วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิติศาสตร์อิสลามเกี่ยวกับการตกลงซื้อ-ขายในรูปแบบต่างๆ


นิติศาสตร์อิสลามเกี่ยวกับการตกลงซื้อ-ขายในรูปแบบต่างๆ
มติและคำแนะนำของสภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม เลขที่ 65(2/7) เกี่ยวกับเรื่องการขายแบบผ่อนชำระ
  ในการประชุมครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 ซุลเกาะอฺด๊ะฮฺ ฮ.ศ.1412 ตรงกับวันที่ 9-14 พฤษภาคม ค.ศ.1992 ในนครญิดด๊ะฮฺ (อาณาจักรซาอุดิอารเบีย) สภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม(The Council of Islamic Fiqh Academy)ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยองค์การที่ประชุมอิสลาม (OIC) ได้พิจารณาเอกสารการศึกษาค้นคว้าที่สภาได้รับมาเกี่ยวกับเรื่อง “การขายแบบผ่อนชำระ” และเป็นเรื่องสืบนื่องมาจากมติหมายเลข 51(2/6) ในการประชุมของสภาครั้งที่ 6

  หลังจากได้พิจารณาข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว สภาได้ลงมติว่า :-
  1) การขายผ่อนชำระเป็นงวดๆเป็นที่อนุญาตในหลักกฎหมายอิสลามถึงแม้ว่าราคาขายผ่อนจะเกินกว่าราคาขายสด (ที่จ่ายกันทันทีเมื่อซื้อขาย)
  2) เอกสารทางการค้า เช่น เช็ค หนังสือมอบอำนาจ ใบเบิกถอน ตั๋วสัญญาใช้เงินและใบแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นรูปแบบบางอย่างของเอกสารรับรองหนี้ที่เชื่อถือได้
  3) การลดมูลค่าเอกสารการค้าไม่เป็นที่อนุญาตตามหลักกฎหมายอิสลามเพราะมันเหมือนกับการค้าที่เกี่ยวข้องกับริบาอันนาซิอ๊ะฮฺ (ดอกเบี้ยอันเนื่องมาจากการเลื่อนเวลาจ่ายเงิน) ซึ่งเป็นที่ต้องห้าม(ฮะรอม)อย่างชัดเจน
  4) การลดหนี้ผ่อนชำระเพื่อกระตุ้นให้จ่ายหนี้เร็วขึ้นไม่ว่าจะโดยการขอร้องของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ (จ่ายน้อยแต่จ่ายก่อนกำหนดเวลา) ถือเป็นที่อนุญาตในหลักกฎหมายอิสลาม วิธีการนี้ไม่ตกอยู่ในข่ายริบาที่ต้องห้าม ถ้าหากไม่ได้มีการตกลงล่วงหน้ากันไว้ก่อนและตราบใดที่ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อยู่ ถ้าหากมีฝ่ายที่สามระหว่างทั้งสองฝ่าย การลดหนี้ไม่เป็นที่อนุญาตเพราะกฎ(ฮุกุม)ในเรื่องนี้จะเหมือนกับกฎของการซื้อลดเอกสารทางการค้า
  5) เป็นที่อนุญาตให้สองฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินตกลงกันว่าค่างวดทั้งหมดจะต้องได้รับการชำระถ้าหากลูกหนี้ปฏิเสธที่จะชำระหนี้งวดหนึ่งงวดใดตราบใดที่ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
  6) ถ้าหากถึงเวลาชำระหนี้ หากมีการตาย การล้มละลายหรือการล่าช้าของลูกหนี้ ในกรณีที่กล่าวมานี้ทั้งหมด จำนวนหนี้อาจลดได้ทั้งนี้เพื่อที่จะให้มีการชำระหนี้เร็วขึ้นโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องได้รับการยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
  7) เกณฑ์ตัดสินการล้มละลายที่จะนำมาใช้ก็คือลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่เกินความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่เขาจะชำระหนี้เป็นเงินสดหรือเป็นสิ่งของ

มติและคำแนะนำสภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม เลขที่ 65(3/7) เกี่ยวกับเรื่องสัญญาจ้างทำ

  ในการประชุมครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 ซุลเกาะอฺด๊ะฮฺ ฮ.ศ.1412 ตรงกับวันที่ 9-14 พฤษภาคม ค.ศ.1992 ในนครญิดด๊ะฮฺ (อาณาจักรซาอุดิอารเบีย) สภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม(The Council of Islamic Fiqh Academy)ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยองค์การที่ประชุมอิสลาม (OIC) ได้พิจารณาเอกสารการศึกษาค้นคว้าที่สภาได้รับมาเกี่ยวกับเรื่อง “สัญญาจ้างทำ” (อะกั๊ดอิสติศนาอฺ)
  หลังจากได้ฟังการถกเถียงกันในเรื่องนี้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน กฎของนิติศาสตร์อิสลามเกี่ยวกับเรื่องสัญญาและการค้าขายและได้พิจารณาถึงความสำคัญของสัญญาอิสติศนาอฺในการกระตุ้นอุตสาหกรรมและในการเปิดโอกาสให้กว้างขึ้นทางด้านสินเชื่อและการส่งเสริมเศรษฐกิจอิสลามแล้ว สภาได้มีมติว่า :-
  1) สัญญาอิสติศนาอฺซึ่งเป็นเรื่องของการให้สินเชื่อแก่งานและสินค้านั้นเป็นข้อผูกมัดทั้งสองฝ่ายถ้ามันเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขขั้นพื้นฐาน
  2) สัญญาอิสติศนาอฺจะต้องกำหนดสิ่งต่อไปนี้ไว้
    ก. ลักษณะ ประเภท จำนวนและข้อกำหนดที่จำเป็นของสิ่งที่จะทำหรือบริการที่ต้องการ
    ข. ขอบเขตของเวลา
  3) ในสัญญาอิสติศนาอฺ การจ่ายเงินเต็มจำนวนอาจทำทีหลังหรืออาจจ่ายเป็นงวดตามวันที่กำหนดไว้ก็ได้
  4) สัญญาอิสติศนาอฺอาจรวมบทลงโทษไว้ก็ได้ถ้าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันตราบใดที่ไม่มีเรื่องของการบังคับกัน

มติและคำแนะนำสภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม เลขที่ 66(4/7) เกี่ยวกับเรื่อง “บัยอฺ อัลวะฟาอฺ” (การขายที่มีเงื่อนไขจำนอง)

  ในการประชุมครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 ซุลเกาะอฺด๊ะฮฺ ฮ.ศ.1412 ตรงกับวันที่ 9-14 พฤษภาคม ค.ศ.1992 ในนครญิดด๊ะฮฺ (อาณาจักรซาอุดิอารเบีย) สภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม(The Council of Islamic Fiqh Academy)ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยองค์การที่ประชุมอิสลาม (OIC) ได้พิจารณาเอกสารการศึกษาค้นคว้าที่สภาได้รับมาเกี่ยวกับเรื่อง “การขายที่มีเงื่อนไขจำนำ” (การขายที่ผู้ขายจ่ายคืนราคาให้แล้ว ผู้ซื้อก็คืนสินค้าที่ซื้อมาให้)
  และหลังจากที่ได้ฟังการถกเถียงกันถึงเรื่องนี้แล้ว สภาได้มีมติว่า :-
  1) การขายเช่นนี้ความจริงแล้วเป็น “เงินกู้อย่างหนึ่งซึ่งได้ก่อให้เกิดกำไรแล้ว” ดังนั้น มันจึงเป็นการหลอกลวงในเรื่อง “ริบา” และตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ถือว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
  2) ตามหลักกฎหมาย สัญญานี้ไม่เป็นที่อนุญาต หมายเหตุ : บัยอฺ อัลวะฟาอฺ (การขายโดยมีเงื่อนไขจำนำ) เป็นการขายโดยมีเงื่อนไขที่ว่าเมื่อผู้ขายคืนราคาให้ ผู้ซื้อก็จะคืนสิ่งที่ซื้อมาให้ ตามฮุกุม(กฎ) การค้าขายเป็นที่อนุญาตถ้ามองในแง่ที่ว่าผู้ซื้อได้รับกำไร อย่างไรก็ตาม การค้านี้ถูกมองว่าเหมือนกับ “การจำนำ” ที่ผู้ซื้อไม่มีสิทธิ์ที่จะขายสินค้าของตนให้คนอื่น

มติและคำแนะนำสภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม เลขที่ 110(9/12) เกี่ยวกับเรื่องเงินเฟ้อและการขึ้นลงของอัตราเงิน ในการประชุมครั้งที่ 12 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ญะมาดิลอาคิรฺ ถึงวันที่ 1 เดือนเราะญับ ฮ.ศ.1421 ตรงกับวันที่ 23 -28 กันยายน ค.ศ.2000 ในกรุงริย้าด (อาณาจักรซาอุดิอารเบีย) สภาวิชาการนิติศาสตร์อิสลาม(The Council of Islamic Fiqh Academy) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยองค์การที่ประชุมอิสลาม (OIC) ได้พิจารณาการศึกษาครั้งล่าสุดและการแนะนำของสภานิติศาสตร์เศรษฐกิจเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าเรื่องเงินเฟ้อ (ซึ่งจัดขึ้นสามครั้งในญิดด๊ะฮฺ, กัวลาลัมเปอร์และมานาม)

  และหลังจากที่ได้ฟังการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้โดยผู้เชี่ยวชาญและนักนิติศาสตร์อิสลามแล้ว สภามีมติว่า :
  1) ยืนยันมติหมายเลข 42 (4/5) ก่อนหน้านี้ซึ่งกล่าวว่า :-
   “สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในการชำระเงินกู้คืนก็คือการจ่ายเงินคืนจะต้องจ่ายด้วยเงินสกุลเดียวกันในจำนวนที่เท่ากัน ไม่ใช่จ่ายโดยมูลค่าของสกุลเงินนั้น เพราะเงินกู้จะต้องจ่ายคืนด้วยเงินจำนวนเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่เป็นที่อนุญาตให้ผูกการจ่ายเงินกู้ไว้กับการขึ้นลงของอัตราสกุลเงินไม่ว่าจะสกุลเงินอะไรก็ตาม”
  2) อนุญาตให้กำหนดมาตรการระวังล่วงหน้าเมื่อทำสัญญากู้เงินในช่วงเวลาของเงินเฟ้อโดยไม่ต้องใช้สกุลเงินที่คิดว่าจะมีอัตราผันผวน เงินกู้อาจทำได้โดยสิ่งต่อไปนี้ :
    ก) ทองคำหรือเงิน
    ข) สินค้าที่เหมือนกัน
    ค) สินค้าที่เหมือนกันจำนวนหนึ่ง
    ง) เงินต่างประเทศที่แข็งค่ากว่า
    จ) เงินจำนวนหนึ่ง
    เป็นเรื่องจำเป็นที่เครื่องมือการชำระเงินในกรณีดังกล่าวมาข้างต้นจะต้องมีมูลค่าเท่ากับจำนวนที่กู้มา ผู้ให้กู้จะต้องได้รับเฉพาะสิ่งที่ตัวเองให้กู้ไปเท่านั้น
    กรณีดังกล่าวแตกต่างไปจากกรณีต้องห้ามที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งให้เงินกู้ไปสกุลหนึ่งและกำหนดให้ผู้กู้จ่ายคืนด้วยเงินอีกสกุลหนึ่งหรือจำนวนหนึ่ง ข้อห้ามในกรณีเช่นนี้ได้ถูกประกาศไว้แล้วในมติเลขที่ 75 (6/8) ของสภาในการประชุมครั้งที่ 8
  3) จากทัศนะของอิสลาม ไม่เป็นที่อนุญาตให้ทำสัญญาที่มีข้อตกลงผูกพันเงินกู้ไว้กับสิ่งต่อไปนี้ :-
    ก) สกุลเงินที่ใช้หักหนี้
    ข) ดัชนีครองชีพหรือดัชนีอื่นๆ
    ค) ทองคำและเงิน
    ง) ราคาของสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง
    จ) ดัชนีการพัฒนาผลผลิตแห่งชาติ
    ฉ) สกุลเงินอื่น
    ช) ดอกเบี้ย
    ซ) ดัชนีราคาของสินค้าบางอย่าง
  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการผูกพันดังกล่าวนำไปสู่การหลอกลวงและคู่สัญญาไม่รู้แน่ชัดถึงสิทธิ์และความรับผิดชอบของตน สัญญาจะถูกต้องใช้ได้ก็ต่อเมื่อคู่สัญญารู้แน่ชัดในสัญญาและทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นล่วงหน้าในการทำสัญญา ถ้าเงินกู้ถูกกำหนดไว้ให้ขึ้นอยู่กับการขึ้นราคาของสินค้าแล้ว เงินกู้ก็จะไม่มีมูลค่าเท่าเดิมในตอนชำระคืน และการเพิ่มขึ้นใดในสิ่งที่ได้ถูกกำหนดไว้ในสัญญาก็คือดอกเบี้ย


ผู้เขียนบทความ :   อ.บรรจง บินกาซัน

โดย เจ้าชายแห่งโอมาน

 

กลับไปที่ www.oknation.net