วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภาพปริศนาธรรม : ฝีมือช่างพื้นบ้าน วัดพระรูป (ตอนต่อมา)


         คราวที่แล้วผมได้นำเสนอภาพปริศนาธรรม คัดเฉพาะข้อธรรมปฏิจจสมุปบาท  ก็ขอบอกตามตรงเลยนะครับว่า ตัวผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในข้อธรรมเท่าไรนัก  จึงได้นำมาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับท่านผู้รู้  ที่จะกรุณาแสดงความคิดเห็นไว้ ดั่งเช่นที่ท่าน buddhamantra ช่วยอธิบายอย่างละเอียด ทำให้ผมได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นด้วยครับ  ผมต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงจริง ๆ 

         ดังนั้น ผมจึงย้อนกลับมาดูภาพที่ยังมีอีกมากมายหลายภาพ เห็นว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง  คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านที่สนใจใคร่ศึกษา  จึงขอนำภาพปริศนาธรรมอีกส่วนหนึ่งมาให้ทุก ๆ ท่านได้พิจารณาข้อธรรมอย่างพินิจพิเคราะห์ในภาพแต่ละภาพไว้ ณ โอกาสนี้ครับ

         ภาษาที่ใช้อธิบายข้อความในปริศนาธรรม  ผมคัดลอกจากต้นฉบับ หลายตอนมีภาษาเก่าปะปนอยู่มาก เช่น คำว่า สลุด (หมายถึงหล่ม)  มีเมียเยียชู้  สเภา (หมายถึงสำเภา) เป็นต้น



         บุคคล ๔ จำพวกที่จะทำลายศาสนา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พาลบัณฑิต ภิกษุโจร  ภิกษุชั่ว  และภิกษุพาล



         “อันธการ ไปป่า อาศัยอยู่ในป่ากลัวมิคราช  มิรู้ว่าราชสีห์ อยู่ในป่า  ต่อรุ่งจึ่งรู้ โยคาวจรเจ้ากลัวภัยในสังสารดุจดังนั้นแล”  (อันธการ หมายถึง ความมืด โยคาวจร หมายถึง พระภิกษุ)



         พระยาตัณหา (กลาง) มีธาตุทั้ง ๔ คือ อาโปธาตุ  ปฐวีธาตุ  วาโยธาตุ  และเตโชธาตุ เป็นบริวาร



        “อุททมาทกํ คือซากผีอันเหลืองแลพองแล  วินิลลกํ คือซากผีอันพองแลเขียวขึ้นมาแล”



         “โยคีอุดม  แต่งตัวเป็นพรหม  จำเริญเมตตา  ในท้องจักรวาฬ  แต่ล้วนอัปนา  ผู้มีปัญญา  จึ่งรู้แห่งเอา  โยคีชมฌาน  ในพรหมวิหาร  เสวยรสอัปนา  มิรู้สิ้สสุด  ที่จะหลุดเลยนา  อัปปมัญญา  แห่งพระสัพพัญญู  พระผู้เป็นครู  ตรัสรู้แท้จริง  อนันตโลกา  แจ้งในปัญญา  โยคาวจร  แบ่งเป็นแปดทิศ  ได้บนไว้ก่อน  คำพระสั่งสอน  ไว้เป็นกบวน  จึงทิศแลอันเป็น ๕ ส่วน  จัดตามกระบวน  ในห้องอัปนาแล”



         “โยคีชมฌาน  แก้วก่อห้องจักรวาฬ  ให้รูปดอกบัว  นั่งกลางฝักอ่อน  คามเป็นเกสร  นครเป็นกลีบกลาง  ริมขอบจักวาฬเป็นขอบนอกที่สุด  ผุดขึ้นในสมุดคือโลกสัณฐาน  โยคีผู้มีฌานนั่งชมฌานในห้องดอกบัว  ชมรสอัปปนาชื่อปทุมชาติพรหมวิหาร  นิมิตจักรวาฬเป็นรูปดอกบัวด้วยเดชอัปปนา”



         “โยคีผู้ฉลาด  ใช้ฌานเป็นนาค  เกี่ยวสัตว์โลกา  เกี่ยวทั้งแปดทิศ  ด้วยฤทธิ์อัปปนา  บ่ายหน้าเข้ามา  ต่อตัวโยคี  พ่นพิษออกมา  ละตัวแลสิบเอ็ดที  ต้องโยคีเป็นโกลาหล  ฝูงผีฝูงคน  แตกกันบูชา  ชื่อนาคบาตรพรหมวิหาร  เอาใจผูกเอาคามกับนครเข้าด้วยกันเป็นทีหนึ่ง  ผูกเอานครกับจักรวาฬเข้าด้วยกันทีหนึ่ง”



         บัลลังก์ที่สถิตของพระยาตัณหา  บริวารคือธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
        
“อันธการ หลงอยู่ในสังสาร  แลเห็นชาติปุถุชนอันหลงอยู่ในภวตัณหา  บมิรู้จักพระจตุราริยสัจ”
         อุปาทานปัญญา  คือเทวดาถือพระขรรค์  อุบัติจากดอกบัว  เป็นอุปาทานชาติปุถุชน  บุรุษที่อยู่ตรงกลางคืออันธการ



         หมา คือ สังขาร  ราชสีห์ คือ ตัณหา  จะใคร่เข้าสู่สมุทรสังสารทั้งหลายนี้  เต่า คือ คนทั้งหลายอันหลงอยู่ในสังสารนี้   เสมอสมุทรนี้แล
         โมหะเลี้ยงเดียรัจฉาน คือ ไก่  โทษนรกประจำไฟ  โทโสฟอนนรก



         นาคราชอยู่ในปากครุฑ  โยคาวจรเห็นภัยในสงสาร  และกลัวภัยประดุจดังพระยานาคราชอันอยู่ในปากครุฑ  แลใคร่พ้นจากปากครุฑแลมีฉันใด  โยคาวจรใคร่พ้นจากสังสารประดุจดังนั้นแล



         ดอกบัวที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ด้านซ้ายของภาพ หมายถึง  อริยมรรค  อริยผล  ดอกที่อยู่ล่างสุด  หมายถึง  พระโสดาบัน  ดอกที่อยู่ลำดับที่ ๒ หมายถึง  พระสกิทาคามี  ดอกชั้นที่ ๓ หมายถึง  พระอนาคามี  และดอกบนสุด หมายถึง  พระอรหันต์



         วงกลม หมายถึง  วัฏฏสังสาร คน ๔ คน ในวงกลม ได้แก่  ราคะ  โลภะ  โทสะ  และโมหะ
         ปลา หมายถึง  กิเลส  ว่ายวนเวียนอยู่ด้วยกุศลกรรมและกุศลกรรม




         “โยคาวจร  พิจารณาเห็นภัยในสังสารแลกลัว  จะใคร่พ้นจากสังสาร  ดุจดังกบอันจะใคร่พ้นจากปากงูนั้นแล”
        
“โยคาวจร  พิจารณาเห็นอรหันตตมัคคญาณ  ละเสียมานะ  อุธัจจะ  เสร็จแล้วถึงปัญญาบริบูรณ์แล”



         “โยคาวจร  พิจารณาถึงอนาคามัคคญาณ  เสียโทโส  แลศีลบริบูรณ์แล”



         “โยคาวจร  พิจารณาถึงสกิทาคามัคคญาณ  ระงับโทโส  มานะ  อุทัจจะ  มิให้กล้าในอาตมาภาวะนี้  สัมมาทิฐิศีลบริบูรณ์แล”



         “โยคาวจร  พิจารณาถึงญาณทัศนะ  เห็นแจ้งแต่สองกองคือนามแลรูปทั่วไตรภพ  ชื่ออนันตญาณ  บังเกิดโสดามัคคญาณ  เสียมิจจฉาทิฐิ  วิจิกิจฉา  อันชื่อกัมมวามิตน  แลสนเทหมิก่อ  ก็พ้นจากจตุราบาย  ชื่อว่าทิฐิศีลบริบูรณ์แล”



         “โยคาวจร  พิจารณาโคตรภูญาณ  หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์  จะใคร่เข้าสู่อริยโคตรแล”



         “มหานิพพาน  สเภาคืออาตมาภาวะ  นกคืออนุโลมญาณ  ภูเขาไฟคือสังสาร”
        
“โยคาวจร  พิจารณาถึงอนุโลมญาณ  ดุงดังนกสมุทรกากี  คือนายสำเภานั้นแล”


         พักเอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ  แล้วค่อยมาต่อในคราวหน้าอีกสัก ๓
– ๔ วัน  เนื่องจากผมต้องไปดูงานที่ต่างจังหวัด ฝากบ้านไว้ด้วยนะครับ...

โดย สอนสุพรรณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net