางที่จะไปและใส่เสื้อให้ท่านแล้ว ก็ไม่มีเสียงสนทนาใด ๆ ระหว่างพ่อลูกเลยสักคำเดียว

“พรุ่งนี้คุณช่วยไปเอาผลตรวจของพ่อคุณมาให้หมอหน่อยนะครับ เพราะพ่อคุณบอกว่าเขาเป็นแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้วและกำลังรอผลตรวจจากโรงพยาบาลที่ไปตรวจอยู่” ฉันพยักหน้าทันที “หมอจะฉีดยาแก้ปวดให้ก่อน คืนนี้คงต้องรอดูอาการที่นี่ก่อนหนึ่งคืน ถ้ามีอะไรฉุกเฉินจะได้ช่วยทันคงต้องนอนห้องฉุกเฉินไปก่อนเพราะเตียงผู้ป่วยนอกไม่ว่างเลย พรุ่งนี้เช้าคุณหมอด้านหัวใจจะเข้ามาดูอาการแต่เช้านะ” หมอเอ่ยแล้วฉันจึงถามต่อ “ฉันอยู่เฝ้าในห้องนี้ได้ใช่ไหมค่ะ” คุณหมอพยักหน้ารับและเดินไปตรวจคนไข้คนอื่นต่อไป

จากวันนั้นจนถึงเวลานี้เป็นเวลา 8 เดือนเต็มที่ฉันกับพ่อต้องวิ่งเข้า – ออกโรงพยาบาลแทบทุกสัปดาห์ บ่อยครั้งที่อาการของท่านกำเริบหนักจนต้องเข้าไปอยู่ในห้อง ICCU (ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินด้านหัวใจ) ท่านต้องพักฟื้นเป็นสัปดาห์ ๆ ที่นั่น ฉันเองก็ต้องมาเยี่ยมท่านทุกวันจนบางวันก็มาเฝ้าทั้งวันเลยทีเดียว

 ฉันเป็นผู้หญิงที่กลัวเข็มฉีดยาขึ้นสมองและไม่ชอบกลิ่นยาของโรงพยาบาลเอาเสียเลย   แต่คงไม่มีเวลาไหนในชีวิตแล้วที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้ที่ขึ้นชื่อว่า ‘พ่อ’ เท่าเวลานี้ ฉันเคยคิดว่าทำไมสองพ่อลูกต้องมาใกล้ชิดกันในเวลาที่ดูเหมือนสภาพย่ำแย่แบบนี้ด้วย แต่มีเสียงในใจตอบกลับมาทันทีว่า “ทุกอย่างมันมีเวลาของมันนะลูก”   ทำให้ฉันเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “ขอบคุณค่ะ ฉันจะขอบคุณทุกเหตุการณ์ ทุกกรณี และเชื่อว่าฟ้าหลังฝนจะงดงามเสมอ”

หลังจากรับโทรศัพท์ของพี่เล็กร้านขายผลไม้ฉันก็โบกแท็กซี่และตรงไปห้อง ICU ของโรงพยาบาลย่านชานเมืองทันที ไม่ถึง 40 นาที   เวลานี้ฉันยืนอยู่ต่อหน้าเตียงผู้ป่วยไม่ทันที่จะเอ่ยอะไรขึ้น พ่อก็พูดขึ้นว่า “พ่อทำให้แกลำบากอีกแล้วใช่ไหม” ฉันส่ายหน้าไปมาและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำตาว่า “ไม่เลย ไม่ลำบาก ถ้าลำบาก (.....) จะบอกพ่อนะ นอนพักเถอะนะ...พ่อเจ็บมากมั้ย” ท่านพยักหน้าและหลับตาลง ฉันจึงเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ จนหมดเวลาเยี่ยม

ก่อนกลับคุณหมอบอกว่า “วันนี้วันเสาร์เราไม่สามารถส่งตัวท่านไปผ่าตัดได้ทันที คงต้องเป็นเช้าวันจันทร์นะครับถึงจะส่งตัวไปได้” ฉันพยักหน้ารับทราบแต่ก็คิดในใจเหมือนกันว่า ‘ทำไมราชการต้องเป็นแบบนี้ทุกที ถ้าฉันมีเงินสักก้อนคงจะดีกว่านี้จะได้ส่งพ่อผ่าตัดวันนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอด’ แต่ก็ได้แค่คิดและอดทนเท่านั้นเพราะรู้เสมอว่าถ้าพ่อจะหายมัจจุราชที่ไหนก็ไม่สามารถเอาชีวิตของท่านไปได้ ฉันเชื่อว่าสวรรค์มีแผนการที่ดีสำหรับชีวิตของพ่อและฉันเสมอ  และก่อนกลับพยาบาลยื่นบัตรประจำประชาชนและบัตรข้าราชการให้ฉันเก็บไว้เพื่อไว้เดินเรื่องในวันจันทร์ที่จะมาถึง

 

บัตรประจำตัวประชาชนของพ่อ

  บัตรข้าราชการของพ่อ

 

เช้าวันต่อมา ‘ฉัน’ ภาวนาขอให้ท่านหายเป็นปกติเหมือนทุกครั้ง ๆ แม้ในใจลึก ๆ รู้ว่าพ่ออาการหนักมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาก็ตาม เมื่อมาถึงโรงพยาบาลนางพยาบาลก็รายงานอาการว่า พ่อพูดไม่ได้แล้ว เลือดไหลออกจากทวารหนักตลอดเวลาจนต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมทุกชั่วโมง ตัวบวมและซีดเหลืองลงเรื่อย ๆ แล้วฉันก็เดินไปหาท่าน

 “ทำไมต้องผูกเชือกที่แขนขาด้วยค่ะ” นางพยาบาลบอกว่า “ลุงแกคงปวดมากน่ะ ทำให้ดิ้นทุรนทุรายดึงสายเลือดและน้ำเกลือวุ่นวายไปหมดทางเราจึงต้องใช้วิธีนี้” ฉันพยักหน้ารับและมองไปที่พ่อด้วยความอาดูร   เวลานี้เหมือนผู้ต้องหาที่กำลังถูกจองจำจะมีใครที่จะปลดปล่อยพันธนาการนี้ได้...ต้องมีทางสิ...พ่อจะไม่เจ็บปวดแบบนี้อีกถ้าท่านอยู่ใกล้ฉันและเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด

 เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นท่านก็จากไปอย่างสงบระหว่างที่ฉันกำลังเก็บของผ้ตายซึ่งก็มีเสื้อผ้าที่ใส่มาโรงพยาบาลและนาฬิกาเก่า ๆ เรือนหนึ่ง แล้วพี่พยาบาลก็เข้ามาคุยกับฉันว่า “ลุงแกไม่ดิ้นอีกเลยนะหลังจากที่น้องคุยกับลุงแกเมื่อบ่ายแล้วก็จากไปอย่างสงบมาก พี่เห็นแกยิ้มเล็ก ๆ ก่อนไปด้วยนะ เออ! น้องไม่ต้องเป็นห่วงแกหรอกนะ พี่ว่าแกคงไปสบายแล้วล่ะ” ฉันยิ้มและเอ่ยขอบคุณพี่พยาบาลและฉันก้มลงเก็บข้าวของต่อ   แล้วเธอก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “น้องนี่น่ารักนะอยู่กับพ่อตลอดเลย บางคนยังไม่เคยแม้แต่มาเยี่ยมเลยนะ” ฉันยกมือไหว้เพื่อขอบคุณเธอ   ในใจก็นึกถึงสิ่งที่คุยกับพ่อและเชื่อว่าวันสุดท้ายฉันกับท่านคงได้เจอกันอย่างแน่นอน

นาฬิกาของพ่อ

 

งานฌาปนกิจศพเสร็จสิ้นลงหลังจากนั้น 5 วัน ฉันได้รับสิ่งที่เรียกว่า ‘สมบัติจากพ่อ’ เพิ่มขึ้นอีก 2 ชิ้นคือ รูปของท่านขณะเข้าอบรมกับที่ทำงาน   มันเป็นรูปถ่ายของพ่อเพียง 2 รูปเท่านั้นที่ฉันมีอยู่ในชีวิตเพราะตั้งแต่เกิดมาฉันไม่ถ่ายภาพร่วมกับท่านเลยสักครั้ง แม้วันที่ฉันรับปริญญาบัตรก็ตาม

ภาพถ่ายของพ่อ...การฝึกอบรม'หลักสูตรผู้ปฎิบัติงานขจัดคราบน้ำมันเบื้องต้น' 

 

ภาพถ่ายของพ่อ...การฝึกอบรม'หลักสูตรผู้ปฎิบัติงานขจัดคราบน้ำมันเบื้องต้น'

 

ฉันไม่สามารถเอ่ยถึงความเป็นมาเป็นไประหว่างเราสองคนได้มากกว่านี้  บอกไม่ได้ว่าทำไมฉันจึงไม่ได้คุยกับท่านมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา   และไม่สามารถบอกว่าฉันได้กล่าวสิ่งใดกับท่านก่อนท่านสิ้นลมหายใจ

รู้แต่เพียงว่าเราสองพ่อลูกได้ ‘เข้าใจกันและกัน’ แล้วก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไปและฉันได้ทำหน้าที่ของตนเองจนวาระสุดท้ายของท่าน

สมบัติของพ่อทั้ง 6 ชิ้นนี้จะเครื่องเตือนใจฉันในเหตุการณ์นี้และที่ผ่านมาตราบนานเท่านาน

ชีวิตของเราบางครั้งมันเหมือน ‘นิยายน้ำเน่า’ จริง ๆ แต่มันก็ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนนี้แล้ว...

‘สมบัติจากพ่อ’ แม้มันไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรแต่มันมีคุณค่าทางจิตใจต่อฉันจริง ๆ

 ‘พ่อค่ะหนูไม่รู้ว่าจะตอบแทนพระคุณของพ่อได้อย่างไร แต่วันนี้หนูขอตอบแทนด้วยการประกาศให้โลกนี้รู้ว่า...หนูรักพ่อค่ะ...และจะเก็บสมบัติทั้งหมดนี้ให้ดีเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่...’ 

ของรักของหวงของฉัน คือ สมบัติจาก'พ่อ' ค่ะ

 

โดย Bhirisa_ภิริสา

 

กลับไปที่ www.oknation.net