วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อะไรคือ โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) แล้วทำไมต้อง เกิดอมตะ........


โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)

หมายถึง เกิดผุดขึ้น คือ เกิดขึ้นมาโตเต็มที่ในทันทีทันใด โดยอำนาจของพลังกรรมเป็นตัวสนับสนุน โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการวิวัฒน์เหมือนสัตว์ทั่วไป เช่น เทวดา, เปรต, อสูรกาย, ผี, มนุษย์บางจำพวก (พระอนาคามี) โอปปาติก สัตว์นี้เกิดหรือตายจะไม่ทิ้งซากหรือเนื้อไว้ให้เห็น

การกำเนิดทางหลักชีววิทยาทางพุทธศาสนามี 4 รูปแบบ

1. ชลาพุชะ คือ เกิดในครรภ์ คลอดออกมาเป็นตัว เช่น คน, หมา, แมว, ช้าง เป็นต้น

2. อัณฑชะ คือ เกิดในไข่ ออกมาเป็นฟองและฟักเป็นตัว เช่น ไก่, นก, เป็ด, จิ้งจก เป็นต้น

3. สังเสทชะ คือ เกิดในไคล เกิดในสภาพชื้นแฉะหมักหมมเน่าเปื่อย เช่น หนอน, จุลินทรีย์ เป็นต้น

4. โอปปาติก คือ เกิดผุดขึ้นเต็มตัวทันที เช่น เทวดา, อสูรกาย, ผี, มนุษย์บางจำพวก (พระอนาคามี)

ความรู้เรื่องการเกิดใหม่ของสรรพชีพ สรรพสัตว์ใน 4 รูปแบบของพุทธศาสนา นับว่าเป็นก้าวหน้ากว่าทางวิทยาศาสตร์ เพราะในวงการวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาพันธุศาสตร์ยังไม่อาจเข้าถึงความรู้เรื่องกำเนิดของสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่ 4 “โอปปาติก” ได้เลย แต่ในทางพุทธศาสนามีมานาน 2 สหัสวรรษแล้ว
 

                         

พลังงาน (วิญญาณ) ในมิติคู่ขนาน (สัมปรายภพ)

มีผู้กล่าวว่าสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์แลเห็น มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอกซึ่งเป็นตัวแทนของบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในซึ่งก็คือ พลังงานอันเป็นแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายใน ร่างกายภายนอกจึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ และเมื่อร่างกายเสื่อมสลายลง สิ่งที่ต้องดำรงอยู่ต่อไป ก็คือ พลังงานที่ดำรงอยู่ภายในที่เป็นแก่นแท้นั่นเอง

บางครั้งการที่เรามองไม่เห็นบางสิ่ง หรือพิสูจน์ไม่ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นไม่มีอยู่ กล่าวได้ว่า ภพหน้านั้น ถ้าหากมีสถิตอยู่ที่ไหน ก็ตอบได้ง่าย ๆ ว่า อยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์โลกของเรานี่เอง เพียงแต่คงรูปเป็นพลังงานที่เรามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าของมนุษย์ เนื่องจากอินทรียวิสัย คือตาและจิตของเรา ไม่มีศักยภาพพอที่จะมองเห็น หากแต่ว่าเราแปรสภาพเป็นพลังงาน (วิญญาณ) อันเป็นแก่นแท้ของมนุษย์เมื่อใด เมื่อนั้นอินทรียวิสัยของเราก็จะมีศักยภาพพอที่จะมองเห็นในภพภูมิที่ซ้อนทับอยู่ได้ ดังที่เราเรียกกันติดปากว่า โลกหน้า หรือ สัมปรายภพ นั่นเอง

เจตภูติ หมายถึง ร่างทิพย์ (Astral Body) ตามลัทธิโยคีโบราณ ไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็น กายทิพย์ ที่เคลื่อนออกจากร่างและปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งคราว ลัทธิโยคีโบราณ แบ่งมนุษย์ออกเป็น 7 ชั้น ดวงวิญญาณอยู่ชั้นในสุด

7. วิญญาณ

6. ดวงจิต

5. ปัญญา

4. สัญญา

3. ปราณ

2. เจตภูติ

1. ร่างกาย

คงจะรู้กันไปเรียบร้อยแล้ว ว่าทำไมต้อง โอปปาติก นี้ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ก่อนที่จะไปชมภาพยนต์ เผื่อว่าจะเพิ่มอรรถรส ในการดูหนัง ได้บ้าง

ยังไงก็อย่าลืมไปอุดหนุนหนังไทยนะครับ โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)

ดูเหมือนว่าจะเป็นโปรแกรมที่น่าดูและน่าสนใจเลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก Nangdee.com

โดย หนอนหนัง

 

กลับไปที่ www.oknation.net