วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นักรบทะเลทราย


        นักรบทะเลทราย

ลมหนาวลูบไล้ผิวหน้าจนแสบแห้ง ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มคลี่ม่านสีทึมทึบ

ฉันจึงรีบก้าวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว

อากาศทะเลทรายยามเย็นย่ำ เริ่มขมุกขมัว  ผู้คนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยในตลาด ต่างเร่งรีบเพื่อที่จะกลับบ้าน สถานการณ์สงครามไม่มีใครมั่นใจในใคร แม้แต่ทหารฝ่ายตนเอง เพราะอาวุธในมือ ฆ่าได้ทุกคน แม้แต่คนที่เกาะกุมมันเอาไว้

ฉันเห็นเขายืนอยู่อย่างสงบ ใบหน้าคมคายเปื้อนฝุ่นเขรอะ  เสื้อผ้าที่สวมใส่ และผ้าคลุมศีรษะมอมแมมแทบไม่เป็นสีขาว แต่แววตานั้นยังคงฉายแววกล้าแกร่ง  ยามสบตา  เพียงนิดเดียวที่ไหววูบ วูบนั้นเอง ที่ทำให้ฉันยะเยือกเย็นและหวั่นไหวร้อนรุ่มในคราเดียวกัน  

ไม่มีคำพูดใดๆ นอกจากแววตาที่บอกถึงความหมาย ของความรักความห่วงใยอย่างท่วมท้น

อยากผวาเข้าไปกอดเขา อยากบอกเขาว่าคิดถึงเขามากเพียงใด

ในช่วงเวลาที่พลัดพรากจากกัน ฉันเหมือนใจจะขาด แต่เมื่อพบหน้ากัน สิ่งที่ทำได้ คือเก็บงำอารมณ์อ่อนแอไว้ให้มิดชิด  เขาคงรู้  เราต่างก็รู้ว่าไม่อาจซ่อนความรักความห่วงใยที่มีต่อกันได้  ฉันจึงต้องรีบจากมา

“รีบไปเถอะ” 

 คำพูดแผ่ว ปราศจากอารมณ์อื่น นอกจากระมัดระวัง ฉันจึงรีบสาวเท้าไปที่รถบรรทุกเล็กคันนั้น เปิดประตูไปนั่งในส่วนคนขับ กระชากเกียร์ เหยียบคันเร่ง พุ่งทะยานจากมา

ท่ามกลางความวุ่นวายจอแจของผู้คน ฉากสุดท้าย ที่ฉันจำได้ คือ แววตาคู่นั้น ที่ช่างแสนรัก แสนห่วงใย  เหมือนคำอำลาสุดท้าย  ราวกับจะรู้ว่าเราจะไม่ได้พบกันอีก 

เรานัดหมายในตลาด บริเวณที่มีคนจอแจ  อย่างน้อยหากผิดสังเกต ทหารจะไม่กล้ายิงเข้าใส่ฝูงชน แต่ขณะเดียวกัน เขาตั้งใจเอาตัวเองเข้าล่อ  เพื่อเบนความสนใจจากทหาร  เพื่อให้ฉัน ขับรถขนอาวุธคันนี้ออกมาให้เร็วที่สุด  

“ฉันเต็มใจที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อแผ่นดิน แต่คุณตั้งใจแลกชีวิตเพื่อแผ่นดินและเพื่อฉัน” ฉันไม่อาจร้องไห้ ไม่อาจเสียใจ ไม่อาจอ่อนแอ เพราะเขาไม่เคยอ่อนแอ  แม้แต่นาทีสุดท้าย ที่เขาจงใจจะให้ถูกจับ

“ที่รัก หากโชคดี เราคงได้เจอกัน ในชาติใดชาติหนึ่ง” ฉันเหยียบคันเร่งจมมิด ให้ความเร็วรถกระชากความห่วงหาอาวรณ์หลุดลอยไปกับฝุ่นทรายที่ปลิวฟุ้งอยู่เบื้องหลัง แต่มันก็ยังตามมาทันทุกครั้งไป ที่นึกถึงดวงตาคู่นั้น

หัวใจฉันเจ็บชา คงไม่มีอะไรมาทำให้มันเจ็บปวดได้อีกแล้ว

ระยะทางกลางทะเลทราย ที่ต้องขับรถยาวนานเกือบตลอดคืน ฉันต้องปลอบใจตัวเองว่า เขาต้องปลอดภัย เพื่อที่เราจะได้เจอกันในเขตปลดปล่อยข้างหน้าโน้น

ด้วยหัวใจที่ระทึกและเปี่ยมความคาดหวังว่างานจะต้องสำเร็จ มารู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไป เมื่อท้องฟ้าเริ่มฉายแสงเรื่อเรืองทางทิศตะวันออก อีกไม่ไกลนัก ฉันก็จะออกไปสู่เขตของเราแล้ว ..คุณจะต้องคงดีใจเมื่ออาวุธนี้ไปถึงพวกเรา งานใหญ่จะต้องสำเร็จ

ท่ามกลางสภาพถนนที่กำลังเร่งทำงานของฝ่ายรัฐบาลทหาร  รถฉันจึงมาหยุดกึกตรงสะพานขาด  ฉันทำใจดีสู้เสือ  เมื่อทหารที่ถือปืนอาก้า เข้ามาโบกให้เลี่ยงลงไปในลำธาร ฉันไม่สามารถเลือกได้  ด้วยเกรงจะเป็นพิรุธ ไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไป  เพราะเครื่องแต่งกายแบบคนทะเลทราย พรางตัวว่าเป็นผู้ชาย พวกเขาจึงไม่ได้สนใจอะไรนัก

แต่แล้ว เจ้ากรรมเสียจริง  เมื่อรถลงมาถึงกลางลำธาร ล้อรถจมลงในทราย ฉันใจหายวาบ  จะทำอย่างไรดี......จะทำอย่างไรดี

ทหารคนนั้น เดินเข้ามาใกล้ และโบกไม้โบกมือให้ฉันลงจากรถ พลางบอกว่า

“ของในรถหนักเกินไป คุณควรจะเอาลงเสียบ้างนะ เดี๋ยวผมจะเรียกเพื่อนๆ มาช่วย” ฉันอึ้ง ตัวเย็นวาบ ยังไม่ลงจากรถ คิดว่าน่าจะจัดการให้ผ่านไปได้ แต่แล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อทหารคนนั้นเดินไปที่ท้ายรถ แล้วเปิดผ้าเต๊นท์ที่คลุมออก....

พระเจ้าช่วย   ฉันจะทำอย่างไรดี

ฉับพลัน...ฉันผลักประตูรถ  ดีดตัวเองออกมา แล้ววิ่งข้ามลำธาร   วิ่งไปในทิศทางข้างหน้า วิ่งอย่างเต็มที่ เต็มกำลังฝีเท้า แม้พื้นทรายจะแน่นหนืดเหนี่ยวรั้งฉันไว้เหมือนไม่ยอมให้ไปไหน ในสายตาที่มองเห็นรางๆ พื้นดินที่มีพุ่มไม้เป็นหย่อมๆ ไม่มีที่กำบังหลบซ่อนสายตาศัตรู ไม่มีซอกหลืบใดๆ ให้ซ่อนเร้น ถ้าพวกเขาลั่นกระสุนใส่ ฉันคงตายอยู่ตรงนี้ ตรงพื้นทรายที่หนาวเหน็บนี้ 

 

ฉันยังคงวิ่งอย่างไม่รู้ไม่รู้จุดหมายปลายทาง แว่วเสียงเอะอะ โวยวายจากเบื้องหลัง

ฉันวิ่งราวกับล้อรถที่หลุดออกมาจากตัวรถ มุ่งไปตามแรงส่งอย่างไร้ทิศทาง ไร้การควบคุม   ทุกวินาที..รู้สึกเหมือนห่ากระสุนไล่ตามหลังมา  และคิดว่าอีกไม่นาน ฉันก็จะล้มลง สิ้นลมหายใจอย่างโดดเดี่ยว ปราศจากคนที่รักอยู่เคียงข้าง

สิ่งเดียวที่ฉันสำนึกได้ในวาระสุดท้าย คือแววตาคู่นั้น ที่ไม่มีแววตาของผู้ใดเสมอเหมือน

โดย กู่

 

กลับไปที่ www.oknation.net