วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Osama ดอกฟ้าในมือมาร


                                                                                                                                   

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2547 ที่ผ่านมา  มีการจัดงานขึ้นตรงกับช่วงเวลาการประกาศรางวัลของลูกโลกทองคำประจำปี 2003  ด้วยเช่นเดียวกัน   ในส่วนของภาพยนตร์สาขาต่างประเทศยอดเยี่ยมปีนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์จากอัฟกานิสถานเรื่อง Osama ที่กำลังเข้าฉายในเทศกาลพอดี   ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการจองเต็มในทุกรอบที่เข้าฉาย   ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าชมด้วยเช่นกัน

            ที่มาของหนังเรื่องนี้ได้จัดสร้างขึ้นหลังจากรัฐบาลทาลิบันหมดอำนาจลงตามข่าวที่เราทราบกันอยู่แล้ว โดยทีมสร้างได้รับแรงสนับสนุนจากนัก ครอบครัวนักทำหนังชาวอิหร่านอย่าง  Mohsen Makhmalbaf  ขาประจำในเวทีหนังเทศกาลต่างๆ   โดย Osama เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทของ Siddiq Barmak  ชาวอัฟกานิสถานผู้จบปริญญาโทด้านภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยมอสโก      

       

                หนังตั้งชื่อได้น่าสนใจมาก  แค่ได้ยินชื่อก็อยากดูแล้ว เพราะคำว่า Osama ไปพ้องกับชื่อหน้าของอดีตผู้นำที่มีชื่อเสียงของรัฐบาลทาลิบัน   แถมทำให้พอจะนึกออกทันทีว่าเป็นหนังของประเทศอะไร   และมุขนี้ในหนังก็นำไปใช้อย่างถูกที่ถูกทาง  ช่วยให้คนดูอมยิ้มกับตลกร้ายนี้ในฉากการเกณฑ์เด็กๆเข้าค่ายฝึกทหาร   ( คล้ายๆกับหนังอีกเรื่องที่สร้างออกมาโดยทีมสร้างจากอิหร่านเรื่อง Kandahar เป็นชื่อที่บอกเรื่องราวได้อย่างดี)     ดังนั้นแค่ชื่อเรื่อง  ผู้คนก็เทใจ(อยากรับรู้) ให้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว

            ประเด็นของหนังชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันของผู้หญิงและชาย   เริ่มตั้งแต่ฉากแรกที่ทหารทาลิบันเข้าสลายม๊อบบรรดาสตรีที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการหางานทำ   ภาพหญิงที่อยู่ในชุดคลุม ฮิยาบ (Hi-yarb) ตลอดทั้งศรีษะถึงเท้า มีเพียงช่องว่างเห็นแค่เพียงช่องดวงตาเท่านั้น  ได้ถูกกวาดต้อนโดยการฉีดน้ำเข้าใส่สร้างความโกลาหลตั้งแต่ต้นเรื่อง

            หนังโฟกัสไปถึง Osama เด็กหญิงวัย 12 ปี ผู้ที่ต้องรับภาระหาเลี้ยงครอบครัวที่พึ่งขาดเสาหลักคือพ่อไป   โดยยังมีแม่และยายที่รอความหวังจาก Osama  (ในอัฟกานิสถานไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเดินทางออกจากบ้านโดยลำพัง ต้องมีผู้ชายที่เป็นสามีหรือญาติไปด้วยทุกครั้ง)   ดังนั้นยายของเธอจึงตัดสินใจตัดผม Osama ให้สั้นเสีย และปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย  แล้วพาไปฝากทำงานกับเพื่อนบ้านผู้ใจดี   เพื่อแลกกับเพียงอาหารพอประทังชีวิตไปวันๆ

            แต่สิ่งที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับ Osama ก็คือ ความกลัวที่ว่าจะถูกทหารทาลิบันจับได้   ดังนั้นตลอดการเดินทางกลับบ้านในแต่ละวันเธอจึงหวาดระแวงในทุกฝีเท้า    ทำให้คนดูคอยลุ้นเอาใจช่วยอยู่เสมอว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง    ในขณะเดินทางอยู่ตามลำพัง  ยิ่งการใช้ภาพลักษณะคล้ายมีคนติดตามเธอยิ่งต้องช่วยลุ้นเข้าไปอีก      หลังจากทำงานอยู่ได้ไม่นาน   เธอถูกเกณฑ์พร้อมกับกลุ่มเด็กผู้ชายให้เข้าโรงเรียนสอนศาสนา และฝึกการเป็นทหาร ภายใต้การควบคุมของทหารทาลิบัน    ถึงขั้นนี้คนดูยิ่งเอาใจช่วยเธอหนักขึ้นไปอีกว่า  จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

            ด้วยความอ่อนแอของสตรีเพศ ทั้งใบหน้า สีผิว และน้ำเสียง  ทำให้เกิดข้อสงสัยให้เหล่าเพื่อนผู้ชายขึ้น   แม้ท่ามกลางเด็กชายล้วนๆนั้น   เธอจะยังมีมิตรแท้อย่างเด็กจรจัดคนหนึ่งที่รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิง ได้คอยช่วยเหลือเธอเสมอจากเด็กชายคนอื่นๆก็ตามที     เช่นในฉากถูกท้าให้ปีนต้นไม้ให้ได้  เป็นต้น       และเมื่อในที่สุดความลับแตก เธอถูกสั่งจับ  ภาพที่เธอพยายามวิ่งหนีโดยมีเหล่าฝูงเด็กชายวิ่งตามไล่จับ   ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือของผู้มีอำนาจเหนือกว่า      ท้ายสุดศาลของทาลิบันตัดสินลงโทษเธอให้อยู่ในขั้นต้องถูกขว้างด้วยก้อนหินให้ตายเสีย    

             แต่ก็มีผู้ช่วยเหลือให้เธอรอดพ้นกับความตายไปหวุดหวิดจากชายชราท่าทางใจดี   และใช่ว่าเขาจะช่วยเหลือเธอเพื่อไม่หวังอะไรตอบแทนหรือ?    หนังสไตล์แบบนี้คงไม่จบอย่างแฮปปี้แน่นอน   เพราะชายชราก็หวังสิ่งตอบแทนอื่นแลกกับการได้ช่วยเหลือชีวิตเธอครั้งนี้เช่นกัน    ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่น่าจะแตกต่างกับโทษทัณฑ์ที่รอดมาได้นั่นเอง

            อาจเปรียบเปรยได้ว่าเหมือนกับเธอตกอยู่ท่ามกลางเหล่าหมู่มารร้าย   ตั้งแต่ต้นเรื่องเรื่อยมา ทั้งจากทหาร  กลุ่มเด็กชาย  และชายชรา   ที่ยากจะหาทางออกให้กับตัวเองได้อีก

            แม้หนังจะชี้ให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงความไม่เท่าเทียมกันทางด้านเพศแล้ว   บรรยากาศสภาพแวดล้อมบ้านเรือนก็เป็นสิ่งจูงใจชั้นดีที่     ทำให้ใครๆ ก็อยากรู้อยากเห็นรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในประเทศนี้ในแง่มุมอื่นๆ     นอกเหนือจากที่ได้เห็นตามข่าว CNN หรืออื่นๆ   ที่เห็นตามจอทีวีอย่างหนักเมื่อสองปีที่แล้ว   หรือภาพข่าวก่อนหน้านั้นที่แสดงถึงการใช้ระเบิดทำลายรูปปั้นสลักรูปพระขนาดใหญ่ของศาสนาอื่นบนหน้าผา   ที่หลายคนเคยเห็นในผลงานเก่าๆของทหารทาลิบันก็เป็นตัวอย่างหนึ่งเช่นกัน    

           แต่มันดูตรงกันข้ามกับฉากในหนังตอนที่เกณฑ์เด็กไปที่โรงเรียนสอนศาสนา   โดยให้แต่ละคนนั่งท่องพระคัมภีร์คนละเล่มใหญ่ให้ได้    ซึ่งดูขัดแย้งกันเองอย่างสิ้นเชิงกับภาพการสนับสนุนศาสนาของตนและการทำลายศาสนาอื่นโดยฝีมือของทหารทาลิบัน

            สิ่งที่โดดเด่นมากในหนังเรื่องนี้  เป็นเสียงคล้ายการแกว่งถังน้ำสังกะสี   ฟังดูโหยหวนคล้ายๆ เสียงกรีดร้องของผู้หญิง ได้ยินตั้งแต่ฉากหนังเปิดเรื่องที่ทลายม๊อบผู้หญิง    และตอน Osama  โดนจับได้ว่าเป็นผู้หญิงก็มีเสียงแบบนี้อย่างชัดเจน     เหมือนกับการเรียกร้องหาความเป็นธรรมจากการที่พวกเธอถูกกระทำได้อย่างน่าสนใจ     หนังสร้างความหดหู่ในชีวิตของผู้หญิงในประเทศนี้  ซึ่งถ้าบางคนอาจเอาไปปนเปกับเรื่องราวความจริงของสงครามที่เกิดในอัฟกานิสถานแล้วอาจยิ่งทำให้อินเข้าไปใหญ่อย่างแน่นอน        

           หรือในตอนที่ Osama ถูกจับได้ว่าเป็นผู้หญิง  ท่ามกลางเด็กผู้ชายหลังจากวิ่งหนีจนไปไม่รอด  เธอกรีดร้อง  จนถูกจับสวมด้วยชุดคลุมฮิยาบ  เธอจึงหยุดนิ่ง  ชุดคลุมตั้งแต่ศรีษะจนถึงเท้าของเพศหญิง น่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่บอกถึงการถูกคุมขังทั้งทางร่างกายและจิตใจของเธอนั่นเอง

            มีอีกประเด็นของผู้หญิงในอัฟกานิสถานที่น่าสนใจคือ  มีฉากตอนหนึ่ง แม่ของ Osama เดินทางไปโรงพยาบาล กับเพื่อนบ้านผู้ชาย (ที่ปลอมตัวว่าเป็นสามี)    โดยนั่งซ้อนท้ายจักรยานกันไป   เจอทหารทาลิบันเข้ามาตรวจตรา    โดยกำหนดให้ผู้หญิงห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โผล่ออกจากผ้าคลุมเลย   แม้แต่เท้าก็ไม่ยอม   ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ดูหนังเรื่องนี้จะคิดอย่างไร?

            หนังเรื่องนี้ฉายในย่านสยามสแควร์   พอหนังจบเดินออกจากโรงหนังมา กับมองเห็นในทางตรงกันข้ามกับในหนังมากมาย   มีทั้งสายเดียว ไร้สาย เกาะอก เอวลอย  ไม่รู้ว่าถ้าคุณเธอเหล่านี้  เจอทหารทาลิบัน ใครจะปวดหัวกว่ากันนะ  (ฮา)

 

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net